ComSiam Service
วิธีจัดสี Pigtail ให้ตรงกับ Core ของสาย Fiber Optic คือการตรวจสอบสีและหมายเลขเส้นใยภายในสายหลัก จากนั้นจับคู่กับ Pigtail และหมายเลขพอร์ตของ ODF หรือ Fiber Box ตาม Core Assignment ที่กำหนด เพื่อป้องกันการสไปซ์ผิด Core และทำให้ระบบตรวจสอบหรือซ่อมบำรุงได้ง่าย
สำหรับระบบที่ใช้รหัสสี TIA-598 ลำดับสี Fiber 12 Core คือ น้ำเงิน ส้ม เขียว น้ำตาล เทา ขาว แดง ดำ เหลือง ม่วง ชมพู และฟ้าอ่อน (Aqua)
อย่างไรก็ตาม สี Pigtail ไม่จำเป็นต้องตรงกับสี Core เสมอไป เพราะ Pigtail บางชุดมี Buffer สีเดียวกันทุกเส้น เช่น สีเหลืองสำหรับ Single-mode หรืออาจใช้สีแยกตามประเภท Connector และผู้ผลิต
ดังนั้นการจับคู่ที่ถูกต้องต้องใช้ทั้งหมายเลข Tube, หมายเลข Core, หมายเลข Pigtail และหมายเลข Adapter Port ร่วมกัน ไม่ควรอาศัยสีภายนอกเพียงอย่างเดียว
บทความนี้ comsiam จะอธิบายตารางสี Fiber 12 Core วิธีจับคู่ Pigtail กับสาย 12, 24, 48 และ 144 Core วิธีจัดสายเข้า ODF ทีละขั้นตอน การติด Label และวิธีตรวจสอบก่อนสไปซ์เพื่อป้องกันการต่อผิดเส้น
① Fiber Optic Pigtail คืออะไร?

Fiber Optic Pigtail คือสายไฟเบอร์ที่ติดตั้ง Connector ไว้หนึ่งด้านจากโรงงาน ส่วนปลายอีกด้านใช้เชื่อมต่อกับสาย Fiber Optic ด้วยเครื่อง Fusion Splicer
หลังจากสไปซ์ Pigtail เข้ากับ Core ของสายหลักแล้ว Connector จะถูกติดตั้งเข้ากับ Adapter ของ ODF, Fiber Patch Panel หรือ Fiber Termination Box
Pigtail ที่พบทั่วไป ได้แก่
- SC/UPC Pigtail
- SC/APC Pigtail
- LC/UPC Pigtail
- LC/APC Pigtail
- FC Pigtail
- ST Pigtail
- Single-mode Pigtail
- Multimode Pigtail
การเลือก Connector และชนิด Fiber ต้องตรงกับระบบ ส่วนสีและหมายเลขใช้สำหรับระบุเส้นทางเชื่อมต่อ
② ทำไมต้องจัดสี Pigtail ให้ตรงกับ Core?
การจัดสีและหมายเลขให้สัมพันธ์กันมีความสำคัญต่อการติดตั้งระบบ Fiber Optic โดยเฉพาะงานที่มีหลาย Core
ประโยชน์สำคัญ ได้แก่
- ป้องกันการสไปซ์ผิดเส้น
- ป้องกันการสลับพอร์ต ODF
- ตรวจสอบเส้นทางสายได้ง่าย
- ลดความผิดพลาดในการซ่อม
- ช่วยให้ทีมช่างคนอื่นเข้าใจระบบ
- ลดเวลา Troubleshooting
- รองรับการเพิ่ม Core ในอนาคต
- ช่วยให้บันทึก As-Built ถูกต้อง
- ลดความเสี่ยงจากการตัดสายผิดวงจร
- เพิ่มความเป็นระเบียบภายใน Splice Tray
หากสาย Backbone มีหลาย Tube แต่ไม่มีระบบ Label ที่ชัดเจน อาจเกิดความสับสนได้ง่าย แม้ช่างจะจำลำดับสี 12 Core ได้ทั้งหมดก็ตาม
③ ตารางสี Fiber Optic 12 Core ตาม TIA-598
ลำดับสีสำหรับการระบุตำแหน่งเส้นใยที่ใช้กันแพร่หลายมีดังนี้
| Core | สีไทย | สีอังกฤษ |
|---|---|---|
| 1 | น้ำเงิน | Blue |
| 2 | ส้ม | Orange |
| 3 | เขียว | Green |
| 4 | น้ำตาล | Brown |
| 5 | เทา | Slate |
| 6 | ขาว | White |
| 7 | แดง | Red |
| 8 | ดำ | Black |
| 9 | เหลือง | Yellow |
| 10 | ม่วง | Violet |
| 11 | ชมพู | Rose |
| 12 | ฟ้าอ่อน | Aqua |
ลำดับนี้เป็นระบบที่ใช้อ้างอิงในงานไฟเบอร์จำนวนมาก แต่ก่อนติดตั้งจริงต้องตรวจรหัสสีในเอกสารผู้ผลิตและแบบโครงการ เพราะสายบางประเภทอาจมีระบบระบุเส้นใยแตกต่างออกไป
④ สี Core กับสี Pigtail ต้องเหมือนกันหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเป็นสีเดียวกันเสมอไป
ต้องแยกความหมายของสีออกเป็น 3 ส่วน
สี Core: ใช้ระบุเส้นใยภายในสายตามรหัสสีและลำดับ Core
สี Buffer หรือ Jacket ของ Pigtail: อาจระบุชนิด Fiber หรือใช้เป็นสีแยกตำแหน่งตามชุดผลิตภัณฑ์
สี Connector: อาจเกี่ยวข้องกับประเภทหน้าสัมผัส เช่น UPC หรือ APC
ตัวอย่างเช่น สาย Fiber หลัก Core 1 สีน้ำเงิน อาจเชื่อมกับ Pigtail ที่มี Buffer สีเหลืองและ Connector SC/APC สีเขียวได้ หากกำหนดให้เป็นพอร์ต 1 ตามแบบระบบ
การต่อเช่นนี้ไม่ได้ผิดมาตรฐานเพียงเพราะสี Pigtail ไม่ตรงกับสี Core แต่ต้องติด Label และตรวจเส้นทางให้ชัดเจน
⑤ วิธีจับคู่สี Pigtail กับ Core 1–12
สำหรับ Pigtail แบบชุด 12 สีที่เรียงตามลำดับ TIA-598 สามารถจับคู่ตามตารางต่อไปนี้ได้ เมื่อ Core Assignment ของโครงการกำหนดให้เรียงตรงกัน
| Core สายหลัก | สี Pigtail | พอร์ต ODF ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| 1 น้ำเงิน | น้ำเงิน | 1 |
| 2 ส้ม | ส้ม | 2 |
| 3 เขียว | เขียว | 3 |
| 4 น้ำตาล | น้ำตาล | 4 |
| 5 เทา | เทา | 5 |
| 6 ขาว | ขาว | 6 |
| 7 แดง | แดง | 7 |
| 8 ดำ | ดำ | 8 |
| 9 เหลือง | เหลือง | 9 |
| 10 ม่วง | ม่วง | 10 |
| 11 ชมพู | ชมพู | 11 |
| 12 ฟ้าอ่อน | ฟ้าอ่อน | 12 |
ตัวอย่างนี้เป็นการจับคู่แบบตรงลำดับสำหรับ 12 Core เท่านั้น หากแบบระบุให้ Core 1 เชื่อมกับพอร์ตอื่น ต้องยึดแบบ Core Assignment ที่ได้รับอนุมัติ ไม่สลับพอร์ตเพื่อให้สีตรงกันเอง
⑥ ถ้า Pigtail เป็นสีเหลืองทั้งหมด ต้องจัดอย่างไร?
Pigtail Single-mode หลายรุ่นใช้สาย Buffer หรือ Jacket สีเหลืองเหมือนกันทุกเส้น
ในกรณีนี้ไม่สามารถดูสีภายนอกเพื่อระบุว่าเป็น Core 1–12 ได้
วิธีจัดการ
- ตรวจหมายเลขพอร์ต ODF
- กำหนดหมายเลข Pigtail ตาม Adapter Port
- ติด Label หรือ Marker ก่อนเริ่มสไปซ์
- จัดเรียงสายให้สัมพันธ์กับ Splice Tray
- ตรวจ Core Assignment ทุกครั้งก่อนตัด
- สไปซ์ Pigtail ตามหมายเลขที่กำหนด
- ตรวจการเชื่อมต่อหลังติดตั้ง
- บันทึกพอร์ตและหมายเลข Core ลงใน As-Built
อย่าใช้สีเหลืองของ Pigtail เป็นตัวบอกหมายเลข Core เพราะสีดังกล่าวไม่ได้ระบุตำแหน่งของเส้นใยในระบบโดยตัวมันเอง
⑦ วิธีจัดสี Pigtail เข้า ODF 12 Core ทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 ตรวจแบบ Core Assignment
ตรวจว่าสายหลัก Core 1–12 ต้องเชื่อมกับพอร์ตใด
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจชนิดสาย Fiber
ยืนยันว่าเป็น Single-mode หรือ Multimode และเลือก Pigtail ให้ตรงกับระบบ
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจ Connector
ตรวจว่าใช้ SC/UPC, SC/APC, LC หรือ Connector ที่ตรงกับ Adapter
ขั้นตอนที่ 4 ตรวจชุด Pigtail
ดูว่ามีสีครบ 12 สี หรือเป็น Pigtail สีเดียวกันทั้งหมด
ขั้นตอนที่ 5 กำหนดหมายเลขพอร์ต
ตรวจหมายเลข Adapter ของ ODF ไม่สมมติว่าพอร์ตแรกอยู่ด้านซ้ายเสมอไป เพราะบางรุ่นมีการจัดตำแหน่งต่างกัน
ขั้นตอนที่ 6 ติด Label Pigtail
ติดหมายเลขเส้นให้ตรงกับ Port Mapping ก่อนเริ่มสไปซ์
ขั้นตอนที่ 7 ตรวจสี Core สายหลัก
แยก Core ตามรหัสสีที่ผู้ผลิตกำหนด
ขั้นตอนที่ 8 จัด Pigtail เข้า Splice Tray
เดินสายตามช่อง Fiber Management โดยรักษารัศมีดัด
ขั้นตอนที่ 9 ปอกและทำความสะอาด Fiber
เตรียมปลายเส้นใยทั้งสองด้านด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม
ขั้นตอนที่ 10 Cleave
ตัดปลาย Fiber ตามระยะที่เครื่อง Fusion Splicer กำหนด
ขั้นตอนที่ 11 Fusion Splicing
เชื่อม Core กับ Pigtail ตามตารางที่ตรวจสอบแล้ว
ขั้นตอนที่ 12 หด Splice Protection Sleeve
ใช้ Heater Mode และขนาด Sleeve ที่รองรับ
ขั้นตอนที่ 13 จัดเก็บรอยต่อ
ใส่ Sleeve ลงช่อง Holder และเก็บ Fiber สำรองอย่างเป็นระเบียบ
ขั้นตอนที่ 14 ตรวจหมายเลขทั้งหมดอีกครั้ง
ยืนยันว่า Core, Pigtail และ Adapter Port ตรงกับแผนผัง
ขั้นตอนที่ 15 ทดสอบระบบ
ตรวจ Optical Loss และการแมปพอร์ตตามข้อกำหนดของงาน
ขั้นตอนที่ 16 บันทึก As-Built
บันทึกผลการจับคู่ Core กับ Port เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ในอนาคต
⑧ วิธีจัดสี Pigtail สำหรับสาย Fiber 24 Core
สาย 24 Core อาจมีโครงสร้างแตกต่างกันตามผู้ผลิต เช่น
- 2 Tube × 12 Core
- 4 Tube × 6 Core
- 1 Tube × 24 Core ที่มีระบบสีหรือ Tracer เฉพาะ
- โครงสร้างอื่นตามรุ่นเคเบิล
ตัวอย่างกรณี 2 Tube × 12 Core ที่ใช้ลำดับสี TIA-598
| Tube | ช่วง Core รวม | วิธีระบุ |
|---|---|---|
| Tube 1 | 1–12 | สี Tube + สี Fiber 1–12 |
| Tube 2 | 13–24 | สี Tube + สี Fiber 1–12 |
หากใช้ Pigtail สีเดียวทั้งหมด ต้องติดหมายเลขพอร์ตให้ชัดเจนเพื่อแยกสองกลุ่ม
ข้อสำคัญ: Core 1 และ Core 13 อาจมีสี Fiber เป็นน้ำเงินเหมือนกัน แต่ต้องดูสี Tube หรือสัญลักษณ์ประจำกลุ่มเพื่อแยกตำแหน่ง
⑨ วิธีจัดสี Pigtail สำหรับสาย Fiber 48 Core
หากสาย 48 Core มีโครงสร้าง 4 Tube × 12 Core จะสามารถจัดกลุ่มในแนวคิดต่อไปนี้
| กลุ่ม | Core รวม | การจับคู่พอร์ตตัวอย่าง |
|---|---|---|
| Tube 1 | 1–12 | ODF Port 1–12 |
| Tube 2 | 13–24 | ODF Port 13–24 |
| Tube 3 | 25–36 | ODF Port 25–36 |
| Tube 4 | 37–48 | ODF Port 37–48 |
เป็นตัวอย่างสำหรับสายที่มีโครงสร้างดังกล่าวและกำหนดพอร์ตเรียงต่อเนื่องเท่านั้น
งานจริงต้องตรวจ Cable Construction Sheet, Tube Identification และแบบเชื่อมต่อก่อน
ไม่ควรสรุปว่าสาย 48 Core ทุกยี่ห้อมี 4 Tube หรือจัด Core ตามวิธีเดียวกัน
⑩ วิธีจัดสี Pigtail สำหรับสาย Fiber 96–144 Core
เมื่อจำนวน Core มากขึ้น การใช้สี Core เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
ต้องใช้ระบบระบุหลายระดับ เช่น
- Cable ID
- Tube หรือ Bundle Number
- Tube Color
- Fiber Color
- Core Number
- Splice Tray Number
- Pigtail Number
- ODF Port Number
ตัวอย่างสาย 144 Core แบบ 12 Tube × 12 Core สามารถระบุ Fiber Core 51 ได้จาก Tube 5 และ Fiber ลำดับ 3 ภายใน Tube หากการจัดลำดับเป็นไปตามแบบดังกล่าว
ต้องบันทึกทั้งหมายเลข Tube และ Fiber เพราะสี Fiber ภายในแต่ละ Tube อาจซ้ำกัน
⑪ วิธีคำนวณหมายเลข Core จาก Tube และ Fiber
สำหรับสายที่มี 12 Fiber ต่อ Tube และเรียงหมายเลข Tube ตามลำดับ สามารถใช้สูตร
หมายเลข Core รวม = (หมายเลข Tube − 1) × 12 + ลำดับ Fiber ใน Tube
ตัวอย่าง
- Tube 1, Fiber 1 = Core 1
- Tube 2, Fiber 1 = Core 13
- Tube 3, Fiber 5 = Core 29
- Tube 5, Fiber 3 = Core 51
- Tube 12, Fiber 12 = Core 144
สูตรนี้ใช้ได้เฉพาะเมื่อโครงสร้างสายและการกำหนดลำดับเป็นแบบ 12 Fiber ต่อ Tube ตามตัวอย่างเท่านั้น
หากเป็นสาย 6 Fiber ต่อ Tube หรือมีโครงสร้างพิเศษ ต้องใช้แผนผังของผู้ผลิตและสูตรที่สอดคล้องกับสายจริง
⑫ สี Tube กับสี Fiber ต่างกันอย่างไร?
สี Tube ใช้ระบุกลุ่มเส้นใยภายในเคเบิล
สี Fiber ใช้ระบุเส้นใยแต่ละเส้นภายใน Tube หรือกลุ่มนั้น
ตัวอย่างเช่น
- Tube 1 สีน้ำเงิน
- Fiber 1 สีน้ำเงิน
- หมายเลข Core รวม 1
แต่
- Tube 2 สีส้ม
- Fiber 1 สีน้ำเงิน
- หมายเลข Core รวม 13
สองเส้นนี้มี Fiber สีน้ำเงินเหมือนกัน แต่เป็นคนละ Core เพราะอยู่คนละ Tube
ดังนั้นงาน Backbone ต้องระบุ Tube + Fiber เสมอเมื่อสีมีการใช้ซ้ำ
⑬ การใช้สี Connector SC/UPC และ SC/APC สำคัญอย่างไร?
สี Connector ไม่ใช่รหัสบอกหมายเลข Core แต่ใช้ช่วยระบุชนิดหน้าสัมผัสและประเภทผลิตภัณฑ์ในระบบที่กำหนด
ตัวอย่างสีที่พบทั่วไป
| Connector | สีที่พบทั่วไป | ความหมาย |
|---|---|---|
| SC/UPC Single-mode | ฟ้า | หน้าสัมผัส UPC |
| SC/APC Single-mode | เขียว | หน้าสัมผัส APC |
| LC/UPC Single-mode | ฟ้า | หน้าสัมผัส UPC |
| LC/APC Single-mode | เขียว | หน้าสัมผัส APC |
ไม่ควรใช้ Connector SC/UPC และ SC/APC เสียบเข้าหากันโดยตรง เพราะลักษณะหน้าสัมผัสต่างกัน อาจทำให้เกิด Loss และการสะท้อนกลับสูง
ควรตรวจทั้งชนิด Connector, Fiber Type และ Port Mapping ก่อนติดตั้ง
⑭ วิธีติด Label Pigtail ไม่ให้สับสน
การติด Label ควรทำก่อนสไปซ์ ไม่ใช่รอจนจัดเก็บสายทั้งหมดเสร็จ
ข้อมูลที่ควรมี
- หมายเลขสายหลัก
- หมายเลข Tube
- หมายเลข Core
- หมายเลข Pigtail
- หมายเลข ODF Port
- จุดต้นทาง
- จุดปลายทาง
- หมายเลข Splice Tray
ตัวอย่างชื่อ Label
ODF-A / T02 / F03 / C15 / P15
หมายถึง ODF-A, Tube 2, Fiber 3, Core รวม 15 และพอร์ต 15 สำหรับระบบที่กำหนดการจับคู่เช่นนั้น
หากองค์กรใช้รูปแบบ Label อื่น ต้องยึดระบบเอกสารกลางเดียวกันทั้งโครงการ
⑮ ทำไมสไปซ์สีตรงกันแล้ว Internet ยังใช้งานไม่ได้?
แม้สี Core และ Pigtail จะตรงกัน ก็ไม่ได้ยืนยันว่าเส้นทางเชื่อมต่อถูกต้องทั้งหมด
สาเหตุที่อาจพบ ได้แก่
- Core Mapping ของสายต้นทางผิด
- สายคนละ Tube แต่สี Fiber เหมือนกัน
- ต่อเข้าพอร์ต ODF ผิด
- Connector ไม่ตรงชนิด
- ปลายสายฝั่งตรงข้ามใช้ผังต่างกัน
- มี Patch Cord เสียบผิดพอร์ต
- สายมีรอยขาดหรือ Loss สูง
- อุปกรณ์ส่งรับสัญญาณไม่ตรงประเภท
- ใช้ Wavelength ไม่เหมาะกับระบบ
- วงจรไม่ได้เปิดใช้งานหรือกำหนดค่าอุปกรณ์ยังไม่ถูกต้อง
ดังนั้นต้องตรวจทั้ง Physical Connectivity และสถานะอุปกรณ์ ไม่ใช่ตรวจสีเพียงอย่างเดียว
⑯ วิธีตรวจสอบว่าจับคู่ Core กับ Pigtail ถูกต้อง
ตรวจด้วยเอกสาร
เปรียบเทียบ Core Assignment กับ Port Mapping ทั้งสองปลายทาง
ตรวจด้วย Visual Fault Locator
ใช้ VFL กับเส้นใยที่ปลอดภัยและได้รับอนุญาตตามวิธีที่เครื่องมือรองรับ เพื่อช่วยระบุเส้นทางหรือค้นหาความผิดปกติบางประเภท
ตรวจด้วย Light Source และ Power Meter
ใช้ประเมินการส่งผ่านแสงและ Insertion Loss ตามข้อกำหนด
ตรวจด้วย OTDR
ช่วยตรวจลักษณะเหตุการณ์และตำแหน่งความผิดปกติตามแนวสาย
ตรวจด้วย Fiber Identifier
ในบางงานสามารถใช้เครื่องมือระบุเส้นใยโดยไม่ถอดวงจร แต่ต้องตรวจการรองรับชนิดสายและเงื่อนไข Live Fiber ก่อนใช้
ห้ามส่องมองเข้าปลาย Fiber โดยตรง เพราะแสงในระบบสื่อสารอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
⑰ วิธีจัด Pigtail ให้เรียบร้อยภายใน Splice Tray
การจัดสีที่ดีควรมาพร้อมการจัดสายอย่างเป็นระเบียบ
ขั้นตอนที่ควรทำ ได้แก่
- วาง Pigtail ตามพอร์ตที่กำหนด
- ตรวจความยาวสายให้พอดี
- จัด Fiber ตามทางเดินใน Tray
- รักษารัศมีดัดขั้นต่ำ
- ไม่รัดสายแน่น
- ไม่ให้ Fiber ไขว้ทับกันมากเกินไป
- วาง Sleeve ลง Splice Holder
- จัด Slack ให้เพียงพอ
- แยกกลุ่ม Tube และ Core
- ตรวจหมายเลข Label
- ปิดฝาโดยไม่มีแรงกดทับ
- ตรวจคุณภาพหลังจัดเก็บ
สำหรับ ODF ที่ใช้ Pigtail สีเดียวทั้งหมด ระบบ Label และแผนผังมีความสำคัญเป็นพิเศษ
⑱ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดสี Pigtail
1. เข้าใจว่าสี Pigtail ต้องตรงสี Core เสมอ
จริง ๆ แล้วขึ้นอยู่กับประเภท Pigtail และ Core Assignment
2. ใช้สี Connector แทนหมายเลข Core
สี Connector ใช้ช่วยระบุชนิดหน้าสัมผัส ไม่ได้กำหนดลำดับ Core
3. ไม่ตรวจสี Tube
อาจสไปซ์ผิดกลุ่มโดยเฉพาะสาย 24 Core ขึ้นไป
4. คิดว่าสาย 48 Core ทุกแบบมี 4 Tube
โครงสร้างจริงอาจแตกต่างกันตามผู้ผลิต
5. ติด Label หลังสไปซ์เสร็จทั้งหมด
เสี่ยงจำหมายเลขสายผิดเมื่อมีหลายเส้น
6. ไม่ตรวจหมายเลขพอร์ต ODF
อาจต่อ Core ถูกสีแต่ผิด Port Assignment
7. ไม่ตรวจปลายทางอีกด้าน
อาจมีการสลับ Core จากจุดเชื่อมต่อก่อนหน้า
8. ไม่ทำ As-Built
ทำให้ทีมช่างในอนาคตไม่ทราบผังสายที่ติดตั้งจริง
⑲ Checklist จัดสี Pigtail ก่อนสไปซ์
- ตรวจ Cable ID
- ตรวจชนิด Fiber
- ตรวจ Core Assignment
- ตรวจสีและหมายเลข Tube
- ตรวจสี Core
- ตรวจรูปแบบชุด Pigtail
- ตรวจชนิด Connector
- ตรวจ UPC หรือ APC
- ตรวจหมายเลข Adapter Port
- ติด Label Pigtail
- ตรวจความยาว Pigtail
- ตรวจ Splice Tray และ Holder
- ยืนยันคู่ Core–Pigtail ก่อนสไปซ์
- ตรวจ Estimated Splice Loss
- หด Sleeve และจัดเก็บให้ถูกต้อง
- ตรวจ Port Mapping หลังสไปซ์
- ทดสอบ Optical Loss
- บันทึกผล As-Built
⑳ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจัดสี Pigtail
สี Pigtail ต้องตรงกับสี Core หรือไม่?
ไม่จำเป็น ต้องเชื่อมต่อให้ตรงกับ Core Assignment และ Port Mapping เป็นหลัก
Fiber 12 Core มีสีอะไรบ้าง?
ตามลำดับ TIA-598 ได้แก่ น้ำเงิน ส้ม เขียว น้ำตาล เทา ขาว แดง ดำ เหลือง ม่วง ชมพู และฟ้าอ่อน
Pigtail สีเหลืองทั้งหมดจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น Core ไหน?
ต้องใช้ Label และหมายเลข Adapter Port ร่วมกับแบบ Core Assignment เพราะสีเหลืองของ Pigtail ไม่ได้บอกหมายเลข Core
Core 13 เป็นสีอะไร?
ในสาย 24 Core แบบ 2 Tube × 12 Fiber ที่ใช้ระบบสีซ้ำตาม Tube, Core 13 จะเป็น Fiber สีน้ำเงินภายใน Tube 2
Core 24 เป็นสีอะไร?
ในโครงสร้าง 2 Tube × 12 Fiber, Core 24 คือ Fiber ลำดับ 12 สี Aqua ภายใน Tube 2
สี Connector เขียวหมายถึง Core อะไร?
ไม่ได้ระบุ Core โดยตรง สีเขียวของ Connector Single-mode โดยทั่วไปใช้กับชนิด APC
ใช้ Pigtail SC/APC กับ SC/UPC แทนกันได้ไหม?
ไม่ควรต่อเข้าหากันโดยตรง เพราะหน้าสัมผัสแตกต่างกัน
วิธีป้องกันสไปซ์ผิด Core ที่ดีที่สุดคืออะไร?
ตรวจ Cable ID, Tube, Core, Pigtail และ Port Mapping ก่อนสไปซ์ พร้อมติด Label และตรวจหลังงานเสร็จ
ODF 24 Core ต้องใช้ Pigtail 24 สีหรือไม่?
ไม่จำเป็น สามารถใช้ Pigtail สีเดียวทั้งหมดได้ หากมีระบบหมายเลขและ Label ที่ถูกต้อง
ทำไม Fiber สีเดียวกันจึงมีหลาย Core?
เพราะสี Fiber สามารถใช้ซ้ำในคนละ Tube หรือ Bundle ได้ จึงต้องอ่านหมายเลขกลุ่มร่วมด้วย
㉑ สรุป วิธีจัดสี Pigtail ให้ตรงกับ Core ของสาย Fiber
การจัดสี Pigtail ให้ถูกต้องเป็นขั้นตอนสำคัญในการติดตั้ง ODF, Fiber Box และระบบ Fiber Optic ที่มีหลาย Core
ระบบสี TIA-598 ใช้ลำดับสี 12 สี ได้แก่ น้ำเงิน ส้ม เขียว น้ำตาล เทา ขาว แดง ดำ เหลือง ม่วง ชมพู และฟ้าอ่อน เพื่อช่วยระบุเส้นใยตามตำแหน่ง
แต่การติดตั้งจริงต้องยึด Core Assignment และ Port Mapping ไม่ใช่อาศัยสี Pigtail เพียงอย่างเดียว เพราะ Pigtail หลายรุ่นใช้ Buffer สีเดียวกันทุกเส้น
สำหรับสาย 24, 48, 96 และ 144 Core จำเป็นต้องตรวจ Tube Number, Fiber Number และ Core Number ร่วมกัน เพื่อป้องกันความสับสนเมื่อสี Fiber ซ้ำกัน
comsiam แนะนำให้ติด Label ก่อนเริ่มสไปซ์ทุกครั้ง และตรวจความสัมพันธ์ระหว่าง Core, Pigtail และ ODF Port ซ้ำก่อนปิด Splice Tray
การจัดสีและหมายเลขอย่างเป็นระบบช่วยลดการต่อผิดเส้น ลดเวลา Troubleshooting และทำให้การบำรุงรักษาระบบ Fiber Optic ในอนาคตสะดวกมากขึ้น
ComSiam Professional Team





