สายไฟเบอร์มากกว่า 12 Core แยก Tube และสีอย่างไร? ตาราง 24–288 Core พร้อมวิธีนับ Fiber ไม่ให้ผิด

สายไฟเบอร์ออฟติกมากกว่า 12 Core แยก Tube และสีอย่างไร? ให้เริ่มจากตรวจโครงสร้างสายว่ามีกี่ Buffer Tube และแต่ละ Tube บรรจุ Fiber กี่ Core จากนั้นใช้สี Tube ระบุกลุ่มเส้นใย และใช้สี Fiber ภายใน Tube เพื่อหาหมายเลข Core ที่ต้องการ

ตัวอย่างสาย Fiber Optic 48 Core แบบ 4 Tube × 12 Core จะมี Tube สีน้ำเงิน ส้ม เขียว และน้ำตาล โดยแต่ละ Tube มีเส้นใย 12 สีตามลำดับ Blue, Orange, Green, Brown, Slate, White, Red, Black, Yellow, Violet, Rose และ Aqua

ดังนั้น Fiber สีน้ำเงินใน Tube แรกจะเป็น Core 1 แต่ Fiber สีน้ำเงินใน Tube ที่สองจะเป็น Core 13 และ Fiber สีน้ำเงินใน Tube ที่สามจะเป็น Core 25 ตามรูปแบบการจัดหมายเลขดังกล่าว

สิ่งสำคัญคือสายไฟเบอร์ 24, 48, 96, 144 หรือ 288 Core ไม่จำเป็นต้องมีจำนวน Tube หรือจำนวน Fiber ต่อ Tube เหมือนกันทุกยี่ห้อ จึงต้องตรวจ Cable Data Sheet และ Core Assignment ก่อนตัดสายหรือ Fusion Splicing

บทความนี้ comsiam จะอธิบายการอ่านสี Tube และ Fiber ตามระบบ TIA-598 ตัวอย่างสาย 24–288 Core สูตรคำนวณหมายเลข Core วิธีอ่าน Tracer และขั้นตอนตรวจสอบเพื่อป้องกันการสไปซ์ผิดเส้นในงาน Backbone, FTTH และ ODF

① Buffer Tube ของสาย Fiber Optic คืออะไร?

Buffer Tube คือท่อที่ใช้บรรจุและป้องกันกลุ่มเส้นใยแก้วนำแสงภายในสาย Fiber Optic บางโครงสร้าง โดยเฉพาะสายแบบ Loose Tube

Buffer Tube อาจผลิตจากวัสดุพอลิเมอร์ เช่น PBT และมีสีเพื่อช่วยระบุกลุ่มเส้นใย

หน้าที่สำคัญของ Buffer Tube

  1. แยกกลุ่ม Fiber ภายในสาย
  2. ป้องกันเส้นใยจากการสัมผัสโดยตรง
  3. ช่วยระบุหมายเลขกลุ่มเส้นใย
  4. รองรับการจัดการส่วนประกอบภายในสาย
  5. ช่วยให้จัด Tube เข้าสู่ Splice Closure
  6. รองรับระบบป้องกันน้ำตามโครงสร้างสาย
  7. ช่วยควบคุมการจัด Fiber ในงานติดตั้ง
  8. เพิ่มความสะดวกในการบำรุงรักษาสายหลาย Core

แต่ไม่ใช่สาย Fiber Optic ทุกประเภทจะมี Buffer Tube หลายท่อ สายบางรุ่นใช้ Central Loose Tube, Ribbon หรือโครงสร้าง Micro Cable ที่แตกต่างกัน

② มาตรฐานสี TIA-598 เรียงอย่างไร?

ระบบสีพื้นฐานที่ใช้แพร่หลายคือ TIA-598 ซึ่งใช้ลำดับ 12 สี ได้แก่

ลำดับสีภาษาไทยภาษาอังกฤษ
1น้ำเงินBlue
2ส้มOrange
3เขียวGreen
4น้ำตาลBrown
5เทาSlate
6ขาวWhite
7แดงRed
8ดำBlack
9เหลืองYellow
10ม่วงViolet
11ชมพูRose
12ฟ้าอ่อนAqua

สำหรับสายแบบหลาย Tube ที่ใช้รหัสสีนี้ ลำดับสีสามารถใช้ระบุทั้งหมายเลข Tube และ Fiber ภายในแต่ละ Tube

อย่างไรก็ตาม การอ่านหมายเลข Core จริงต้องตรวจข้อมูลโครงสร้างสายควบคู่กัน

③ Tube Color กับ Fiber Color ต่างกันอย่างไร?

Tube Color คือสีของท่อที่ใช้บรรจุกลุ่มเส้นใย

Fiber Color คือสีของชั้น Coating ที่ใช้ระบุเส้นใยแต่ละ Core

ตัวอย่างสาย 24 Core แบบ 2 Tube × 12 Core

  • Tube 1 สีน้ำเงิน / Fiber 1 สีน้ำเงิน = Core 1
  • Tube 1 สีน้ำเงิน / Fiber 12 ฟ้าอ่อน = Core 12
  • Tube 2 สีส้ม / Fiber 1 สีน้ำเงิน = Core 13
  • Tube 2 สีส้ม / Fiber 12 ฟ้าอ่อน = Core 24

หากดูเพียงสี Fiber จะพบสีน้ำเงินซ้ำสองเส้น แต่หากดูสี Tube ประกอบจะสามารถแยกได้ถูกต้อง

④ ทำไมสาย Fiber มากกว่า 12 Core จึงมีสีซ้ำกัน?

ระบบรหัสสีพื้นฐานมี 12 สี เมื่อจำนวนเส้นใยมากขึ้น ผู้ผลิตจึงต้องใช้ระบบระบุกลุ่มเพิ่มเติม

ตัวอย่างวิธีที่ใช้ ได้แก่

  • แบ่ง Fiber ออกเป็นหลาย Buffer Tube
  • ใช้สี Fiber ซ้ำภายใน Tube ต่างกลุ่ม
  • ใช้ Tracer หรือแถบสีเพิ่มเติม
  • ใช้หมายเลข Ribbon
  • ใช้ Binder หรือ Group Identification
  • ใช้เครื่องหมายเฉพาะของผู้ผลิต

ดังนั้นเมื่อเปิดสาย 96 Core แล้วพบ Fiber สีน้ำเงินหลายเส้น ไม่ได้แปลว่าผู้ผลิตใส่สีผิด แต่เส้นใยเหล่านั้นอาจอยู่ใน Tube หรือกลุ่มที่แตกต่างกัน

⑤ สายไฟเบอร์ 24 Core แยก Tube อย่างไร?

ตัวอย่างโครงสร้าง 2 Tube × 12 Core

Tubeสี Tubeหมายเลข Core
Tube 1น้ำเงิน1–12
Tube 2ส้ม13–24

แต่ละ Tube มี Fiber 12 สี เริ่มตั้งแต่น้ำเงินและจบที่ฟ้าอ่อน

ตัวอย่างการนับ

  • Core 5 = Tube 1 / Fiber 5 สีเทา
  • Core 12 = Tube 1 / Fiber 12 ฟ้าอ่อน
  • Core 13 = Tube 2 / Fiber 1 น้ำเงิน
  • Core 18 = Tube 2 / Fiber 6 ขาว
  • Core 24 = Tube 2 / Fiber 12 ฟ้าอ่อน

สาย 24 Core บางรุ่นอาจใช้ 4 Tube × 6 Core หรือบรรจุ Fiber มากกว่า 12 เส้นในกลุ่มเดียว จึงต้องตรวจ Cable Construction ก่อน

⑥ สายไฟเบอร์ 48 Core แยก Tube อย่างไร?

ตัวอย่างสายแบบ 4 Tube × 12 Core

Tubeสี Tubeหมายเลข Core
1น้ำเงิน1–12
2ส้ม13–24
3เขียว25–36
4น้ำตาล37–48

ตัวอย่าง

Core 25 อยู่ใน Tube 3 สีเขียว และเป็น Fiber 1 สีน้ำเงิน

Core 36 อยู่ใน Tube 3 สีเขียว และเป็น Fiber 12 สีฟ้าอ่อน

Core 40 อยู่ใน Tube 4 สีน้ำตาล และเป็น Fiber 4 สีน้ำตาล

Core 48 อยู่ใน Tube 4 สีน้ำตาล และเป็น Fiber 12 สีฟ้าอ่อน

การอ่านต้องยึดทั้งหมายเลข Tube และสี Fiber ไม่ใช่อาศัยสีเส้นใยเพียงอย่างเดียว

⑦ สายไฟเบอร์ 72 Core แยกสีอย่างไร?

ตัวอย่างสาย 6 Tube × 12 Core

Tubeสี Tubeหมายเลข Core
1น้ำเงิน1–12
2ส้ม13–24
3เขียว25–36
4น้ำตาล37–48
5เทา49–60
6ขาว61–72

ตัวอย่าง Core 65 จะอยู่ใน Tube 6 สีขาว และเป็น Fiber 5 สีเทา

ตัวอย่างนี้ใช้ได้กับโครงสร้าง 12 Fiber ต่อ Tube ที่จัดหมายเลขเรียงตามลำดับเท่านั้น

⑧ สายไฟเบอร์ 96 Core แยก Tube อย่างไร?

สาย 96 Core แบบ 8 Tube × 12 Core สามารถอ่านตามตารางนี้

Tubeสี Tubeหมายเลข Core
1น้ำเงิน1–12
2ส้ม13–24
3เขียว25–36
4น้ำตาล37–48
5เทา49–60
6ขาว61–72
7แดง73–84
8ดำ85–96

ตัวอย่าง

  • Core 49 = Tube 5 เทา / Fiber 1 น้ำเงิน
  • Core 60 = Tube 5 เทา / Fiber 12 ฟ้าอ่อน
  • Core 73 = Tube 7 แดง / Fiber 1 น้ำเงิน
  • Core 88 = Tube 8 ดำ / Fiber 4 น้ำตาล
  • Core 96 = Tube 8 ดำ / Fiber 12 ฟ้าอ่อน

หากสาย 96 Core ใช้โครงสร้าง Ribbon หรือ Tube ที่มี Fiber มากกว่า 12 เส้น ต้องใช้ผังของผู้ผลิตแทน

⑨ สายไฟเบอร์ 144 Core แยก Tube อย่างไร?

ตัวอย่างโครงสร้าง 12 Tube × 12 Fiber

Tubeสี Tubeหมายเลข Core
1น้ำเงิน1–12
2ส้ม13–24
3เขียว25–36
4น้ำตาล37–48
5เทา49–60
6ขาว61–72
7แดง73–84
8ดำ85–96
9เหลือง97–108
10ม่วง109–120
11ชมพู121–132
12ฟ้าอ่อน133–144

ตัวอย่างการระบุ Core

  • Core 51 = Tube 5 เทา / Fiber 3 เขียว
  • Core 72 = Tube 6 ขาว / Fiber 12 ฟ้าอ่อน
  • Core 100 = Tube 9 เหลือง / Fiber 4 น้ำตาล
  • Core 121 = Tube 11 ชมพู / Fiber 1 น้ำเงิน
  • Core 144 = Tube 12 ฟ้าอ่อน / Fiber 12 ฟ้าอ่อน

การจัดสีดังกล่าวช่วยให้ระบุ Core ได้เมื่อสายมีโครงสร้างตรงกับตัวอย่าง

⑩ สายไฟเบอร์ 288 Core แยก Tube และสีอย่างไร?

เมื่อจำนวน Core มากกว่า 144 เส้น ระบบสีพื้นฐาน 12 สีอาจต้องใช้ซ้ำพร้อมการระบุเพิ่มเติม

ตัวอย่างสาย 288 Core แบบ 24 Tube × 12 Fiber

  • Tube 1–12 ใช้ลำดับสี 12 สีพื้นฐาน
  • Tube 13–24 ใช้ลำดับสีซ้ำโดยมีเครื่องหมายแยกกลุ่ม
  • Fiber ภายในแต่ละ Tube ใช้ลำดับสี 1–12

เครื่องหมายเพิ่มเติมอาจเป็นแถบสี วงแหวน หรือสัญลักษณ์ตามผู้ผลิต

ตัวอย่าง

Core 145 = Tube 13 / Fiber 1

Core 156 = Tube 13 / Fiber 12

Core 157 = Tube 14 / Fiber 1

Core 288 = Tube 24 / Fiber 12

หาก Tube 13 ใช้สีน้ำเงินซ้ำกับ Tube 1 ต้องตรวจ Tracer ที่แยกกลุ่มเพื่อไม่ให้สับสน

ข้อควรระวัง: สาย 288 Core ไม่จำเป็นต้องมี 24 Tube เสมอไป บางรุ่นใช้ 12 Tube × 24 Fiber, 6 Tube × 48 Fiber หรือโครงสร้างอื่นตามผู้ผลิต

⑪ Tracer ในสาย Fiber Optic คืออะไร?

Tracer คือเครื่องหมายเพิ่มเติมที่ใช้แยก Fiber หรือ Tube ซึ่งมีสีหลักเหมือนกัน

ตัวอย่างลักษณะ Tracer ได้แก่

  • แถบสีตามแนวยาว
  • วงแหวนบน Tube
  • เครื่องหมายบน Coating
  • สัญลักษณ์ระบุกลุ่ม
  • ระบบสีเสริมเฉพาะผลิตภัณฑ์

แต่รูปแบบ Tracer ไม่ได้เหมือนกันทุกยี่ห้อ

ก่อนทำงานกับสายที่มีจำนวน Core สูง ต้องตรวจว่าผู้ผลิตใช้เครื่องหมายชนิดใด และกำหนดลำดับกลุ่มอย่างไร

⑫ สาย 24 Core ใน Tube เดียวอ่านสีอย่างไร?

สายบางประเภทอาจบรรจุ Fiber 24 เส้นภายใน Tube เดียว โดยใช้วิธีระบุเส้นใยเพิ่มเติม

ตัวอย่างแนวคิดคือ

  • Fiber 1–12 ใช้สีพื้นฐาน 12 สี
  • Fiber 13–24 ใช้สีพื้นฐานซ้ำพร้อม Tracer หรือการระบุกลุ่มเพิ่มเติม

แต่ต้องตรวจรูปแบบจริงของสาย เพราะบางโครงสร้างใช้ Ribbon หรือการระบุเส้นใยแบบอื่น

ห้ามสรุปว่า Fiber สีน้ำเงินเส้นแรกเป็น Core 1 และสีน้ำเงินอีกเส้นเป็น Core 13 โดยไม่ตรวจเครื่องหมายแยก

⑬ สาย Ribbon Fiber แยก Core อย่างไร?

Ribbon Fiber คือรูปแบบที่เส้นใยหลายเส้นถูกจัดเป็นกลุ่มหรือแถบตามการออกแบบ

การระบุเส้นใยมักต้องอ่าน

  1. หมายเลข Ribbon
  2. สีหรือเครื่องหมาย Ribbon
  3. หมายเลข Fiber ภายใน Ribbon
  4. จำนวน Fiber ต่อ Ribbon
  5. ผัง Core Assignment

ตัวอย่างสายที่มี 12 Fiber ต่อ Ribbon

  • Ribbon 1 = Core 1–12
  • Ribbon 2 = Core 13–24
  • Ribbon 3 = Core 25–36

หาก Ribbon มีจำนวนเส้นใยต่อชุดต่างออกไป ต้องใช้รูปแบบนับตามโครงสร้างนั้น

สำหรับงาน Ribbon Splicing ควรเลือกเครื่อง Fusion Splicer และเครื่องมือที่รองรับชนิด Ribbon โดยเฉพาะ

⑭ สูตรคำนวณหมายเลข Core จาก Tube

สำหรับสายที่มีจำนวน Fiber ต่อ Tube เท่ากันและเรียง Core ต่อเนื่อง สามารถใช้สูตร

หมายเลข Core รวม = (หมายเลข Tube − 1) × จำนวน Fiber ต่อ Tube + ลำดับ Fiber ภายใน Tube

ตัวอย่างสาย 12 Fiber ต่อ Tube

Tube 5, Fiber 3

= (5 − 1) × 12 + 3

= Core 51

อีกตัวอย่าง Tube 8, Fiber 4

= (8 − 1) × 12 + 4

= Core 88

สูตรนี้ใช้กับโครงสร้างที่มีการจัดหมายเลขแบบต่อเนื่องเท่านั้น หากมี Tube ว่าง Dummy Tube หรือระบบจัดหมายเลขเฉพาะ ต้องตรวจผังจริงก่อนคำนวณ

⑮ วิธีหาหมายเลข Tube เมื่อรู้หมายเลข Core

หากรู้หมายเลข Core และสายมี 12 Fiber ต่อ Tube ให้ใช้วิธีดังนี้

Tube Number = ปัดขึ้น (Core Number ÷ 12)

Fiber Position = Core Number − (Tube Number − 1) × 12

ตัวอย่าง Core 100

Tube Number = ปัดขึ้น (100 ÷ 12) = 9

Fiber Position = 100 − (9 − 1) × 12 = 4

จึงได้ Tube 9 และ Fiber 4

ตามลำดับสีตัวอย่าง Tube 9 สีเหลือง และ Fiber 4 สีน้ำตาล

⑯ สาย 6 Fiber ต่อ Tube ต้องนับต่างกันอย่างไร?

หากสาย 48 Core มีโครงสร้าง 8 Tube × 6 Fiber สูตรจะต้องใช้จำนวน 6 แทน 12

ตัวอย่าง Core 20

Tube Number = ปัดขึ้น (20 ÷ 6) = 4

Fiber Position = 20 − (4 − 1) × 6 = 2

ดังนั้นจะอยู่ Tube 4, Fiber 2

หากสี Tube เรียงตามระบบ 12 สี Tube 4 จะเป็นสีน้ำตาล และ Fiber 2 จะเป็นสีส้ม

แต่ต้องยืนยันว่าผู้ผลิตใช้ลำดับสีและรูปแบบการนับตามตัวอย่างก่อน

⑰ Dummy Tube คืออะไร? มีผลต่อการนับ Core ไหม?

Dummy Tube หรือ Filler เป็นส่วนประกอบที่ใช้ในสายบางโครงสร้างเพื่อรักษารูปร่างหรือความสมดุลของสาย

Dummy Tube อาจไม่มี Fiber อยู่ภายใน

หากสายมี Dummy Tube ต้องตรวจว่าผู้ผลิตนับหมายเลข Tube และลำดับ Core อย่างไร

ไม่ควรนำจำนวน Tube ที่มองเห็นทั้งหมดคูณด้วย 12 โดยไม่ตรวจว่าทุก Tube มี Fiber จริงหรือไม่

ตัวอย่างสายที่มี Tube รวม 6 ท่อ แต่มี Active Tube เพียง 4 ท่อ อาจมี Fiber 48 Core หากแต่ละ Active Tube มี 12 Fiber

⑱ วิธีแยก Tube และ Fiber ก่อนสไปซ์ทีละขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจ Cable ID

ยืนยันชื่อและเส้นทางของสายที่ต้องปฏิบัติงาน

ขั้นตอนที่ 2 ตรวจ Cable Data Sheet

ตรวจจำนวน Core, Tube, Fiber ต่อ Tube และระบบสี

ขั้นตอนที่ 3 ตรวจ Core Assignment

ดูว่าต้องเชื่อมต่อ Core ใดกับสายหรือ Pigtail ใด

ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสถานะ Live Fiber

ยืนยันว่ามีเส้นใยกำลังใช้งานหรือไม่ และได้รับอนุญาตให้ทำงานกับ Core ใดบ้าง

ขั้นตอนที่ 5 เปิด Outer Jacket

ใช้เครื่องมือที่เหมาะกับโครงสร้างสายและระยะเปิดตามคู่มือ

ขั้นตอนที่ 6 ระบุ Buffer Tube

ตรวจสี Tube และ Tracer รวมถึงเครื่องหมายอื่นที่ผู้ผลิตใช้

ขั้นตอนที่ 7 เปิด Tube ที่ต้องการ

เลือก Buffer Tube Access Tool ที่รองรับเส้นผ่านศูนย์กลางและวัสดุ

ขั้นตอนที่ 8 แยก Fiber ภายใน Tube

ตรวจสี Fiber และลำดับที่กำหนด

ขั้นตอนที่ 9 ระบุหมายเลข Core รวม

ใช้ Core Assignment หรือคำนวณตามโครงสร้างสายที่ยืนยันแล้ว

ขั้นตอนที่ 10 ติด Label

ติดหมายเลข Tube และ Core ก่อนเริ่มสไปซ์

ขั้นตอนที่ 11 เตรียม Fiber

ปอก Coating ทำความสะอาด และ Cleave ตามข้อกำหนด

ขั้นตอนที่ 12 Fusion Splicing

เชื่อมเส้นใยตามผังที่ได้รับอนุมัติ ไม่ใช้สีเพียงอย่างเดียวเป็นหลักฐานยืนยัน

ขั้นตอนที่ 13 จัด Splice Sleeve

หดปลอกและจัดเก็บใน Splice Tray ให้เหมาะสม

ขั้นตอนที่ 14 ตรวจผล

ตรวจ Optical Loss และเส้นทางเชื่อมต่อตามแผนตรวจรับ

ขั้นตอนที่ 15 บันทึก As-Built

บันทึกหมายเลข Core, Tube, Tray และปลายทางหลังงานเสร็จ

⑲ วิธีจัด Tube ใน Splice Closure

Splice Closure ที่รองรับสายหลาย Core ควรมีระบบจัดการ Tube และ Fiber ที่ชัดเจน

แนวทางจัดเก็บ ได้แก่

  • แยก Tube ตามสีหรือหมายเลข
  • จัด Express Tube ตามตำแหน่งที่ออกแบบ
  • รักษา Bend Radius
  • ยึด Strength Member ตามข้อกำหนด
  • แยก Fiber ที่ต้องสไปซ์ออกจาก Core ที่ผ่านต่อ
  • ใช้ Splice Tray ให้เหมาะกับจำนวนรอยต่อ
  • ไม่มัด Loose Tube แน่นเกินไป
  • ไม่ให้ Tube กดทับ Bare Fiber
  • ติด Label ทุกกลุ่ม
  • ตรวจความเรียบร้อยก่อนปิด Closure

การจัด Tube อย่างเป็นระบบมีความสำคัญอย่างยิ่งในสาย Backbone 96–288 Core เพราะความผิดพลาดเพียงจุดเดียวอาจรบกวนหลายวงจร

⑳ วิธีติด Label Tube และ Core ไม่ให้สับสน

สำหรับระบบหลาย Core ควรระบุข้อมูลอย่างน้อย

  • Cable ID
  • Tube Number
  • Tube Color หรือ Tracer
  • Fiber Position
  • Core Number
  • Splice Tray Number
  • ODF Port
  • จุดต้นทางและปลายทาง

ตัวอย่าง Label

CAB-01 / T05 / F03 / C051 / TRAY-02

หมายถึงสาย CAB-01, Tube 5, Fiber 3, Core 51 และจัดเก็บใน Tray 2

ระบบ Label ต้องสอดคล้องกับแผนผังและเอกสารขององค์กร ไม่ควรใช้รูปแบบต่างกันในแต่ละทีมจนสับสน

㉑ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่ออ่าน Tube และสี Fiber

1. เข้าใจว่าสาย 24 Core ต้องมี 2 Tube เสมอ

จริง ๆ แล้วสายอาจมีหลายโครงสร้าง

2. นับ Fiber โดยไม่ดู Tube

เสี่ยงสับสนเมื่อสี Fiber ซ้ำกัน

3. ไม่ตรวจ Tracer

โดยเฉพาะสายที่ใช้สี Tube หรือ Fiber ซ้ำ

4. นับ Dummy Tube เป็น Active Tube

ทำให้หมายเลข Core ผิด

5. ใช้สูตร 12 Fiber ต่อ Tube กับสาย 6 หรือ 24 Fiber ต่อ Tube

ทำให้ระบุหมายเลขผิดทั้งชุด

6. ไม่ตรวจ Core Assignment

อาจสไปซ์ผิดแม้คำนวณตามสีถูกต้อง

7. ไม่แยกสายหลาย Cable ID

อาจสับสนระหว่างสายคนละเส้นที่มีสีเหมือนกัน

8. ไม่ติด Label ก่อนสไปซ์

ทำให้ช่างต้องจดจำตำแหน่งจำนวนมาก

9. ไม่ตรวจปลายทางอีกด้าน

อาจเกิดการเชื่อมต่อผิดพอร์ตหรือผิดเส้นทาง

10. ไม่ทดสอบหลังสไปซ์

การจัดสีถูกต้องไม่ได้รับประกันว่ารอยต่อมีคุณภาพและเส้นทางครบถ้วน

㉒ Checklist แยก Tube และ Core ก่อนสไปซ์

  • ตรวจ Cable ID
  • ตรวจจำนวน Core ทั้งหมด
  • ตรวจจำนวน Buffer Tube
  • ตรวจ Fiber ต่อ Tube
  • ตรวจรหัสสีผู้ผลิต
  • ตรวจ Tube Color
  • ตรวจ Tracer หรือเครื่องหมายพิเศษ
  • ตรวจ Dummy Tube
  • ตรวจ Fiber Color
  • ตรวจหมายเลข Core รวม
  • ตรวจ Core Assignment
  • ตรวจ Live Fiber
  • ติด Label Tube และ Core
  • ตรวจเครื่องมือเปิด Tube
  • เตรียม Fiber อย่างถูกต้อง
  • สไปซ์เฉพาะ Core ที่กำหนด
  • จัด Sleeve และ Splice Tray
  • ตรวจ Bend Radius
  • ตรวจ Optical Loss
  • จัดทำ As-Built

㉓ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแยก Tube และสี Fiber

สาย Fiber 24 Core มีกี่ Tube?

ขึ้นอยู่กับโครงสร้าง เช่น 2 Tube × 12 Core หรือ 4 Tube × 6 Core ไม่สามารถกำหนดจากจำนวน Core อย่างเดียว

สาย Fiber 48 Core มีกี่ Tube?

อาจเป็น 4 Tube × 12 Core หรือโครงสร้างอื่นตามผู้ผลิต

สาย Fiber 96 Core มีกี่ Tube?

ตัวอย่างที่พบคือ 8 Tube × 12 Core แต่ต้องตรวจสายรุ่นจริง

สาย Fiber 144 Core มีกี่ Tube?

แบบ 12 Tube × 12 Fiber เป็นโครงสร้างหนึ่งที่พบได้ แต่ไม่ใช่ทุกสาย

สาย Fiber 288 Core มีกี่ Tube?

อาจมี 24 Tube × 12 Fiber, 12 Tube × 24 Fiber หรือโครงสร้างอื่น

Fiber Core 13 อยู่ Tube สีอะไร?

ในโครงสร้าง 12 Fiber ต่อ Tube ที่เรียง Tube ตามลำดับสี Core 13 อยู่ Tube 2 สีส้ม และ Fiber 1 สีน้ำเงิน

Fiber Core 51 อยู่ Tube ไหน?

ในโครงสร้าง 12 Fiber ต่อ Tube อยู่ Tube 5 และ Fiber 3

Fiber Core 100 อยู่ Tube ไหน?

ในโครงสร้าง 12 Fiber ต่อ Tube อยู่ Tube 9 และ Fiber 4

Fiber Core 145 อยู่ Tube ไหน?

ในสาย 288 Core แบบ 24 Tube × 12 Fiber อยู่ Tube 13 และ Fiber 1 โดยต้องตรวจเครื่องหมายแยก Tube 13 จาก Tube 1

Dummy Tube มี Fiber อยู่ไหม?

โดยทั่วไป Dummy Tube เป็นส่วนประกอบเติมโครงสร้างที่ไม่บรรจุ Fiber แต่ต้องตรวจข้อมูลผลิตภัณฑ์จริง

สี Tube เหมือนกันสองท่อแยกอย่างไร?

ต้องดู Tracer หมายเลขหรือระบบระบุกลุ่มเพิ่มเติมตามผู้ผลิต

สาย Fiber ทุกยี่ห้อใช้สีเหมือนกันไหม?

ไม่จำเป็น ต้องตรวจรหัสสีและ Cable Construction ของผลิตภัณฑ์ก่อน

㉔ สรุป สายไฟเบอร์มากกว่า 12 Core แยก Tube และสีอย่างไร?

การระบุ Core ในสายไฟเบอร์ออฟติกมากกว่า 12 Core ต้องเริ่มจากการตรวจโครงสร้างว่าแต่ละ Buffer Tube บรรจุเส้นใยจำนวนเท่าไร และใช้รหัสสีอะไร

สำหรับสายแบบ 12 Fiber ต่อ Tube สามารถใช้ลำดับสี TIA-598 เพื่อระบุทั้งสี Tube และสี Fiber ได้ เช่น สาย 48 Core แบบ 4 Tube × 12 Fiber หรือสาย 144 Core แบบ 12 Tube × 12 Fiber

แต่สาย Fiber จำนวน Core สูงอาจใช้ Tracer, Ribbon หรือจำนวน Fiber ต่อ Tube ที่ต่างออกไป จึงไม่สามารถใช้สูตรเดียวกับสายทุกประเภทได้

comsiam แนะนำให้ช่างตรวจ Cable Data Sheet และ Core Assignment ก่อนเปิด Loose Tube หรือสไปซ์ทุกครั้ง โดยเฉพาะสาย Backbone 96–288 Core

การแยก Tube และ Fiber อย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงจากการสไปซ์ผิดเส้น ป้องกันการรบกวนวงจรที่กำลังใช้งาน และช่วยให้จัดเก็บสายภายใน Splice Closure ได้อย่างเป็นระบบ

การติด Label และบันทึก As-Built อย่างละเอียดเป็นส่วนสำคัญของงาน Fiber Optic ที่ต้องการความน่าเชื่อถือและบำรุงรักษาได้ง่ายในระยะยาว

ComSiam Professional Team