ComSiam Service
Splice Tray 12 Core, 24 Core และ 48 Core ควรเลือกแบบไหนดี? คำตอบคือเลือกจากจำนวนรอยสไปซ์ที่ต้องจัดเก็บ ความสามารถของ Splice Holder พื้นที่เก็บ Fiber สำรอง และความเข้ากันได้กับ ODF, Fiber Distribution Box หรือ Splice Closure ที่ใช้งานจริง
หากเป็นงาน FTTH หรือ Fiber Box ขนาดเล็กที่มีรอยสไปซ์ไม่เกิน 12 จุด Splice Tray 12 Core อาจเพียงพอ ส่วนงาน ODF หรือ Distribution Fiber ที่ต้องจัดเก็บ 13–24 รอยต่อ สามารถพิจารณา Splice Tray 24 Core ขณะที่งาน Backbone ที่ต้องจัดเก็บรอยสไปซ์จำนวนมากอาจเหมาะกับ Splice Tray 48 Core หรือการแบ่งใช้หลายถาด
อย่างไรก็ตาม Splice Tray ที่ระบุ 48 Core ไม่ได้หมายความว่ารองรับ Sleeve ทุกชนิดได้ 48 ชิ้นเสมอไป เพราะความจุของถาดอาจแตกต่างตามรูปแบบ Single Fiber Splice, Mechanical Splice, Ribbon Fiber และขนาดปลอกป้องกันรอยต่อ
สิ่งสำคัญที่สุดคือเลือกถาดที่จัดเก็บเส้นใยได้อย่างปลอดภัย รักษารัศมีดัดขั้นต่ำ และสามารถเปิดซ่อมรอยต่อในอนาคตโดยไม่รบกวน Core อื่น
บทความนี้ comsiam จะอธิบายความแตกต่างระหว่าง Splice Tray 12, 24 และ 48 Core วิธีเลือกตามประเภทงาน การตรวจสอบ Sleeve 40/60 มม. การจัด Service Loop และขั้นตอนติดตั้งอย่างถูกต้อง
① Splice Tray คืออะไร?

Splice Tray หรือ Fiber Optic Splice Tray คือถาดสำหรับจัดเก็บและป้องกันรอยต่อเส้นใยแก้วนำแสงภายในระบบ Fiber Optic
ภายในถาดมักประกอบด้วยช่องสำหรับจัดเก็บ Fiber ส่วนสำรอง ช่องนำสายเข้าและออก และ Splice Holder ที่ใช้ยึดปลอกป้องกันรอยต่อ
หน้าที่สำคัญของ Splice Tray ได้แก่
- จัดเก็บรอย Fusion Splicing
- รองรับ Splice Protection Sleeve
- จัดระเบียบเส้นใยแต่ละ Core
- ควบคุมทางเดิน Fiber ภายในถาด
- ช่วยรักษารัศมีดัดขั้นต่ำ
- ลดความเสี่ยงจากแรงกดทับ
- แยกกลุ่ม Core สำหรับบำรุงรักษา
- ช่วยระบุหมายเลขรอยต่อ
- ป้องกันเส้นใยเคลื่อนจากตำแหน่ง
- สนับสนุนการตรวจสอบและซ่อมในอนาคต
Splice Tray ไม่ได้ทำให้ Splice Loss ลดลงโดยตรง แต่การจัดเก็บที่ถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงต่อ Bend Loss และความเสียหายหลังสไปซ์
② Splice Tray 12 Core คืออะไร?
Splice Tray 12 Core คือถาดที่ออกแบบให้รองรับรอยต่อได้สูงสุด 12 ตำแหน่งตามชนิด Splice ที่ผู้ผลิตระบุ
ในผลิตภัณฑ์บางรุ่น สามารถรองรับปลอก Fusion Splice แบบ Single Fiber ได้ 12 ชิ้น แต่ต้องตรวจขนาด Sleeve ที่รองรับด้วย
งานที่เหมาะสม
- FTTH
- Fiber Termination Box
- Fiber Distribution Box
- ODF ขนาดเล็ก
- งานเชื่อมต่อ Pigtail
- ระบบ Fiber 6–12 Core
- จุดแยกสายภายในอาคาร
- ระบบกล้องวงจรปิดขนาดเล็ก
ข้อดี
- ความจุเหมาะกับงานจำนวน Core ไม่มาก
- จัดระเบียบและตรวจหมายเลขง่าย
- มีตัวเลือกขนาดกะทัดรัด
- ลดความซับซ้อนของการบำรุงรักษา
ข้อจำกัด
หากมีรอยต่อมากกว่า 12 จุด ต้องใช้ถาดเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนไปใช้รุ่นที่มีความจุสูงกว่า
ไม่ควรเพิ่มจำนวนปลอกด้วยการวางซ้อนกันเองหากผู้ผลิตไม่ได้ออกแบบรองรับ
③ Splice Tray 24 Core คืออะไร?
Splice Tray 24 Core คือถาดที่ออกแบบรองรับรอยต่อสูงสุด 24 ตำแหน่งตามชนิดการสไปซ์และ Splice Holder ของรุ่นนั้น
เหมาะกับงานที่มีจำนวน Fiber ปานกลาง และต้องการจัดเก็บรอยต่อไว้ในพื้นที่เดียวกัน
งานที่เหมาะสม
- ODF 24 Core
- Fiber Distribution Box
- FTTH Distribution Network
- Campus Network
- งานสาย Fiber 24 Core
- งานเชื่อมต่อระหว่างอาคาร
- ระบบ CCTV ขนาดกลาง
- Splice Closure ที่รองรับถาดประเภทนี้
ข้อดี
- จัดเก็บรอยต่อได้มากกว่า 12 Core
- ช่วยลดจำนวนถาดเมื่ออุปกรณ์รองรับ
- สามารถจัดกลุ่ม Core 1–12 และ 13–24 ได้
- เหมาะกับงานที่มีแนวโน้มขยายจำนวน Core
- ลดการกระจายรอยต่อไปหลายตำแหน่ง
ข้อจำกัด
ต้องตรวจพื้นที่จัดเก็บ Fiber Slack และความสูงภายใน Closure เพราะถาดที่มีช่อง Sleeve มากขึ้นไม่ได้หมายความว่ามีพื้นที่เก็บเส้นใยสำรองเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
④ Splice Tray 48 Core คืออะไร?
Splice Tray 48 Core เป็นถาดความจุสูงที่ออกแบบรองรับรอยต่อจำนวนมากในถาดเดียวตามข้อกำหนดของรุ่น
ถาดประเภทนี้อาจใช้ Splice Holder หลายชุด มีช่องจัดเก็บเส้นใยแยกด้าน หรือใช้ระบบจัดวางปลอกหลายแถว
งานที่เหมาะสม
- Fiber Optic Backbone
- ODF ความจุสูง
- Splice Closure ขนาดใหญ่
- Campus Backbone
- ระบบเครือข่ายโรงงาน
- ระบบโทรคมนาคม
- งานที่ต้องสไปซ์หลายสิบ Core
ข้อดี
- รองรับรอยต่อจำนวนมาก
- ช่วยลดจำนวนถาดในบางการออกแบบ
- เหมาะกับการจัดการ Core เป็นกลุ่ม
- ลดจำนวนชั้น Tray ที่ต้องติดตั้งเมื่อรองรับได้จริง
ข้อจำกัด
หากจัด Fiber จำนวนมากเกินพื้นที่ Slack Storage อาจเกิดการไขว้ทับ แรงกด หรือ Macrobending ได้
ความจุ 48 Core จึงต้องตรวจทั้งจำนวน Splice Position และพื้นที่จัดเก็บเส้นใย ไม่ใช่ดูตัวเลขความจุอย่างเดียว
⑤ ตารางเปรียบเทียบ Splice Tray 12, 24 และ 48 Core
| รายการ | 12 Core | 24 Core | 48 Core |
|---|---|---|---|
| ความจุที่ระบุ | สูงสุด 12 | สูงสุด 24 | สูงสุด 48 |
| รูปแบบการใช้งาน | งานขนาดเล็ก | งานขนาดกลาง | งานความจุสูง |
| งาน FTTH | เหมาะเมื่อรองรับ | เหมาะเมื่อรองรับ | ใช้ได้ตามระบบ |
| งาน ODF | ขนาดเล็ก | ขนาดกลาง | ขนาดใหญ่ |
| งาน Backbone | ใช้ได้ | ใช้ได้ | เหมาะกับรอยต่อจำนวนมาก |
| ความซับซ้อนในการจัดสาย | โดยทั่วไปน้อยกว่า | ปานกลาง | ต้องวางแผนมากขึ้น |
| Sleeve 40 มม. | ตรวจรุ่น | ตรวจรุ่น | ตรวจรุ่น |
| Sleeve 60 มม. | ตรวจรุ่น | ตรวจรุ่น | ตรวจรุ่น |
| การเพิ่ม Core | อาจต้องเพิ่ม Tray | รองรับได้มากขึ้น | รองรับจำนวนมาก |
| พื้นที่จัดเก็บ | ขึ้นอยู่กับรุ่น | ขึ้นอยู่กับรุ่น | ขึ้นอยู่กับรุ่น |
ข้อควรจำ: ตัวเลขความจุใช้ได้เฉพาะชนิดรอยต่อและเงื่อนไขที่ผู้ผลิตกำหนด ไม่ใช่การรับประกันว่าจะใส่รอยต่อทุกประเภทได้เท่ากัน
⑥ Splice Tray 12 Core กับ 24 Core ต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างสำคัญคือจำนวนรอยต่อที่ออกแบบรองรับ
Splice Tray 12 Core เหมาะกับงานที่มีรอยต่อไม่มาก และต้องการจัดการสายอย่างเรียบง่าย
ส่วน Splice Tray 24 Core รองรับรอยต่อได้มากกว่า และอาจลดจำนวนถาดที่ต้องใช้ในระบบหนึ่ง ๆ
แต่การเลือกต้องพิจารณาอีกหลายเรื่อง เช่น
- จำนวน Splice Holder
- ขนาด Sleeve
- รูปแบบทางเดิน Fiber
- ขนาดถาด
- ความเข้ากันได้กับ Closure
- ความยาว Slack ที่ต้องเก็บ
- ความสะดวกในการเปิดซ่อม
หากกล่องรองรับเฉพาะ Splice Tray 12 Core ไม่ควรเปลี่ยนไปใช้ 24 Core เพียงเพราะต้องการความจุมากขึ้นโดยไม่ตรวจขนาดและจุดยึด
⑦ Splice Tray 24 Core กับ 48 Core ต่างกันอย่างไร?
Splice Tray 48 Core รองรับจำนวนรอยต่อที่ระบุได้มากกว่า 24 Core สองเท่าในกรณีที่ทั้งสองรุ่นรองรับชนิด Single Fusion Splice ตามความจุนั้นจริง
อย่างไรก็ตาม อาจมีความแตกต่างด้านโครงสร้างภายใน เช่น
- จำนวนแถว Splice Holder
- จำนวนช่องนำ Fiber
- พื้นที่ Slack Storage
- การจัดวาง Sleeve
- ขนาดตัวถาด
- ความสูงหรือจำนวนชั้น
- ระบบล็อกและฝาปิด
งานที่มี Core จำนวนมากไม่จำเป็นต้องเลือกถาด 48 Core เสมอไป เพราะบางโครงการอาจเหมาะกับการใช้ Splice Tray 24 Core สองถาดเพื่อแยกกลุ่มวงจรและลดการรบกวนเมื่อต้องซ่อม
⑧ Splice Tray 48 Core ดีกว่าใช้ 24 Core สองถาดหรือไม่?
ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกงาน
ใช้ Splice Tray 48 Core หนึ่งถาด
ข้อดีคือสามารถรวมรอยต่อจำนวนมากไว้ในถาดเดียวเมื่อมีพื้นที่เพียงพอ
แต่ถาดหนึ่งอาจมี Fiber จำนวนมาก ทำให้ต้องวางแผนทางเดินสายและการซ่อมอย่างละเอียด
ใช้ Splice Tray 24 Core สองถาด
ช่วยแบ่งรอยต่อเป็นสองกลุ่ม ทำให้เข้าถึงและบำรุงรักษาเฉพาะกลุ่มได้ง่ายขึ้นในบางระบบ
แต่ต้องใช้พื้นที่และชุดยึด Tray เพิ่มขึ้น
วิธีตัดสินใจ
ให้พิจารณา
- ความจุของ Closure
- จำนวน Core ที่ใช้งาน
- จำนวน Core สำรอง
- ความถี่ในการบำรุงรักษา
- การแยกวงจรหรือกลุ่มลูกค้า
- ความสามารถในการเปิด Tray
- ความยาวเส้นใยสำรอง
- คู่มือและข้อกำหนดโครงการ
หากต้องการแยกวงจรตามอาคารหรือพื้นที่บริการ การใช้หลายถาดอาจช่วยให้ซ่อมง่ายกว่า แม้จำนวนรอยต่อรวมจะเท่ากัน
⑨ Splice Tray 12 Core ต้องใส่ Sleeve 12 ชิ้นเสมอไหม?
ไม่จำเป็น
Splice Tray 12 Core อาจถูกออกแบบให้รองรับรอยต่อ 12 จุด แต่ในการติดตั้งจริงอาจมีการใช้เพียง 4, 6 หรือ 8 จุดตามจำนวน Core ที่ต้องเชื่อมต่อ
ไม่จำเป็นต้องเติมช่องที่เหลือให้ครบทั้งหมด
สิ่งสำคัญคือ
- ใช้ Holder ตามรูปแบบที่กำหนด
- ไม่วางปลอกผิดตำแหน่ง
- ไม่จัดสายจนเกิดแรงดึง
- ไม่กีดขวางช่องว่างสำหรับงานขยาย
- บันทึกหมายเลขช่องที่ใช้งานจริง
⑩ Splice Tray รองรับ Sleeve 40 มม. และ 60 มม. ได้เหมือนกันไหม?
ไม่จำเป็น
Splice Holder บางรุ่นออกแบบสำหรับ Sleeve 40 มม. บางรุ่นรองรับ 60 มม. และบางผลิตภัณฑ์รองรับหลายขนาด
ก่อนเลือกต้องตรวจ
- ความยาว Sleeve
- เส้นผ่านศูนย์กลางหลังหด
- ชนิด Strength Member
- รูปแบบ Splice Holder
- ระยะช่องยึด
- จำนวนปลอกต่อช่อง
- ความลึกของ Tray
- ความสูงภายใน Closure
ห้ามฝืนกด Sleeve ที่ไม่พอดีกับ Holder เพราะอาจทำให้เกิดแรงกระทำต่อปลายเส้นใยและรอยต่อ
⑪ Single Fusion, Mechanical และ Ribbon Splice ใช้ Tray เหมือนกันไหม?
ไม่จำเป็น เพราะรูปแบบรอยต่อแตกต่างกัน
Single Fusion Splice
เป็นการหลอมเชื่อมเส้นใยทีละ Core และจัดเก็บด้วย Sleeve ตามข้อกำหนด
Mechanical Splice
เป็นการเชื่อมต่อเส้นใยด้วยอุปกรณ์ทางกล ซึ่งอาจมีขนาดใหญ่หรือรูปทรงต่างจาก Sleeve แบบ Fusion
Ribbon หรือ Mass Fusion Splice
เป็นการหลอมเชื่อมเส้นใยหลาย Core พร้อมกัน โดยใช้ Protector และ Holder ที่ออกแบบรองรับ
ดังนั้น Tray ที่รองรับ 48 Single Fusion Splices อาจรองรับ Mechanical Splices ได้จำนวนน้อยกว่า
ไม่ควรนำจำนวน Core ที่อยู่ใน Ribbon มานับเท่ากับจำนวนปลอก Single Fiber โดยไม่ดูสเปก
⑫ วิธีเลือก Splice Tray สำหรับ ODF
ODF ใช้จัดการการเชื่อมต่อระหว่างสายหลักกับ Pigtail และระบบ Patch Panel
ก่อนเลือก Splice Tray ควรตรวจ
- จำนวนพอร์ต ODF
- จำนวน Core ที่ต้องสไปซ์จริง
- ตำแหน่ง Adapter
- ทางเดิน Pigtail
- ขนาด Sleeve
- จำนวนถาดที่ตัว ODF รองรับ
- วิธีเลื่อนหรือยก Tray
- พื้นที่จัดเก็บ Fiber Slack
ตัวอย่างเช่น ODF 24 Port อาจใช้ Splice Tray 24 Core หนึ่งถาด หรือสองถาดความจุ 12 Core ตามการออกแบบของตู้
จำนวนพอร์ต ODF ไม่ได้บังคับว่าต้องใช้ Tray ความจุเท่ากันในชิ้นเดียวเสมอไป
⑬ วิธีเลือก Splice Tray สำหรับ Fiber Distribution Box
Fiber Distribution Box มีทั้งแบบภายในอาคารและภายนอกอาคาร
ควรเลือกถาดตามความสามารถของกล่อง ไม่ใช่เฉพาะจำนวน Core ของสาย
สิ่งที่ควรตรวจ ได้แก่
- จำนวนรอยต่อที่ใช้งานจริง
- จำนวนสายเข้าและออก
- การรองรับ Pigtail
- ระบบ Optical Splitter ถ้ามี
- ขนาด Splice Holder
- พื้นที่ Fiber Slack
- ความสูงภายในกล่อง
- ระบบล็อก Tray
- ความสามารถในการปิดฝากล่อง
- ข้อกำหนดการบำรุงรักษา
สำหรับกล่อง FTTH ขนาดเล็ก การใช้ Tray ขนาดกะทัดรัดอาจเหมาะสมกว่าแบบ 48 Core หากมีพื้นที่จำกัด
⑭ วิธีเลือก Splice Tray สำหรับ Backbone
งาน Backbone อาจต้องจัดเก็บรอยสไปซ์จำนวนมากและมี Express Fiber ที่ต้องรักษาความต่อเนื่อง
ก่อนเลือก Tray ต้องวางแผน
- Core Assignment
- Tube Mapping
- จำนวนรอยต่อทั้งหมด
- จำนวน Tray ที่ต้องใช้
- การแยกกลุ่มวงจร
- Express Tube Storage
- Service Loop
- ความจุของ Splice Closure
- เส้นผ่านศูนย์กลาง Sleeve
- การขยายระบบในอนาคต
สำหรับสาย Backbone 144 Core ไม่จำเป็นต้องใช้ Tray 48 Core จำนวนสามถาดเสมอไป หากมี Core ที่ผ่านต่อโดยไม่ต้องสไปซ์ หรือแบ่งรอยต่อแตกต่างจากจำนวน Core รวม
ต้องนับจำนวนรอยต่อจริงตามแบบงาน
⑮ ตัวอย่างคำนวณจำนวน Splice Tray ที่ต้องใช้
สมมติโครงการหนึ่งมีรอยต่อ Single Fusion Splice จำนวน 72 จุด
และใช้ถาดที่รองรับความจุที่ระบุได้จริง
| รูปแบบ | จำนวน Tray ขั้นต่ำ |
|---|---|
| 12 Splices ต่อ Tray | 6 ถาด |
| 24 Splices ต่อ Tray | 3 ถาด |
| 48 Splices ต่อ Tray | 2 ถาด |
ตัวเลขนี้เป็นเพียงการคำนวณจากความจุของช่องรอยต่อ
การเลือกจริงต้องตรวจว่ามีพื้นที่ Fiber Slack เพียงพอหรือไม่ รวมถึงการแบ่งกลุ่ม Core และข้อกำหนดของ Closure
หากความจุใช้งานจริงลดลงจากชนิด Sleeve หรือรูปแบบจัดเก็บ อาจต้องเพิ่มจำนวนถาด
⑯ เลือก Splice Tray เผื่อขยายระบบอย่างไร?
การเผื่อความจุควรเริ่มจากแผนการใช้งานจริง ไม่ใช่เลือกถาดใหญ่ที่สุดเสมอไป
ตัวอย่างระบบที่เริ่มต้นด้วย 12 รอยต่อ และมีแผนเพิ่มเป็น 20 รอยต่อในอนาคต อาจพิจารณาใช้ Tray 24 Core หากอุปกรณ์รองรับ
แต่ถ้าต้องการแยกกลุ่มลูกค้าหรือมีข้อกำหนดด้านการบำรุงรักษา การใช้ Tray 12 Core สองถาดอาจเหมาะสมกว่า
สิ่งที่ควรเผื่อ
- จำนวน Core ที่คาดว่าจะเพิ่ม
- จำนวน Sleeve ที่จะใช้
- พื้นที่จัดเก็บ Slack
- จำนวนชั้น Tray ใน Closure
- Cable Entry สำหรับสายใหม่
- การแยกกลุ่มวงจร
- ตำแหน่ง Label
- ความสามารถในการเข้าซ่อม
⑰ Bend Radius สำคัญอย่างไรในการเลือก Splice Tray?
Bend Radius คือรัศมีความโค้งของเส้นใยหรือสายไฟเบอร์
หากจัดเก็บ Fiber ด้วยรัศมีที่เล็กเกินข้อกำหนด อาจเกิด Macrobending Loss
แม้ Tray จะมีช่องใส่ Sleeve ครบตามจำนวน Core แต่หากไม่มีพื้นที่เดินเส้นใยที่เหมาะสมก็อาจไม่ผ่านข้อกำหนดการติดตั้ง
จุดที่ควรตรวจ
- วง Fiber Slack
- จุดเข้าสาย
- จุดออกจาก Tube
- ปลาย Splice Sleeve
- ช่องโค้งของ Tray
- จุดที่ Fiber ไขว้กัน
- บริเวณฝาปิด
ค่ารัศมีดัดขั้นต่ำต้องใช้ตามชนิด Fiber และข้อกำหนดของผู้ผลิต Tray ไม่ควรใช้ค่าเดียวกับ Fiber ทุกประเภท
⑱ Splice Tray มีผลต่อ Splice Loss หรือไม่?
ตัวถาดไม่ได้เป็นอุปกรณ์หลอมเชื่อมเส้นใย จึงไม่ได้กำหนดคุณภาพรอย Fusion Splice โดยตรง
แต่การจัดเก็บภายใน Tray ที่ผิดวิธีอาจทำให้ Optical Loss เพิ่มขึ้นภายหลัง
ตัวอย่างเช่น
- Fiber ถูกดัดโค้งแคบ
- Sleeve ถูกกดทับ
- ปลายรอยต่อได้รับแรงดึง
- Fiber ซ้อนกันแน่น
- ฝา Tray บีบเส้นใย
- สายถูกบังคับให้หักมุม
หากสไปซ์แล้ว Estimated Loss ต่ำ แต่ผลวัดหลังปิด Tray สูงขึ้น ควรตรวจการจัดสายก่อนตัดสไปซ์ใหม่
ในงานตรวจรับควรใช้ผลทดสอบทางแสงตามเกณฑ์ของโครงการ ไม่ใช้ค่า Estimated Loss จาก Fusion Splicer เพียงอย่างเดียว
⑲ วิธีติดตั้ง Splice Tray ทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 ตรวจแบบติดตั้ง
ตรวจจำนวน Core จำนวนรอยต่อ และการแบ่งกลุ่มตาม Splice Plan
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจ Splice Closure หรือ ODF
ยืนยันรุ่นอุปกรณ์และชนิด Tray ที่รองรับ
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจ Splice Holder
ตรวจความยาวและเส้นผ่านศูนย์กลาง Sleeve ที่ใช้ได้
ขั้นตอนที่ 4 กำหนดหมายเลข Tray
ระบุ Tray 01, Tray 02 และหมายเลขอื่นตามผังโครงการ
ขั้นตอนที่ 5 เตรียมสาย Fiber
เปิด Jacket และ Loose Tube ตามข้อกำหนด โดยไม่ทำลายเส้นใย
ขั้นตอนที่ 6 ยึดสายและ Strength Member
ใช้จุดยึดที่ออกแบบไว้ เพื่อไม่ให้แรงดึงเข้าสู่บริเวณ Fiber Slack
ขั้นตอนที่ 7 เดิน Fiber เข้าสู่ Tray
จัดตามทางเดินของถาดและรักษารัศมีดัดขั้นต่ำ
ขั้นตอนที่ 8 ติด Label Tube และ Core
กำหนดหมายเลขให้สัมพันธ์กับ Core Assignment
ขั้นตอนที่ 9 เตรียมปลาย Fiber
ปอก Coating ทำความสะอาด และ Cleave ตามข้อกำหนดเครื่อง
ขั้นตอนที่ 10 Fusion Splicing
สไปซ์ Core ตามคู่ที่ได้รับอนุมัติ
ขั้นตอนที่ 11 ตรวจรอยต่อ
ตรวจภาพและ Estimated Loss พร้อมพิจารณาข้อผิดพลาดที่เครื่องแจ้ง
ขั้นตอนที่ 12 หด Splice Sleeve
เลื่อน Sleeve ครอบรอยต่อ แล้วใช้ Heater Mode ที่เหมาะสม
ขั้นตอนที่ 13 วาง Sleeve ลง Splice Holder
จัดปลอกในช่องที่กำหนด ไม่กดหรือดัด Sleeve ให้ผิดรูป
ขั้นตอนที่ 14 จัด Fiber Slack
จัดสายสำรองตามทางเดินของ Tray และไม่ให้เกิดแรงดึงหรือกดทับ
ขั้นตอนที่ 15 ตรวจการเปิดปิด Tray
ตรวจว่าการยกหรือปิดถาดไม่ทำให้ Fiber ตึงหรือถูกหนีบ
ขั้นตอนที่ 16 ติด Label และปิดฝา
ยืนยันหมายเลข Tray, Core และตำแหน่งรอยต่อ
ขั้นตอนที่ 17 ตรวจคุณภาพทางแสง
ใช้ OTDR หรือ OLTS ตามวัตถุประสงค์และข้อกำหนดโครงการ
ขั้นตอนที่ 18 จัดทำ As-Built
บันทึกตำแหน่ง Tray หมายเลข Sleeve Core Mapping และผลทดสอบ
⑳ วิธีจัด Splice Tray 12 Core ให้ซ่อมง่าย
สำหรับ 12 Core ควรเรียง Splice Position ให้ตรงกับผัง Core
ตัวอย่าง
- Position 01 = Core 1
- Position 02 = Core 2
- Position 03 = Core 3
- ต่อเนื่องจนถึง Core 12
การจัดเก็บต้องไม่บังคับเส้นใยให้โค้งแคบเพียงเพื่อเรียงหมายเลขให้สวยงาม
หากแบบเชื่อมต่อใช้ลำดับแตกต่างจาก Core 1–12 ให้บันทึกตามตำแหน่งจริง
㉑ วิธีจัด Splice Tray 24 Core ให้เป็นระเบียบ
หาก Tray รองรับ 24 Single Fusion Splices อาจแบ่งกลุ่มเป็น
- กลุ่ม A = Core 1–12
- กลุ่ม B = Core 13–24
การแบ่งกลุ่มดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางจัดหมายเลข
ต้องตรวจว่า Splice Holder และเส้นทางเดินสายของถาดออกแบบให้รองรับการแบ่งแบบนี้หรือไม่
สำหรับงาน 24 Core ที่ใช้สอง Tube × 12 Fiber สามารถใช้ Tube Number เป็นข้อมูลช่วยแยกกลุ่มรอยต่อได้
㉒ วิธีจัด Splice Tray 48 Core ให้ซ่อมง่าย
สำหรับ 48 Core สามารถออกแบบการระบุรอยต่อเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 12 Core หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะกับ Holder
ตัวอย่าง
| กลุ่ม | Core |
|---|---|
| A | 1–12 |
| B | 13–24 |
| C | 25–36 |
| D | 37–48 |
ควรระบุหมายเลขกลุ่มและตำแหน่ง Sleeve ให้ตรงกับการจัดเก็บจริง
หากมี Tube หรือวงจรหลายประเภท ควรพิจารณาแยกถาดเพื่อให้ทีมซ่อมสามารถเข้าถึงเฉพาะกลุ่มที่ต้องการได้
ไม่ควรซ้อน Fiber หลายชั้นโดยไม่มีทางเดินที่รองรับ เพราะอาจทำให้การนำ Core ใด Core หนึ่งออกมาซ่อมกระทบเส้นอื่น
㉓ วิธีติด Label Splice Tray และ Core
ข้อมูลที่ควรระบุอย่างน้อย ได้แก่
- Closure ID
- Splice Tray Number
- Cable ID
- Tube Number
- Core Number
- Splice Position
- สายต้นทาง
- สายปลายทาง
ตัวอย่าง
CL01-TR02-S05-C017
หมายถึง Closure 01, Tray 02, Splice Position 05 และ Core 17 ตามระบบหมายเลขของโครงการ
การใช้ Label ช่วยลดเวลาในการค้นหารอยต่อ และควรสอดคล้องกับแบบ As-Built เสมอ
สำหรับงานติดตั้ง comsiam แนะนำให้กำหนดรูปแบบ Label ก่อนเริ่ม Fusion Splicing เพื่อให้ทีมช่างทุกคนบันทึกข้อมูลในรูปแบบเดียวกัน
㉔ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือก Splice Tray
เลือกจากจำนวน Core ของสายอย่างเดียว
จำนวน Core ทั้งหมดอาจไม่เท่ากับจำนวนรอยสไปซ์ที่ต้องทำ
ไม่ตรวจ Sleeve
อาจซื้อ Tray ที่ไม่รองรับความยาวหรือเส้นผ่านศูนย์กลางปลอก
ใช้ Tray เกินความจุ
เสี่ยงเกิดแรงกดและความยุ่งยากในการซ่อม
ไม่ตรวจ Fiber Slack
แม้ช่อง Sleeve เพียงพอ แต่อาจไม่มีที่เก็บเส้นใยสำรอง
ไม่ตรวจ Closure Compatibility
Tray อาจไม่สามารถติดตั้งเข้ากับฐานหรือจุดบานพับของ Closure ได้
ใช้ถาด 48 Core กับ Mechanical Splice โดยไม่ตรวจความจุ
Mechanical Splice อาจมีขนาดต่างจาก Fusion Sleeve ทำให้จำนวนที่รองรับลดลง
ไม่จัดกลุ่ม Core
ทำให้การค้นหารอยต่อผิดพลาด
ไม่ตรวจ Bend Radius
อาจเกิด Loss หลังจัดเก็บสาย
ไม่ติด Label
เพิ่มความเสี่ยงต่อการสไปซ์ผิด Core ในอนาคต
ไม่ทดสอบหลังปิด Closure
อาจไม่พบปัญหาที่เกิดจากแรงกดขณะปิดถาดหรือกล่อง
㉕ Checklist ก่อนเลือกและติดตั้ง Splice Tray
- ตรวจจำนวน Core ของสาย
- ตรวจจำนวนรอยสไปซ์จริง
- ตรวจชนิด Single Fusion, Mechanical หรือ Ribbon
- ตรวจรุ่น Splice Closure หรือ ODF
- ตรวจขนาดและความจุของ Tray
- ตรวจขนาด Splice Protection Sleeve
- ตรวจเส้นผ่านศูนย์กลาง Sleeve หลังหด
- ตรวจจำนวน Splice Holder
- ตรวจพื้นที่ Fiber Slack
- ตรวจ Bend Radius
- ตรวจระบบยึด Tray และบานพับ
- ตรวจจำนวนชั้นที่รองรับ
- วางแผนแบ่งกลุ่ม Core
- ตรวจ Cable ID และ Tube Mapping
- กำหนดหมายเลข Tray
- จัด Fiber ตามทางเดินที่ออกแบบ
- ตรวจรอยสไปซ์และ Sleeve
- ตรวจการปิดฝา
- ตรวจ Optical Loss หลังติดตั้ง
- บันทึก Core Mapping และ As-Built
㉖ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Splice Tray
Splice Tray 12 Core ใช้กับสาย 24 Core ได้ไหม?
ได้หากออกแบบให้จัดเก็บเฉพาะ 12 รอยต่อ หรือใช้หลายถาดรวมกันตามความจุของ Closure
Splice Tray 24 Core ใช้กับสาย 48 Core ได้ไหม?
ได้โดยใช้จำนวนถาดที่เพียงพอ เช่น สองถาดสำหรับ 48 รอยต่อ เมื่อรุ่นถาดและระบบจัดเก็บรองรับจริง
Splice Tray 48 Core ใช้กับสาย 144 Core ได้ไหม?
ได้โดยวางแผนจำนวนถาดตามรอยต่อจริง เช่น 3 ถาดสำหรับ 144 Single Fusion Splices หากถาดรองรับครบ 48 ต่อถาดและมีพื้นที่ Slack เพียงพอ
Splice Tray 48 Core ต้องใส่ Sleeve 48 ชิ้นไหม?
ไม่จำเป็น ต้องติดตั้งตามจำนวนรอยต่อที่ใช้งาน และไม่เกินความจุที่ผู้ผลิตกำหนด
Sleeve 40 มม. กับ 60 มม. ใช้ใน Tray เดียวกันได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับ Holder บางรุ่นรองรับหลายขนาด แต่ไม่ควรสมมติว่าใส่แทนกันได้
Splice Tray 24 Core กับ 12 Core สองถาด แบบไหนดีกว่า?
ขึ้นอยู่กับการแยกวงจร ความจุของ Closure และความสะดวกในการบำรุงรักษา
Splice Tray 48 Core ใช้กับ Ribbon Fiber ได้ไหม?
ต้องตรวจความจุและชนิด Ribbon Holder โดยเฉพาะ ตัวเลข 48 Single Fiber ไม่ได้เท่ากับ 48 Ribbon Splices
Splice Tray ช่วยลด Splice Loss ได้ไหม?
ไม่ได้ลดค่า Loss ของรอยหลอมโดยตรง แต่ช่วยป้องกันปัญหาการจัดสายที่อาจเพิ่ม Loss ภายหลัง
Splice Tray ต้องเผื่อช่องว่างสำหรับขยายระบบไหม?
ควรพิจารณาตามแผนขยาย Core และความสามารถในการจัดเก็บ ไม่จำเป็นต้องใช้ความจุสูงสุดตั้งแต่แรก
Splice Tray จำเป็นต้องติด Label หรือไม่?
ควรมีระบบหมายเลข Tray และ Core ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยเฉพาะงานหลายสิบหรือหลายร้อย Core
ใช้ Tray ต่างยี่ห้อกับ Closure ได้ไหม?
ใช้ได้เฉพาะกรณีที่ผู้ผลิตรับรองความเข้ากันได้หรือมีระบบติดตั้งที่เหมาะสม ไม่ควรดัดแปลงจุดยึดเองโดยไม่มีการรับรอง
Splice Tray มีผลต่อ Macro Bend อย่างไร?
ถาดที่มีทางเดิน Fiber และพื้นที่จัดเก็บไม่เหมาะสม หรือมีการจัดสายผิดวิธี อาจทำให้เกิดการดัดโค้งต่ำกว่ารัศมีที่กำหนด
㉗ สรุป Splice Tray 12 Core, 24 Core และ 48 Core เลือกแบบไหนดี?
Splice Tray ทั้งสามขนาดมีหน้าที่เหมือนกันคือจัดเก็บและป้องกันรอยสไปซ์ไฟเบอร์ออฟติก แต่แตกต่างกันด้านความจุและรูปแบบการจัดการเส้นใย
Splice Tray 12 Core เหมาะกับการพิจารณาสำหรับงานขนาดเล็ก เช่น FTTH หรือ ODF ที่มีรอยต่อไม่มาก
Splice Tray 24 Core เหมาะกับงานขนาดกลางที่ต้องจัดเก็บรอยต่อมากขึ้น และอาจช่วยลดจำนวนถาดได้เมื่ออุปกรณ์รองรับ
Splice Tray 48 Core เหมาะกับการพิจารณาสำหรับ Backbone หรือโครงการที่มีรอยสไปซ์จำนวนมาก แต่ต้องตรวจพื้นที่ Slack Storage และความสามารถในการซ่อมบำรุงร่วมด้วย
หลักการเลือกที่สำคัญที่สุดคือดู จำนวนรอยต่อจริง ชนิด Sleeve, Splice Holder, Fiber Slack, Bend Radius และความเข้ากันได้กับ Closure หรือ ODF ไม่ใช่เลือกจากจำนวน Core หรือราคาของถาดเพียงอย่างเดียว
comsiam แนะนำให้ตรวจความจุใช้งานจริงจากข้อมูลผู้ผลิตและทดลองจัด Fiber ก่อนสไปซ์จำนวนมาก เพื่อให้แน่ใจว่าถาดสามารถรองรับทั้งรอยต่อและเส้นใยสำรองได้อย่างปลอดภัย
การเลือก Splice Tray อย่างเหมาะสมช่วยให้งานติดตั้งมีความเป็นระเบียบ ลดความเสี่ยงจากการดัดและแรงกดทับ และทำให้การซ่อมบำรุงระบบ Fiber Optic ในอนาคตทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ComSiam Professional Team






