ComSiam Service
สายไฟเบอร์ออฟติก 96 Core เหมาะกับงาน Backbone ขนาดใหญ่ที่ต้องรองรับหลายอาคาร หลาย Distribution Point หรือหลายระบบพร้อมกัน เช่น Campus, โรงงานขนาดใหญ่, มหาวิทยาลัย, โรงพยาบาล, Data Center, ระบบ ISP และโครงข่ายองค์กรที่ต้องการเผื่อการขยายในอนาคตจำนวนมาก
สำหรับโครงการระดับนี้ comsiam แนะนำให้คิดเป็น “โครงสร้างเครือข่ายระยะยาว” มากกว่าคิดแค่จำนวน Core ที่ใช้งานวันนี้ เพราะ 96 Core มักถูกติดตั้งในเส้นทางที่เดินสายใหม่ภายหลังได้ยากและมีต้นทุนสูง
สายไฟเบอร์ 96 Core คืออะไร
สาย Fiber 96 Core คือ Cable หนึ่งเส้นที่มี Optical Fiber อยู่ภายในจำนวน 96 เส้น
จำนวน Core ระดับนี้ช่วยให้สายเส้นเดียวสามารถรองรับหลาย Link และหลายระบบได้พร้อมกัน
ตัวอย่างการใช้งาน เช่น
- Network Backbone
- CCTV Backbone
- Data Center Interconnect
- Wi-Fi Infrastructure
- Access Control
- Building Management System
- Backup Network
- Dark Fiber สำหรับอนาคต
96 Core ใช้ได้กี่ Link
ถ้าใช้ระบบ Duplex ที่ต้องใช้ 2 Core ต่อ Link
96 Core สามารถรองรับได้สูงสุดประมาณ
48 Duplex Links
แต่ในโครงการจริงไม่ควรออกแบบให้ใช้เต็มทั้ง 96 Core
ควรเหลือ Core สำรองสำหรับ
- Expansion
- Failover
- Core เสีย
- ระบบใหม่
- ลูกค้าใหม่
- อาคารใหม่
Backbone แบบไหนควรใช้ 96 Core
96 Core เหมาะกับ Backbone ที่มีลักษณะอย่างน้อยหนึ่งข้อดังนี้
- เชื่อมหลายอาคาร
- มีหลายตู้ Distribution
- มีหลาย Zone
- ใช้ Core จำนวนมากตั้งแต่เริ่มต้น
- ต้องการ Core สำรองสูง
- เส้นทาง Cable เดินใหม่ยาก
- โครงการมีแผนขยายระยะยาว
จึงไม่ใช่สายที่จำเป็นสำหรับบ้านหรือสำนักงานขนาดเล็กทั่วไป
Campus Network เหมาะกับ 96 Core หรือไม่
เหมาะมาก โดยเฉพาะ Campus ที่มีอาคารจำนวนมาก
เช่น
- มหาวิทยาลัย
- โรงพยาบาล
- โรงงาน
- หน่วยงานราชการ
- ศูนย์วิจัย
สามารถใช้ 96 Core เป็น Main Backbone จากศูนย์กลางไปยัง Distribution Point หลัก แล้วแยกต่อไปยังแต่ละอาคาร
โรงงานขนาดใหญ่ควรใช้ 96 Core เมื่อไร
ถ้าโรงงานมีหลายพื้นที่ เช่น
- Production
- Warehouse
- Office
- Control Room
- Security
- Utility
- Data Center
และต้องการแยกระบบหลายประเภท การใช้ 96 Core จะช่วยให้มีพื้นที่สำหรับระบบใหม่ในอนาคต
โดยเฉพาะโรงงานที่ไม่สามารถหยุดการผลิตเพื่อเดิน Backbone ใหม่ได้ง่าย
Data Center ใช้ 96 Core เหมาะไหม
เหมาะมากในหลายกรณี
Data Center ต้องรองรับความหนาแน่นของ Link สูง เช่น
- Data Hall
- Meet-Me Room
- Main Distribution Area
- Equipment Distribution Area
- Inter-Building Link
96 Core จึงเหมาะกับเส้นทางที่ต้องรองรับ Fiber จำนวนมากใน Cable เพียงเส้นเดียว
ISP ใช้ 96 Core ได้หรือไม่
ได้ และพบได้ในโครงข่ายที่ต้องรองรับลูกค้าหรือ Distribution จำนวนมาก
ISP อาจใช้ Fiber Core แยกให้
- Node
- Cabinet
- Splitter
- ลูกค้าองค์กร
- Dark Fiber
ดังนั้น 96 Core จึงเหมาะกับ Feeder หรือ Backbone ที่มีการเติบโตต่อเนื่อง
โรงพยาบาลเหมาะกับ 96 Core หรือไม่
โรงพยาบาลขนาดใหญ่มีระบบจำนวนมาก เช่น
- HIS
- CCTV
- Wi-Fi
- VoIP
- PACS
- Access Control
- Building Automation
ถ้ามีหลายอาคาร 96 Core สามารถช่วยรวม Backbone และสร้าง Redundancy ได้ดี
อาคารเดียวจำเป็นต้องใช้ 96 Core ไหม
บางอาคารจำเป็น แต่หลายอาคารไม่จำเป็น
ถ้าเป็นอาคารขนาดใหญ่มากที่มี
- หลายชั้น
- หลาย Telecom Room
- หลาย Network Zone
- Data Center ภายใน
96 Core อาจเหมาะ
แต่ถ้าเป็นอาคารสำนักงานทั่วไป 24 หรือ 48 Core อาจเพียงพอ
96 Core ควรเป็น Single Mode หรือ Multimode
งาน Backbone ขนาดใหญ่ส่วนมากนิยม Single Mode
เพราะได้เปรียบด้าน
- ระยะทาง
- ความยืดหยุ่น
- การรองรับระบบความเร็วสูงในอนาคต
- การเชื่อมระหว่างอาคาร
Multimode ยังใช้ได้ในบางระบบ โดยเฉพาะภายใน Data Center แต่ต้องดูระยะทางและมาตรฐาน OM ให้เหมาะสม
96 Core แบบ Loose Tube เหมาะกับอะไร
เหมาะมากกับ Outdoor Backbone
โครงสร้าง Loose Tube ช่วยแบ่ง Fiber เป็นกลุ่ม ทำให้จัดการ Core จำนวนมากได้ง่ายขึ้น
เหมาะกับ
- Underground
- Duct
- Aerial
- Campus
- Inter-Building Backbone
96 Core แบบ Ribbon Fiber ดีไหม
Ribbon Fiber มีข้อได้เปรียบเรื่องความเร็วในการ Fusion Splice เพราะสามารถสไปซ์ Fiber หลายเส้นพร้อมกันด้วย Ribbon Splicer
เหมาะกับ
- Data Center
- Telecom
- ISP
- High-Density Backbone
โดยเฉพาะงานที่มี Core จำนวนมากและต้องการลดเวลาติดตั้ง
96 Core แบบ Armored ใช้เมื่อไร
ควรใช้เมื่อสายมีความเสี่ยงจาก
- แรงกด
- การกระแทก
- หนู
- งานใต้ดิน
- พื้นที่อุตสาหกรรม
Armor ช่วยเพิ่มความแข็งแรงทางกลให้ Cable
96 Core แบบ ADSS ใช้ได้หรือไม่
ใช้ได้ หาก Cable รุ่นนั้นถูกออกแบบสำหรับแขวนบนเสา
ADSS เหมาะกับ
- Campus
- Utility
- โรงงาน
- Outdoor Backbone
แต่ต้องเลือก Span และ Tensile Rating ให้เหมาะกับระยะเสา
ควรเผื่อ Core เท่าไร
ตัวอย่างเช่น ถ้าใช้งานจริงประมาณ 48 Core
เลือก 96 Core จะเหลือ Spare 48 Core หรือประมาณ 50%
ถือว่าเหมาะกับ Backbone ที่คาดว่าจะมีการขยาย
แต่ถ้าใช้จริง 80 Core ตั้งแต่แรก 96 Core อาจเหลือ Spare น้อยเกินไป
กรณีนี้ควรพิจารณา 144 Core หรือสูงกว่า
96 Core กับ 48 Core เลือกอะไรดี
เลือก 48 Core เมื่อ
- ใช้งานจริงไม่เกินประมาณ 20–30 Core
- โครงการขนาดกลาง
- ขยายไม่มาก
เลือก 96 Core เมื่อ
- ใช้ Core มาก
- มีหลายอาคาร
- มีหลายระบบ
- ต้องการ Spare สูง
- Backbone เดินใหม่ยาก
96 Core กับ 144 Core เลือกอะไรดี
96 Core เหมาะกับ Backbone ใหญ่
144 Core เหมาะกับโครงข่ายที่มีความหนาแน่นสูงกว่า เช่น
- ISP
- Telecom
- Data Center ขนาดใหญ่
- Campus ใหญ่มาก
ถ้าคาดว่า 96 Core จะถูกใช้งานเกินประมาณ 70–80% ในเวลาไม่นาน การขยับไป 144 Core อาจคุ้มกว่า
ODF สำหรับ 96 Core ควรเลือกแบบไหน
ควรเลือก ODF ที่รองรับอย่างน้อย 96 Core
แต่อาจเลือก 144 Port หรือสูงกว่า หากต้องการเผื่อ Expansion
ต้องมีพื้นที่สำหรับ
- Adapter
- Pigtail
- Splice Tray
- Cable Management
เพียงพอ
Splice Tray ต้องวางแผนอย่างไร
สาย 96 Core จะมี Fusion Splice จำนวนมาก
จึงต้องแบ่ง Tray เป็นระบบ เช่น
- Tray 1 = Core 1–24
- Tray 2 = Core 25–48
- Tray 3 = Core 49–72
- Tray 4 = Core 73–96
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความจุของ Tray รุ่นจริง
Color Code สำคัญมากแค่ไหน
สำคัญมาก
สาย 96 Core มักมีหลาย Tube และ Fiber หลายสี
ต้องบันทึกทั้ง
- Tube Color
- Fiber Color
- Core Number
- Destination
- Service
หากไม่มีเอกสารที่ดี การ Maintenance จะยากมาก
Core Mapping ควรทำก่อนหรือหลังติดตั้ง
ควรทำก่อนติดตั้ง
ควรกำหนดว่า Core ไหนจะไปที่ใดตั้งแต่ Design Stage
ตัวอย่างเช่น
Core 1–12 = Building A
Core 13–24 = Building B
Core 25–36 = Building C
Core 37–48 = CCTV
Core 49–60 = Backup
Core 61–96 = Spare
จากนั้นจึงติด Label ให้ตรงกับหน้างาน
ต้องทดสอบทุก Core หรือไม่
สำหรับ Backbone ระดับนี้ ควรมี Test Record ที่ชัดเจน
การทดสอบอาจประกอบด้วย
- OTDR
- Optical Loss Test
- Continuity Test
เพื่อใช้เป็น Baseline ก่อนส่งมอบระบบ
ทำไม Baseline สำคัญ
เพราะเมื่อระบบมีปัญหาในอนาคต สามารถเปรียบเทียบกับผลตอนติดตั้งใหม่ได้
ช่วยให้รู้ว่า
- Loss เพิ่มขึ้นหรือไม่
- Splice เปลี่ยนแปลงหรือไม่
- สายเกิดความเสียหายตำแหน่งใด
การ Fusion Splice 96 Core ต้องวางแผนอย่างไร
งาน 96 Core ต้องควบคุมขั้นตอนมากกว่างาน Core น้อย
ควรมี
- Splice Schedule
- Core Mapping
- Color Chart
- Label
- Test Sheet
ครบถ้วน
สำหรับงาน Backbone Core จำนวนมาก comsiam แนะนำให้ทำเอกสารควบคู่ไปกับการสไปซ์ทุกขั้นตอน
สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับ บริการสไปซ์สายไฟเบอร์ออฟติก เพื่อดูแนวทาง Fusion Splice และการตรวจสอบ Backbone เพิ่มเติม
ก่อนลากสาย 96 Core ต้องตรวจอะไร
ควรตรวจอย่างน้อย
- Part Number
- Fiber Count
- Cable Length
- Reel Condition
- Jacket
- Maximum Pulling Tension
- Bend Radius
- Cable Diameter
- Installation Route
- Test Certificate
ไม่ควรเริ่มลากสายโดยไม่ตรวจ Datasheet
ต้องดูขนาดท่อด้วยหรือไม่
ต้องดู
Cable 96 Core อาจมี Diameter ใหญ่กว่าสาย Core น้อย
ต้องตรวจ
- Inner Diameter ของท่อ
- จำนวนสายภายในท่อ
- จุดโค้ง
- Pulling Distance
ถ้าท่อเล็กเกินไปอาจดึงสายไม่ได้หรือทำให้ Cable เสียหาย
ต้องเผื่อ Cable Slack หรือไม่
ควรเผื่อ
โดยเฉพาะบริเวณ
- Manhole
- Handhole
- Pole
- ODF
- Splice Closure
Cable Slack ช่วยให้สามารถ Repair หรือ Re-Splice ได้ในอนาคต
จุดผิดพลาดที่พบบ่อย
เลือก 96 Core แต่ไม่มี Core Plan
ทำให้ใช้ Fiber อย่างไม่มีระบบ
ODF ความจุไม่พอ
ทำให้ต้องเปลี่ยนตู้ภายหลัง
ท่อเล็กเกินไป
ลากสายยากหรือเกิดความเสียหาย
ไม่เผื่อ Spare
Backbone เต็มเร็วเกินไป
ไม่มี Test Report
ทำให้ Troubleshoot ในอนาคตยาก
สูตรเลือก 96 Core แบบง่าย
พิจารณา 96 Core เมื่อ
- ต้องใช้จริงประมาณ 30–60 Core
- มีหลายอาคาร
- มีหลาย Distribution Point
- เป็น Main Backbone
- ต้องการ Spare มาก
- มีแผนขยายระยะยาว
สรุป สาย Fiber 96 Core เหมาะกับ Backbone แบบไหน
สาย Fiber 96 Core เหมาะกับ Main Backbone ขนาดใหญ่ เช่น Campus, โรงงาน, โรงพยาบาล, มหาวิทยาลัย, Data Center และ ISP
จุดแข็งคือสามารถรวม Fiber จำนวนมากไว้ใน Cable เส้นเดียว และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับ Core สำรอง
แต่จำนวน Core มากขึ้นหมายถึงต้องวางแผน ODF, Splice Tray, Core Mapping, Cable Route และเอกสารให้ละเอียดขึ้น
หลักของ comsiam คือ หาก Backbone เป็นเส้นทางหลักที่มีต้นทุนติดตั้งสูง ควรเลือกจำนวน Core จากความต้องการในอนาคต ไม่ใช่เฉพาะจำนวน Core ที่ต้องเปิดใช้งานในวันแรก






