ComSiam Service
สายไฟเบอร์ออฟติก 48 Core เหมาะกับงาน Backbone ขนาดกลางถึงใหญ่ที่ต้องรองรับหลายอาคาร หลายชั้น หลายระบบ หรือมีแผนขยายในอนาคต เช่น โรงงานขนาดใหญ่ Campus โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย Data Center และโครงการที่มีตู้กระจายสัญญาณหลายจุด
สำหรับงานลักษณะนี้ comsiam แนะนำให้วางแผน Core, ODF, Splice Tray, Route และพื้นที่สำรองตั้งแต่ก่อนเดินสาย เพราะเมื่อจำนวน Core มากขึ้น ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้การติดตั้งและ Maintenance ซับซ้อนขึ้นมาก
สายไฟเบอร์ 48 Core คืออะไร
สาย Fiber 48 Core คือ Cable หนึ่งเส้นที่มี Optical Fiber อยู่ภายในจำนวน 48 เส้น
สามารถนำไปแบ่งใช้งานได้หลายรูปแบบ เช่น
- Network Backbone
- CCTV
- Wi-Fi Backbone
- Server Network
- Access Control
- Building Management System
- Backup Link
- ระบบสื่อสารระหว่างอาคาร
จำนวน Core ที่มากช่วยลดความจำเป็นในการเดิน Cable หลายเส้น
48 Core ใช้ได้กี่ Link
ถ้าใช้ระบบ Duplex ที่ต้องใช้ 2 Core ต่อ 1 Link
48 Core สามารถรองรับได้สูงสุดประมาณ
24 Duplex Links
แต่ในงานจริงไม่ควรใช้เต็มทั้งหมด
ควรเหลือ Core สำหรับ
- Spare
- Expansion
- Backup
- Emergency Replacement
เพื่อให้ระบบรองรับอนาคต
งานแบบไหนเหมาะกับ 48 Core
สาย 48 Core เหมาะกับงานประเภท
- Main Backbone
- Campus Network
- โรงงานขนาดใหญ่
- อาคารหลายชั้น
- โรงพยาบาล
- มหาวิทยาลัย
- สนามบิน
- ศูนย์การค้า
- Data Center
- ระบบ CCTV ขนาดใหญ่
โดยเฉพาะโครงการที่มี Distribution Point จำนวนมาก
อาคารสำนักงานใช้ 48 Core เมื่อไร
อาคารทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องใช้ถึง 48 Core
แต่ถ้าเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่มี
- หลาย Telecom Room
- หลาย Floor Distributor
- ระบบแยกหลาย VLAN หรือหลาย Network
- ระบบสำรอง
- CCTV
- Wi-Fi
- Access Control
48 Core อาจเหมาะกว่า 24 Core
อาคารหลายชั้นแบ่ง 48 Core อย่างไร
ตัวอย่างการแบ่งแบบง่าย
- ชั้น 1 = Core 1–2
- ชั้น 2 = Core 3–4
- ชั้น 3 = Core 5–6
- ชั้น 4 = Core 7–8
- ชั้น 5 = Core 9–10
- ชั้น 6 = Core 11–12
จากนั้น Core ที่เหลือสามารถแบ่งให้ระบบอื่นหรือเก็บเป็น Spare
ระบบจริงควรทำ Core Mapping ให้ชัดเจนก่อนติดตั้ง
โรงงานขนาดใหญ่เหมาะกับ 48 Core อย่างไร
โรงงานขนาดใหญ่มักมีหลาย Zone เช่น
- Production
- Warehouse
- Office
- Control Room
- Utility
- Security
- Server Room
ถ้าต้องเชื่อมหลาย Zone เข้าหา Main Backbone การใช้ 48 Core จะช่วยให้จัดระบบได้ง่ายขึ้น
Campus Network เหมาะกับ 48 Core หรือไม่
เหมาะมาก
โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีหลายอาคาร เช่น
- มหาวิทยาลัย
- โรงเรียน
- โรงพยาบาล
- โรงงาน
- หน่วยงานราชการ
สามารถแบ่ง Core ไปยังแต่ละอาคารได้ และยังเหลือ Core สำหรับอนาคต
Data Center ใช้ 48 Core ได้ไหม
ได้ และเป็นจำนวนที่พบได้บ่อย
โดยเฉพาะงานเชื่อม
- Rack
- Meet-Me Room
- Data Hall
- Main Distribution Area
- Building Entrance Facility
แต่ Data Center ขนาดใหญ่อาจใช้ 96 Core หรือ 144 Core เพิ่มเติมตาม Density
48 Core ควรใช้ Single Mode หรือ Multimode
ขึ้นอยู่กับระบบ
Single Mode
เหมาะกับ
- Backbone ระยะไกล
- ระหว่างอาคาร
- Campus
- Outdoor
- โครงการที่ต้องการรองรับอนาคต
Multimode
เหมาะกับ
- Data Center
- Server Room
- ระยะไม่ไกลมาก
- ระบบที่กำหนดให้ใช้ OM3, OM4 หรือ OM5
ถ้าเป็น Backbone กลางแจ้งหรือเชื่อมหลายอาคาร Single Mode มักได้เปรียบกว่า
48 Core ควรใช้ G.652D หรือ G.657
ถ้าเป็น Outdoor Backbone ระยะไกล G.652D เป็นตัวเลือกที่พบได้บ่อย
ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการโค้ง อาจพิจารณา G.657 ตามความเหมาะสม
แต่สิ่งสำคัญคือดู Datasheet ของ Cable รุ่นจริง
48 Core แบบ Loose Tube เหมาะกับอะไร
เหมาะกับ Outdoor Backbone มาก
โครงสร้าง Loose Tube สามารถจัด Fiber เป็นกลุ่ม ทำให้รองรับจำนวน Core สูงได้ดี
เหมาะกับ
- ท่อใต้ดิน
- แขวนบนเสา
- Campus
- โรงงาน
- Inter-Building Backbone
48 Core แบบ Armored ควรใช้เมื่อไร
ควรใช้ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจาก
- แรงกด
- การกระแทก
- หนูกัด
- งานใต้ดิน
- โรงงาน
Armor ช่วยเพิ่มการป้องกัน Cable
48 Core แบบ ADSS เหมาะกับอะไร
เหมาะกับการแขวนบนเสา
โดยเฉพาะเส้นทางที่ต้องการ Cable แบบ All-Dielectric
เหมาะกับ
- Campus
- Utility Area
- โรงงาน
- Backbone Outdoor
ก่อนติดตั้ง 48 Core ต้องวางแผนอะไรบ้าง
งาน 48 Core ไม่ควรเดินสายก่อนแล้วค่อยคิดเรื่อง Core
ควรวางแผนอย่างน้อย 8 เรื่องหลัก
1. จำนวน Core ที่ใช้จริง
กำหนดตั้งแต่ต้นว่าแต่ละระบบใช้กี่ Core
2. Core สำรอง
ควรเหลือ Spare สำหรับการขยาย
3. ต้นทางและปลายทาง
กำหนด Rack, ODF และ Distribution Point ให้ชัดเจน
4. เส้นทาง Cable
ตรวจ
- ท่อ
- Tray
- Pole
- Shaft
- Underground Route
5. Cable Construction
เลือกให้ตรงกับ Indoor หรือ Outdoor
6. ODF Capacity
ต้องรองรับอย่างน้อย 48 Core
7. Splice Tray
ต้องมีพื้นที่จัดเก็บ Fusion Splice เพียงพอ
8. Test Plan
กำหนดว่าจะตรวจด้วย OTDR และ Power Meter อย่างไร
ควรเผื่อ Core เท่าไร
สมมติใช้จริง 24 Core
การเลือก 48 Core ทำให้เหลือ Spare 24 Core หรือประมาณ 50%
ถือเป็นสัดส่วนที่เหมาะกับ Backbone ที่คาดว่าจะขยาย
แต่ถ้าใช้จริง 40 Core ตั้งแต่แรก 48 Core อาจไม่เหมาะ เพราะเหลือ Spare เพียง 8 Core
กรณีนี้ควรพิจารณา 96 Core
48 Core กับ 24 Core เลือกอะไรดี
เลือก 24 Core เมื่อ
- ใช้งานไม่มาก
- โครงการขนาดกลาง
- มีจุดปลายทางไม่มาก
เลือก 48 Core เมื่อ
- มีหลายอาคาร
- มีหลาย Distribution Point
- ต้องการ Spare มาก
- ระบบมีโอกาสเติบโต
48 Core กับ 96 Core เลือกอะไรดี
48 Core เหมาะกับ Backbone ขนาดกลางถึงใหญ่
96 Core เหมาะกับ
- Campus ใหญ่
- ISP
- Data Center
- โครงข่ายที่มีหลายเส้นทาง
- ระบบที่คาดว่าจะใช้เกิน 30–40 Core
ถ้า 48 Core ใกล้เต็มตั้งแต่วันแรก ควรขยับไป 96 Core
ODF ควรเลือกกี่ Port
สำหรับสาย 48 Core ควรใช้ ODF ที่รองรับอย่างน้อย 48 Port
แต่ถ้ามีแผนขยาย อาจเลือก
- 72 Port
- 96 Port
เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับอนาคต
Splice Tray สำคัญแค่ไหน
สำคัญมาก
สาย 48 Core มี Fusion Splice จำนวนมาก
หากจัด Tray ไม่ดี อาจเกิด
- Fiber ไขว้
- Fiber งอ
- หาจุด Splice ยาก
- Maintenance ยาก
ควรจัดตาม Tube และ Color Code อย่างเป็นระบบ
Color Code ของ 48 Core ต้องจัดอย่างไร
Fiber จำนวนมากมักแบ่งเป็นหลาย Tube หรือ Bundle
ดังนั้นต้องระบุทั้ง
- Tube Number
- Tube Color
- Fiber Color
- Core Number
ให้ตรงกันทั้งต้นทางและปลายทาง
ต้องทำ Core Mapping หรือไม่
ควรทำอย่างยิ่ง
ตัวอย่างเช่น
Core 1–2 = Building A
Core 3–4 = Building B
Core 5–6 = CCTV Zone A
Core 7–8 = CCTV Zone B
Core 9–12 = Backup
Core 13–48 = Expansion
ควรจัดทำเป็นเอกสารและ Label ตรงกับหน้างาน
ต้องทำ OTDR ทุก Core หรือไม่
สำหรับ Backbone สำคัญ ควรตรวจทุก Core ที่ใช้งาน และหลายโครงการเลือกตรวจทุก Core ตั้งแต่ส่งมอบ
OTDR ช่วยตรวจ
- ระยะสาย
- Splice Loss
- Connector Loss
- Event
- จุดผิดปกติ
ผล Test สามารถใช้เป็น Baseline สำหรับ Maintenance ภายหลัง
Power Meter ยังจำเป็นหรือไม่
จำเป็น
OTDR และ Power Meter มีหน้าที่ต่างกัน
Power Meter ใช้ตรวจ Total Link Loss
ส่วน OTDR ใช้ดูตำแหน่ง Event และ Loss ตามระยะทาง
การใช้ทั้งสองร่วมกันให้ข้อมูลครบกว่า
การ Fusion Splice 48 Core ต้องระวังอะไร
ต้องควบคุม
- Fiber Identification
- Cleave Quality
- Cleanliness
- Splice Loss
- Tray Arrangement
- Label
- Test Result
สำหรับงาน Core จำนวนมาก comsiam แนะนำให้บันทึกผล Splice และ Test แยกตาม Core เพื่อให้ตรวจสอบภายหลังได้ง่าย
สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับ บริการสไปซ์สายไฟเบอร์ออฟติก สำหรับงาน Fusion Splice และตรวจวัด Backbone เพิ่มเติม
ควรตรวจสายก่อนติดตั้งหรือไม่
ควร
โดยเฉพาะสายม้วนใหญ่และ Cable Core จำนวนมาก
ควรตรวจ
- Reel Condition
- Cable Jacket
- ความยาว
- Fiber Count
- Part Number
- Datasheet
- Test Certificate
เพื่อลดความเสี่ยงก่อนเริ่มลากสาย
ห้ามดึงสายเกินแรงที่กำหนด
สาย 48 Core มีราคาสูงและมักเดินเป็นระยะทางไกล
ควรตรวจ Maximum Tensile Load ก่อน Pulling
การดึงแรงเกินไปอาจสร้างความเสียหายภายในโดยที่ภายนอกดูปกติ
ต้องคำนวณ Bend Radius ก่อนเดินหรือไม่
ต้องคำนวณ
โดยเฉพาะ
- Cable Tray
- Handhole
- Manhole
- Rack
- Entrance Point
มุมที่แคบเกินไปอาจทำให้ Cable เสียหายหรือเพิ่ม Loss
จุดผิดพลาดที่พบบ่อย
ไม่มี Core Plan
ทำให้ใช้งาน Core สับสน
ODF เล็กเกินไป
ทำให้ไม่มีพื้นที่สำหรับ Splice และ Expansion
ใช้ Core เต็มเร็วเกินไป
ไม่มี Spare สำหรับอนาคต
ไม่ทำ Test Report
ทำให้ตรวจสอบระบบภายหลังยาก
ไม่เผื่อ Cable Slack
เมื่อจำเป็นต้องซ่อมหรือย้าย ODF จะทำงานลำบาก
สูตรเลือก 48 Core แบบง่าย
เลือก 48 Core เมื่อ
- ใช้งานจริงประมาณ 16–30 Core
- มีหลายอาคาร
- มีหลาย Zone
- ต้องการ Core สำรองมาก
- เป็น Main Backbone
- เดิน Cable ใหม่ยาก
สรุป สาย Fiber 48 Core เหมาะกับงานไหน
สาย Fiber 48 Core เหมาะกับ Main Backbone ของอาคารขนาดใหญ่ โรงงาน Campus โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย Data Center และโครงการที่ต้องรองรับหลายระบบ
ก่อนติดตั้งควรวางแผน Core Mapping, ODF, Splice Tray, Route, Spare Core และ Test Plan ให้ครบ
ถ้าคาดว่าจะใช้ Core จำนวนมากจนเหลือ Spare น้อยกว่า 20–30% ควรพิจารณาขยับไป 96 Core ตั้งแต่ต้น
แนวทางของ comsiam คือ Backbone ขนาดใหญ่ต้องออกแบบเผื่อทั้ง “Core ที่ใช้วันนี้” และ “Core ที่อาจต้องใช้ในอีกหลายปี” เพราะการเพิ่ม Core ตั้งแต่ต้นมักง่ายกว่าการติดตั้ง Backbone เส้นใหม่ภายหลังมาก






