วิธีวัด Splice Loss ด้วย OTDR ทีละขั้นตอน พร้อมวิธีอ่าน Event Table และวิเคราะห์รอยสไปซ์ Fiber Optic

วิธีวัด Splice Loss ด้วย OTDR ทำอย่างไร? เริ่มจากตรวจสอบว่าเส้นใยไม่มีสัญญาณที่อาจรบกวนหรือทำให้การทดสอบไม่ปลอดภัย จากนั้นต่อเครื่อง OTDR ผ่าน Launch Cable เลือกความยาวคลื่นที่เหมาะสม เช่น 1310 nm และ 1550 nm สำหรับงาน Single-mode ตั้งค่า Distance Range, Pulse Width, Averaging Time และ IOR ให้ถูกต้อง แล้วเริ่มทดสอบเพื่อดูกราฟ OTDR Trace และรายการเหตุการณ์ Event Table

ตำแหน่งรอยสไปซ์ที่เครื่องตรวจพบมักแสดงเป็น Non-Reflective Event แต่ค่าการสูญเสียจาก OTDR ที่วัดเพียงทิศทางเดียวอาจคลาดเคลื่อนได้ โดยเฉพาะเมื่อเส้นใยสองด้านมีคุณสมบัติการกระเจิงแสงกลับแตกต่างกัน

หากต้องการประเมิน Splice Loss อย่างถูกต้อง ควรวัดจากทั้งสองทิศทาง (Bidirectional OTDR Testing) แล้วหาค่าเฉลี่ยของรอยสไปซ์เดียวกัน เมื่อวิธีทดสอบและข้อกำหนดงานกำหนดให้ใช้แนวทางนี้

ขั้นตอนวัด Splice Loss แบบรวดเร็ว

  1. ระบุเส้นใยและเส้นทางที่ต้องการทดสอบ
  2. ตรวจว่าการทดสอบด้วย OTDR ปลอดภัยต่อระบบที่เชื่อมต่อ
  3. ตรวจความสะอาดของหัว Connector
  4. เชื่อมต่อ Launch Cable
  5. เชื่อมต่อ Receive Cable หากต้องการตรวจรอยต่อปลายทาง
  6. ตั้งค่าความยาวคลื่น
  7. ตั้ง Distance Range
  8. เลือก Pulse Width
  9. ตั้ง Averaging Time
  10. ตั้ง IOR ให้ตรงชนิดสาย
  11. เริ่มวัดและตรวจ OTDR Trace
  12. เปิด Event Table
  13. ระบุตำแหน่ง Splice Event
  14. อ่าน Event Loss หน่วย dB
  15. วัดย้อนกลับอีกทิศทาง
  16. คำนวณ Bidirectional Average
  17. เปรียบเทียบกับเกณฑ์ตรวจรับของโครงการ
  18. บันทึกไฟล์ผลทดสอบและจัดทำรายงาน

สิ่งที่ต้องเข้าใจ: ค่า Splice Loss ที่ Fusion Splicer แสดงหลังเชื่อมเป็นค่า Estimated Loss ส่วนค่าใน OTDR Event Table เป็นผลประเมินจากสัญญาณ Backscatter ตามวิธีวิเคราะห์ของเครื่อง ทั้งสองค่าไม่จำเป็นต้องเท่ากัน

บทความนี้ comsiam จะอธิบายหลักการ OTDR วิธีตั้งค่าเครื่อง การอ่าน Splice Loss, Reflectance, Cumulative Loss และระยะทาง รวมถึงวิธีแก้ปัญหา Event Loss สูง, Gainer และการแยกรอยสไปซ์ออกจาก Connector Event

① OTDR คืออะไร?

OTDR ย่อมาจาก Optical Time Domain Reflectometer เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจสอบสภาพเส้นใยแก้วนำแสงด้วยการส่งพัลส์แสงเข้าไปใน Fiber แล้ววิเคราะห์สัญญาณที่ย้อนกลับมา

เครื่องใช้ข้อมูลดังกล่าวช่วยระบุ

  • ความยาวสาย
  • ตำแหน่งรอยสไปซ์
  • ตำแหน่ง Connector
  • จุดที่มี Loss ผิดปกติ
  • จุดสะท้อนแสง
  • จุดขาดของ Fiber
  • ความลาดชันของการสูญเสียในสาย
  • เหตุการณ์ต่าง ๆ ตามระยะทาง

OTDR มีประโยชน์ทั้งงานตรวจรับ งานติดตั้ง และงาน Troubleshooting ของระบบ Fiber Optic

② OTDR วัด Splice Loss ได้อย่างไร?

OTDR ประเมินการเปลี่ยนแปลงระดับ Backscatter ตามระยะทางภายในเส้นใยแก้วนำแสง

เมื่อแสงเดินทางผ่านรอยสไปซ์ สัญญาณที่ย้อนกลับอาจมีการเปลี่ยนระดับ

เครื่องจึงคำนวณ Event Loss ที่ตำแหน่งนั้น

สิ่งสำคัญ

ค่าที่ OTDR แสดงขึ้นอยู่กับ

  1. คุณสมบัติของ Fiber
  2. ความยาวคลื่น
  3. Pulse Width
  4. Signal-to-Noise Ratio
  5. วิธีวิเคราะห์ Event
  6. ทิศทางที่ทดสอบ
  7. การตั้งค่าเครื่อง
  8. ความสามารถในการแยกเหตุการณ์

จึงต้องใช้วิธีวัดที่เหมาะสมก่อนนำค่ามาตัดสินคุณภาพรอยสไปซ์

③ Splice Loss คืออะไร?

Splice Loss คือการสูญเสียกำลังแสงที่เกิดขึ้นบริเวณรอยต่อของเส้นใยแก้วนำแสง

ในงาน Fusion Splicing หน่วยที่นิยมใช้คือ dB

ตัวอย่างเช่น

  • 0.02 dB
  • 0.05 dB
  • 0.10 dB
  • 0.20 dB

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างค่าการสูญเสีย ไม่ใช่เกณฑ์ผ่านหรือไม่ผ่านของทุกโครงการ

Splice Loss จริงอาจได้รับผลจากการจัดแนว Core, ความแตกต่างของ Fiber, คุณภาพหน้าตัด และกระบวนการ Fusion

④ Fusion Splicer Loss กับ OTDR Loss ต่างกันอย่างไร?

Fusion Splicer Estimated Loss เป็นค่าที่เครื่องสไปซ์คำนวณจากระบบภาพและแบบจำลองภายใน

OTDR Event Loss เป็นค่าประเมินจากสัญญาณ Backscatter ที่เครื่องตรวจพบตามระยะทาง

รายการFusion SplicerOTDR
วิธีประเมินภาพและแบบจำลองBackscatter
หน่วยdBdB
ใช้ทันทีหลังเชื่อมได้ต้องต่อและทดสอบสาย
ระบุตำแหน่งตามระยะทางไม่ใช่หน้าที่หลักได้
ตรวจหลาย Eventไม่ใช่หน้าที่หลักได้
มีผลจากทิศทางวัดไม่ใช่แบบเดียวกับ OTDRมี
ใช้ตรวจรับตามโครงการตามข้อกำหนดตามข้อกำหนด

อย่าใช้ค่า Estimated Loss จาก Fusion Splicer แทนผลทดสอบ OTDR โดยอัตโนมัติ

⑤ ทำไมต้องวัด OTDR สองทิศทาง?

การวัดเพียงทิศทางเดียวอาจทำให้ค่า Splice Loss คลาดเคลื่อนจากคุณสมบัติ Backscatter ของเส้นใยสองด้าน

ผลที่อาจพบ เช่น

  • ทิศทาง A → B ได้ 0.18 dB
  • ทิศทาง B → A ได้ -0.04 dB

ค่าจากสองทิศทางอาจแตกต่างกัน แม้เป็นรอยสไปซ์เดียวกัน

เมื่อวิธีทดสอบรองรับ การหาค่าเฉลี่ยแบบ Bidirectional ช่วยลดความคลาดเคลื่อนดังกล่าว

สูตรคือ

Bidirectional Splice Loss = (Loss A→B + Loss B→A) ÷ 2

สำหรับตัวอย่างข้างต้น

(0.18 + -0.04) ÷ 2 = 0.07 dB

ค่าติดลบต้องเก็บเครื่องหมายไว้ในการคำนวณ ไม่ควรเปลี่ยนเป็นศูนย์ก่อนหาค่าเฉลี่ย

⑥ Gainer หรือ Negative Loss คืออะไร?

Gainer คือเหตุการณ์ที่ OTDR วิเคราะห์แล้วแสดงค่าการสูญเสียติดลบหรือดูเหมือนสัญญาณเพิ่มขึ้นที่รอยต่อ

ตัวอย่างเช่น

  • -0.02 dB
  • -0.05 dB
  • -0.12 dB

ไม่ได้หมายความว่ารอยสไปซ์สามารถขยายกำลังแสงได้จริง

สาเหตุสำคัญคือความแตกต่างของคุณสมบัติ Backscatter ระหว่างเส้นใยสองด้าน

วิธีแก้การตีความ

วัดจากทิศทางตรงข้าม แล้วจับคู่ Event ตำแหน่งเดียวกันเพื่อหาค่าเฉลี่ยเมื่อข้อกำหนดรองรับ

ไม่ควรสรุปว่ารอยสไปซ์ดีเยี่ยมเพียงเพราะเครื่องแสดง Loss ติดลบ

⑦ Event Table คืออะไร?

Event Table คือตารางที่ OTDR ใช้แสดงรายการเหตุการณ์ซึ่งตรวจพบตามระยะทาง

ข้อมูลที่อาจมี ได้แก่

  • Event Number
  • Distance
  • Event Type
  • Event Loss
  • Reflectance
  • Cumulative Loss
  • Section Length
  • Attenuation
  • Pass/Fail

ชื่อคอลัมน์แตกต่างตามผู้ผลิตและโหมดการแสดงผล

Event Table ช่วยให้ช่างดูตำแหน่งและค่า Loss ได้รวดเร็วกว่าการไล่ดูกราฟเพียงอย่างเดียว

⑧ ตัวอย่าง Event Table ของ OTDR

สมมติทดสอบสาย Single-mode ความยาวประมาณ 12 กม.

EventDistanceTypeEvent LossReflectance
10.000 kmStart——
21.250 kmSplice0.04 dB—
34.800 kmSplice0.07 dB—
48.350 kmConnector0.25 dB-48 dB
511.950 kmEnd——

หมายเหตุ: ตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อมูลสมมติเพื่อสาธิตวิธีอ่าน Event Table

จากตัวอย่าง Event 3 อยู่ที่ระยะ 4.800 กม. และเครื่องประเมิน Event Loss เท่ากับ 0.07 dB ในการวัดทิศทางนั้น

ยังไม่ควรสรุปว่าเป็น Bidirectional Loss จนกว่าจะมีผลวัดย้อนกลับ

⑨ Distance ใน Event Table หมายถึงอะไร?

Distance คือระยะทางตามแนวเส้นใยที่ OTDR คำนวณจากเวลาที่แสงเดินทางและค่าดัชนีหักเหที่ตั้งไว้

ตัวอย่าง

Distance = 4.800 km

หมายถึงเครื่องประเมินว่าเหตุการณ์อยู่ห่างจากจุดอ้างอิงการวัด 4.8 กม.

หากมี Launch Cable ต้องตรวจว่าเครื่องรวมระยะ Launch Cable อยู่ในค่าที่แสดงหรือได้ตั้งจุดเริ่มต้นของ Fiber Under Test แล้ว

การกำหนด IOR ไม่เหมาะสมอาจทำให้ค่าระยะทางคลาดเคลื่อนได้

⑩ Event Type หมายถึงอะไร?

Event Type คือประเภทเหตุการณ์ที่ OTDR วิเคราะห์

ตัวอย่าง ได้แก่

Non-Reflective Event

มักพบกับ Fusion Splice หรือจุดสูญเสียที่ไม่มีการสะท้อนเด่นชัด

Reflective Event

มักเกี่ยวข้องกับ Connector, Mechanical Splice หรือรอยต่อที่มีการสะท้อนแสง

Fiber End

จุดสิ้นสุดของเส้นใยที่ตรวจพบ

Break

เหตุการณ์ที่เครื่องประเมินว่าเส้นใยสิ้นสุดหรือขาด

Gainer

เหตุการณ์ที่มีค่า Loss ติดลบในผลวิเคราะห์

Event Type เป็นผลการจำแนกของเครื่อง ไม่ใช่การยืนยันชนิดอุปกรณ์ในภาคสนามทุกครั้ง

ควรเทียบกับแผนผังเส้นทางและกราฟ OTDR Trace

⑪ Event Loss คืออะไร?

Event Loss คือค่าการสูญเสียที่ OTDR ประเมิน ณ เหตุการณ์หนึ่ง

หน่วยเป็น dB

ตัวอย่าง

  • Event 2 = 0.04 dB
  • Event 3 = 0.07 dB
  • Event 4 = 0.25 dB

ค่าที่แสดงอาจเป็นผลจากวิธี Fit หรือการคำนวณภายในเครื่อง

ข้อควรระวัง

Event Loss จากทิศทางเดียวอาจไม่ใช่ค่า Splice Loss แบบ Bidirectional

หากต้องการตรวจรับตามเกณฑ์เฉพาะรอยสไปซ์ ต้องใช้วิธีทดสอบที่สอดคล้องกับข้อกำหนดงาน

⑫ Reflectance คืออะไร?

Reflectance คือค่าที่ใช้แสดงสัดส่วนกำลังแสงที่สะท้อนกลับจากเหตุการณ์

โดยทั่วไปแสดงเป็นค่าติดลบหน่วย dB

ตัวอย่าง

  • -35 dB
  • -45 dB
  • -55 dB

สำหรับค่าที่เปรียบเทียบด้วยนิยามเดียวกัน ค่า Reflectance ที่ติดลบมากกว่าหมายถึงสัดส่วนการสะท้อนกลับน้อยกว่า

แต่ต้องแยก Reflectance ของเหตุการณ์ออกจาก Optical Return Loss ของเส้นทางโดยรวม

Fusion Splice ที่เหมาะสมมักเป็น Non-Reflective Event ขณะที่ Connector อาจมีการสะท้อนตามชนิดหน้าสัมผัส

⑬ Cumulative Loss คืออะไร?

Cumulative Loss คือค่าการสูญเสียสะสมที่เครื่องคำนวณตามเส้นทางถึงตำแหน่งที่กำหนด

ค่าดังกล่าวอาจรวมการสูญเสียจากส่วนของเส้นใยและ Event ต่าง ๆ ตามนิยามและรูปแบบการแสดงผลของเครื่อง

ไม่ควรเข้าใจว่า Cumulative Loss เป็นค่า Splice Loss ของ Event นั้นโดยตรง

ตัวอย่าง

หาก Event Loss ของรอยสไปซ์เท่ากับ 0.05 dB แต่ Cumulative Loss ที่ตำแหน่งนั้นเท่ากับ 2.10 dB

สองค่านี้มีความหมายต่างกัน

  • 0.05 dB คือค่าประเมินของเหตุการณ์นั้น
  • 2.10 dB คือค่าการสูญเสียสะสมตามวิธีรายงานของเครื่อง

⑭ Fiber Attenuation คืออะไร?

Fiber Attenuation คือการสูญเสียกำลังแสงตามระยะทางของเส้นใย

นิยมแสดงเป็น dB/km

ตัวอย่างสมมติ

  • 1310 nm = 0.34 dB/km
  • 1550 nm = 0.20 dB/km

ค่าเหล่านี้เป็นตัวอย่างเพื่ออธิบาย ไม่ใช่สเปกของสายทุกผลิตภัณฑ์

Attenuation ต่างจาก Splice Loss เพราะเป็นค่าการสูญเสียของช่วง Fiber ต่อความยาว ส่วน Splice Loss เป็นค่าการสูญเสียของจุดต่อ

⑮ ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้างก่อนวัด Splice Loss?

อุปกรณ์ที่ควรมี ได้แก่

  1. OTDR
  2. Launch Cable
  3. Receive Cable เมื่อจำเป็น
  4. Adapter ที่รองรับ
  5. สาย Patch Cord สำหรับทดสอบตามระบบ
  6. เครื่องมือทำความสะอาด Connector
  7. Fiber Inspection Scope
  8. ข้อมูลชนิด Fiber
  9. แผนผังเส้นทาง
  10. ตารางจุดสไปซ์
  11. เกณฑ์ตรวจรับ
  12. อุปกรณ์บันทึกผล

ห้ามนำ OTDR ต่อเข้าระบบที่มีสัญญาณใช้งานโดยไม่ตรวจความปลอดภัยและความเข้ากันได้ของเครื่องมือ เพราะอาจทำให้ผลทดสอบผิดพลาดหรือเกิดผลกระทบต่ออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ

⑯ Launch Cable คืออะไร?

Launch Cable เป็นสายทดสอบที่ต่อระหว่าง OTDR กับเส้นใยที่ต้องการตรวจ

มีประโยชน์ในการแยกเหตุการณ์ช่วงต้นของเส้นทางออกจากข้อจำกัด Dead Zone ของเครื่อง

หน้าที่

  • ช่วยให้ตรวจ Connector ด้านต้นทางได้
  • ช่วยลดผลของ Dead Zone ต่อเหตุการณ์แรก
  • ทำให้มีช่วง Backscatter ก่อนเริ่ม Fiber Under Test
  • สนับสนุนการวิเคราะห์ Event Loss ตามขั้นตอน

ความยาว Launch Cable ควรเลือกตามระยะ Pulse Width, Dead Zone และข้อกำหนดของการทดสอบ

ไม่มีความยาวเดียวที่เหมาะกับทุก OTDR และทุกเส้นทาง

⑰ Receive Cable คืออะไร?

Receive Cable หรือ Tail Cable เป็นสายทดสอบที่ต่อที่ปลายทางของ Fiber Under Test

ช่วยให้ OTDR มีช่วงเส้นใยหลัง Connector สุดท้าย เพื่อประเมินเหตุการณ์ปลายทางได้เหมาะสมขึ้น

ประโยชน์

  1. สนับสนุนการตรวจ Connector ด้านปลาย
  2. ช่วยแยก End Connector ออกจากปลายเปิด
  3. ลดข้อจำกัดในการวิเคราะห์เหตุการณ์สุดท้าย
  4. สนับสนุนการตรวจรับ End-to-End Link

Receive Cable ต้องเหมาะกับชนิด Fiber และ Connector ที่ใช้

⑱ วิธีต่อ OTDR กับ Launch Cable และ Receive Cable

รูปแบบการต่อทั่วไปคือ

OTDR → Launch Cable → Fiber Under Test → Receive Cable

ขั้นตอน

  1. ตรวจความปลอดภัยของเส้นทาง
  2. ตรวจชนิด Fiber
  3. ตรวจ Connector
  4. ทำความสะอาดและตรวจหน้าสัมผัส
  5. ต่อ Launch Cable เข้ากับ OTDR
  6. ต่อปลาย Launch Cable เข้ากับ Fiber Under Test
  7. ต่อ Receive Cable ที่ปลายทางเมื่อจำเป็น
  8. ตรวจการเชื่อมต่อ
  9. ตั้งค่า OTDR
  10. เริ่มทดสอบ

ไม่ควรเสียบหัว SC/APC กับ SC/UPC เข้าคู่กันโดยตรง เพราะหน้าสัมผัสต่างรูปแบบและอาจทำให้เกิด Loss หรือความเสียหาย

⑲ ตั้งค่า Wavelength 1310 nm และ 1550 nm อย่างไร?

สำหรับเส้นใย Single-mode การทดสอบ OTDR นิยมใช้ความยาวคลื่น 1310 nm และ 1550 nm ตามข้อกำหนดงาน

1310 nm

ใช้ตรวจลักษณะการสูญเสียและเหตุการณ์ของเส้นใยที่ความยาวคลื่นนี้

1550 nm

ใช้ตรวจการสูญเสียและมักมีความไวต่อผลของการดัดโค้งมากกว่า 1310 nm ในหลายสถานการณ์

แนวทาง

  • ตรวจ Fiber Type
  • ตรวจข้อกำหนดการทดสอบ
  • เลือก Wavelength ที่ต้องการ
  • บันทึกผลทั้งสองความยาวคลื่นเมื่อกำหนด
  • เปรียบเทียบ Event ที่ตำแหน่งเดียวกัน

หากต้องตรวจเส้นใยที่ใช้งานอยู่ อาจต้องใช้ OTDR และความยาวคลื่นเฉพาะสำหรับ Live Fiber Testing ตามการออกแบบของระบบ

⑳ Distance Range ต้องตั้งเท่าไร?

Distance Range คือช่วงระยะทางที่ OTDR ใช้สำหรับการแสดงและทดสอบเส้นใย

ควรเลือกให้ครอบคลุมเส้นทางจริง รวมทั้ง Launch Cable และ Receive Cable ที่ใช้อยู่

ตัวอย่าง

หากเส้นทาง Fiber ยาวประมาณ 8 กม. และมีสายทดสอบที่ปลายทั้งสองด้าน

ต้องตั้งระยะให้ครอบคลุมความยาวทั้งหมด ไม่ใช่กำหนดต่ำกว่า 8 กม.

หาก Distance Range สั้นเกิน อาจแสดงปลายเส้นทางไม่ครบ

หากยาวเกินมาก อาจส่งผลต่อความละเอียดหรือรูปแบบการเก็บข้อมูลตามเครื่องและการตั้งค่า

㉑ Pulse Width คืออะไร?

Pulse Width คือความกว้างของพัลส์แสงที่ OTDR ส่งเข้าไปใน Fiber

มีผลต่อการวัดระยะทางและความสามารถแยก Event

Pulse Width สั้น

โดยทั่วไปช่วยให้แยกเหตุการณ์ที่อยู่ใกล้กันได้ดีขึ้น แต่ระยะและ Signal-to-Noise Ratio อาจถูกจำกัด

Pulse Width ยาว

ช่วยให้ตรวจสัญญาณจากระยะไกลได้ดีขึ้นในบางเงื่อนไข แต่ Dead Zone อาจกว้างขึ้น

วิธีเลือก

ให้เลือกค่าที่สามารถวัดถึงปลายเส้นทางและยังแยกเหตุการณ์ที่ต้องการได้

สำหรับงานตรวจ Splice Loss ใกล้กัน ควรพิจารณา Pulse Width สั้นเพียงพอ พร้อมตรวจสัญญาณว่ามีคุณภาพเหมาะสมหรือไม่

㉒ Averaging Time คืออะไร?

Averaging Time คือช่วงเวลาที่ OTDR ใช้เก็บและเฉลี่ยข้อมูลหลายรอบ

การเพิ่ม Averaging Time สามารถช่วยให้กราฟมี Noise ลดลงในบางเงื่อนไข

แต่ไม่ได้หมายความว่าการตั้งเวลานานที่สุดจะดีที่สุดเสมอไป

แนวทาง

  1. ตั้งช่วงเวลาที่เหมาะกับระยะสาย
  2. ตรวจความนิ่งของ Trace
  3. ตรวจ Event ที่ต้องการ
  4. เพิ่มเวลาเมื่อ Noise รบกวนการอ่านค่า
  5. บันทึกค่าที่ใช้ในการรายงาน

ควรใช้การตั้งค่าเปรียบเทียบกันได้เมื่อวัดสองทิศทาง

㉓ IOR คืออะไร และสำคัญอย่างไร?

IOR หรือ Index of Refraction เป็นค่าที่ OTDR ใช้ในการคำนวณระยะทางจากเวลาการเดินทางของแสง

การตั้ง IOR ผิดอาจทำให้ตำแหน่ง Event คลาดเคลื่อน

วิธีตั้ง

  • ตรวจข้อมูล Fiber หรือสาย
  • ใช้ค่าดัชนีที่ผู้ผลิตกำหนดสำหรับการวัด
  • ตรวจค่าตาม Wavelength เมื่อจำเป็น
  • บันทึกค่าที่ใช้
  • ใช้ค่าที่สอดคล้องกันในการวัดย้อนกลับ

ไม่ควรนำค่า IOR ตัวอย่างจากเครื่องอื่นมาใช้โดยไม่ตรวจชนิด Fiber

㉔ วิธีวัด Splice Loss ด้วย OTDR ทีละขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 — ตรวจเส้นทาง Fiber

ดูระยะทาง จำนวน Core และตำแหน่ง Splice

ขั้นตอนที่ 2 — ตรวจสถานะการใช้งาน

ยืนยันความปลอดภัยของการทดสอบ

ขั้นตอนที่ 3 — ตรวจ OTDR

ตรวจรุ่น เครื่องมือ และสถานะสอบเทียบตามข้อกำหนด

ขั้นตอนที่ 4 — ตรวจ Connector

ทำความสะอาดและตรวจหน้าสัมผัส

ขั้นตอนที่ 5 — ต่อ Launch Cable

ใช้สายที่เหมาะสม

ขั้นตอนที่ 6 — ต่อ Receive Cable

เมื่อจำเป็นต่อการตรวจปลายทาง

ขั้นตอนที่ 7 — เลือก Wavelength

เช่น 1310 nm หรือ 1550 nm ตามข้อกำหนด

ขั้นตอนที่ 8 — ตั้ง Distance Range

ให้ครอบคลุมเส้นทางทั้งหมด

ขั้นตอนที่ 9 — ตั้ง Pulse Width

เลือกสมดุลระหว่างระยะและการแยก Event

ขั้นตอนที่ 10 — ตั้ง Averaging Time

ให้ได้ Trace ที่มีคุณภาพเหมาะสม

ขั้นตอนที่ 11 — ตั้ง IOR

ใช้ค่าตรงกับ Fiber

ขั้นตอนที่ 12 — ตรวจ Event Threshold

อย่าตั้งจนเครื่องมองข้าม Event ที่สำคัญ

ขั้นตอนที่ 13 — เริ่ม Measurement

ให้เครื่องเก็บข้อมูล

ขั้นตอนที่ 14 — ตรวจ Trace

ดู Noise และรูปแบบเหตุการณ์

ขั้นตอนที่ 15 — เปิด Event Table

อ่าน Distance, Type และ Loss

ขั้นตอนที่ 16 — ระบุ Splice Event

เทียบกับแผนผังและระยะหน้างาน

ขั้นตอนที่ 17 — อ่าน Event Loss

ตรวจค่า dB ที่เครื่องแสดง

ขั้นตอนที่ 18 — ตรวจ Event Analysis

ใช้วิธีวิเคราะห์ที่รองรับกับเครื่อง

ขั้นตอนที่ 19 — บันทึกผล A→B

ระบุทิศทางและ Wavelength

ขั้นตอนที่ 20 — ย้ายเครื่องไปวัด B→A

ทำตามขั้นตอนปลอดภัย

ขั้นตอนที่ 21 — วัดย้อนกลับ

ใช้การตั้งค่าให้สอดคล้องกัน

ขั้นตอนที่ 22 — จับคู่ Event

ระบุรอยสไปซ์เดียวกันจากทั้งสองทิศทาง

ขั้นตอนที่ 23 — คำนวณ Bidirectional Average

ใช้ค่าที่มีเครื่องหมายบวกหรือลบตามผลจริง

ขั้นตอนที่ 24 — เปรียบเทียบเกณฑ์

ดูข้อกำหนดการตรวจรับ

ขั้นตอนที่ 25 — บันทึกไฟล์

เก็บไฟล์ผลการวัดและรายงาน

㉕ วิธีอ่าน OTDR Trace เพื่อหารอยสไปซ์

OTDR Trace เป็นกราฟแสดงระดับสัญญาณย้อนกลับตามระยะทาง

แกนนอน

ระยะทางตามแนว Fiber

แกนตั้ง

ระดับสัญญาณ Backscatter ตามรูปแบบการแสดงผล

รอยสไปซ์ทั่วไปอาจแสดงเป็นการเปลี่ยนระดับของกราฟโดยไม่มี Reflection Peak เด่นชัด

ขณะที่ Connector อาจมี Reflection Peak

แต่ต้องระวังว่ารูปกราฟที่เห็นไม่ได้จำแนกชนิด Event ได้ถูกต้องทุกกรณี

ควรเทียบ Trace, Event Table และแผนผังเส้นทางร่วมกัน

㉖ วิธีระบุตำแหน่งรอยสไปซ์จาก Event Table

สมมติมีข้อมูลหน้างานว่า

  • จุดเริ่มต้น A
  • Splice Closure 1 อยู่ประมาณ 2.5 กม.
  • Splice Closure 2 อยู่ประมาณ 6.0 กม.
  • จุดปลาย B อยู่ประมาณ 10 กม.

หาก OTDR แสดง Non-Reflective Event ที่ 2.52 กม. และ 6.03 กม.

อาจเป็นเหตุการณ์ที่สัมพันธ์กับ Closure ทั้งสองจุด

แต่ต้องตรวจ

  1. Launch Cable Offset
  2. IOR
  3. ระยะทางตามเส้นใยจริง
  4. แผนผังสาย
  5. ความคลาดเคลื่อนในการระบุตำแหน่ง
  6. รูปแบบของ Event

ไม่ควรใช้ Distance จาก OTDR เพียงค่าเดียวไปสรุปตำแหน่งบนแผนที่โดยไม่มีข้อมูลเส้นทางสาย

㉗ วิธีอ่าน Splice Loss จาก Event Table

สมมติ Event Table แสดง

EventDistanceEvent TypeLoss
10.00 kmStart—
22.50 kmSplice0.05 dB
35.20 kmSplice0.12 dB
48.10 kmSplice0.03 dB
510.00 kmEnd—

จากตัวอย่าง Event 3 ที่ 5.20 กม. แสดงค่าการสูญเสีย 0.12 dB ในทิศทางที่วัด

หากเกณฑ์โครงการกำหนดให้ตรวจ Bidirectional Average ต้องวัดจากอีกด้านก่อนตัดสินว่าผ่านหรือไม่ผ่าน

㉘ วิธีคำนวณ Bidirectional Splice Loss

สมมติรอยสไปซ์เดียวกันมีผลดังนี้

ทิศทางSplice Loss
A → B0.16 dB
B → A-0.02 dB

สูตรคือ

Average Loss = (0.16 + -0.02) ÷ 2

ได้ผล 0.07 dB

ค่าดังกล่าวเป็นตัวอย่าง Bidirectional Average ของรอยสไปซ์ตามเงื่อนไขการวัด

ควรตรวจว่าทั้งสองผลเป็น Event เดียวกัน และใช้วิธีวิเคราะห์ที่เหมาะสมก่อนคำนวณ

㉙ วิธีจับคู่ Event เมื่อวัด OTDR สองทิศทาง

สมมติเส้นทาง Fiber ยาว 10 กม.

รอยสไปซ์หนึ่งอยู่ห่างจากฝั่ง A 3 กม.

เมื่อวัดจากฝั่ง B เหตุการณ์เดียวกันควรอยู่ห่างจากฝั่ง B ประมาณ 7 กม. โดยต้องคำนึงถึงการตั้งจุดอ้างอิงและสายทดสอบ

วิธีจับคู่

  1. ระบุความยาว Fiber Under Test
  2. ตรวจตำแหน่ง Launch Cable ทั้งสองด้าน
  3. ตรวจ Receive Cable
  4. ตรวจ IOR
  5. อ่าน Distance ของ Event
  6. เทียบตำแหน่งจากแต่ละทิศทาง
  7. ตรวจแผนผัง Closure
  8. ตรวจชนิด Event
  9. ตรวจ Trace
  10. จับคู่รอยสไปซ์เดียวกันก่อนเฉลี่ย

การจับคู่ผิด Event จะทำให้ค่า Bidirectional Average ไม่มีความหมายต่อรอยสไปซ์ที่ต้องการตรวจ

㉚ OTDR วัด Splice Loss ได้ 0.00 dB หมายความว่าอะไร?

ค่า 0.00 dB อาจหมายถึงเครื่องประเมินการเปลี่ยนระดับ ณ เหตุการณ์นั้นได้ใกล้ศูนย์ภายใต้ความละเอียดและวิธีแสดงผลที่ใช้

แต่ ไม่ได้ยืนยันว่ารอยสไปซ์ไม่มี Loss จริงเลย

ต้องดู

  • ความละเอียดการแสดงผล
  • Signal-to-Noise Ratio
  • Pulse Width
  • Event Analysis
  • ทิศทางการวัด
  • ความแตกต่างของ Fiber

สำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำ ควรดูผลจากทั้งสองทิศทางและเกณฑ์ตรวจรับที่ใช้จริง

㉛ Splice Loss เท่าไรจึงถือว่าผ่าน?

ไม่มีเกณฑ์เดียวสำหรับทุกโครงการ

ตัวอย่างเกณฑ์ที่อาจพบในงานติดตั้ง ได้แก่

  • 0.05 dB
  • 0.10 dB
  • 0.15 dB
  • 0.20 dB

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างค่าที่โครงการอาจกำหนด ไม่ใช่ข้อกำหนดกลางว่ารอยสไปซ์ทุกประเภทต้องผ่านที่ค่าใด

ต้องตรวจ

  1. ชนิด Fiber
  2. มาตรฐานหรือข้อกำหนดโครงการ
  3. วิธีทดสอบ
  4. Wavelength
  5. Bidirectional Requirement
  6. ข้อกำหนดสำหรับรอยสไปซ์แต่ละจุด

ควรตัดสินคุณภาพจากผลที่ได้ตามวิธีทดสอบที่กำหนด ไม่ใช่ใช้ค่า Estimated Loss จาก Fusion Splicer เพียงอย่างเดียว

㉜ OTDR ขึ้น Splice Loss สูง เกิดจากอะไร?

สาเหตุที่ควรตรวจ ได้แก่

  • รอยสไปซ์มี Loss จริง
  • Cleave Quality ไม่ดี
  • Core Alignment ไม่เหมาะ
  • Fiber Type ต่างกัน
  • Mode Field Diameter ต่างกัน
  • Splice Defect
  • Macro Bend ใกล้จุดสไปซ์
  • Event Analysis ไม่เหมาะ
  • Pulse Width ยาวเกินจนแยก Event ไม่ได้
  • Noise สูง
  • Connector หรือ Event ใกล้เคียงมีผลต่อการวิเคราะห์

วิธีแก้

เริ่มจากตรวจ Trace และเงื่อนไขการวัดก่อน

หากผลยืนยันว่าจุดสไปซ์มี Loss เกินเกณฑ์จริง จึงเข้าตรวจหน้างานและแก้ไขรอยต่อ

㉝ OTDR อ่าน Splice Loss ไม่ออกเพราะอะไร?

สาเหตุที่อาจพบ เช่น

  1. Event อยู่ใน Dead Zone
  2. Pulse Width ไม่เหมาะ
  3. Event Threshold สูงเกิน
  4. Noise รบกวน
  5. เส้นทางสั้นเกินเงื่อนไขการตั้งค่า
  6. Splice Loss ต่ำกว่าความสามารถตรวจจับที่สภาวะนั้น
  7. Event สองจุดอยู่ใกล้กัน
  8. OTDR วิเคราะห์ Event ผิดตำแหน่ง

วิธีตรวจ

  • ลด Pulse Width เมื่อเหมาะสม
  • เพิ่ม Averaging Time เมื่อจำเป็น
  • ใช้ Launch Cable ตามเงื่อนไข
  • ตรวจ Event Threshold
  • ใช้ Marker Analysis เมื่อรองรับ
  • ตรวจ Trace ในอีก Wavelength
  • วัดย้อนกลับเมื่อจำเป็น

ไม่ควรสร้าง Event ขึ้นเองจากกราฟที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอ

㉞ Dead Zone คืออะไร?

Dead Zone คือช่วงที่ OTDR ไม่สามารถตรวจหรือแยกเหตุการณ์บางประเภทได้ตามความสามารถและสภาพการวัด

อาจเกิดใกล้ Reflection Event ที่มีสัญญาณสูง

ผลที่อาจพบ

  • มองไม่เห็น Splice ใกล้ Connector
  • แยก Event สองจุดไม่ได้
  • อ่าน Loss ของ Event ถัดไปไม่แม่น
  • เกิดการรวมหลาย Event เป็นเหตุการณ์เดียว

วิธีลดผลกระทบขึ้นกับ OTDR, Pulse Width, Launch Cable และการจัดการสัญญาณสะท้อน

ต้องตรวจ Event Dead Zone และ Attenuation Dead Zone ตามสเปกของเครื่อง

㉟ ทำไม 1310 nm กับ 1550 nm แสดง Splice Loss ต่างกัน?

ค่า Loss อาจต่างกันเพราะ

  • คุณสมบัติของ Fiber แตกต่างตาม Wavelength
  • Mode Field Diameter ต่างกัน
  • ความไวต่อ Bend ต่างกัน
  • การตั้งค่าการวัดแตกต่างกัน
  • Signal-to-Noise Ratio ต่างกัน
  • ระบบวิเคราะห์ Event ต่างกัน

หาก Loss เพิ่มเด่นชัดที่ 1550 nm โดยเฉพาะบางจุด ควรพิจารณาความเป็นไปได้ของการดัดโค้งร่วมด้วย

แต่ไม่ควรสรุปว่าเป็น Bend โดยไม่ตรวจ Trace และสภาพการติดตั้ง

㊱ ตัวอย่าง Troubleshooting: OTDR พบ Splice Loss 0.35 dB

สมมติโครงการกำหนดให้ Splice Loss แบบ Bidirectional Average ไม่เกิน 0.10 dB และตรวจพบรอยสไปซ์หนึ่งมีค่าเฉลี่ย 0.35 dB

แนวทางตรวจ

  1. ตรวจว่าผลเป็น Bidirectional Average จริง
  2. ตรวจการจับคู่ Event
  3. ตรวจ Pulse Width
  4. ตรวจ Trace
  5. ตรวจว่ามี Connector หรือ Bend ใกล้เคียงหรือไม่
  6. ตรวจแผนผัง Closure
  7. ระบุตำแหน่งหน้างาน
  8. เปิดตรวจ Closure ตามขั้นตอนปลอดภัย
  9. ตรวจการจัด Fiber ใน Tray
  10. ตรวจ Sleeve และรอยสไปซ์
  11. แก้ไขรอยต่อเมื่อยืนยันสาเหตุ
  12. วัด OTDR ใหม่ทั้งสองทิศทาง
  13. เปรียบเทียบกับเกณฑ์
  14. บันทึกผลก่อนและหลัง

ตัวอย่างนี้เป็นสถานการณ์สมมติและใช้เกณฑ์ 0.10 dB เพื่อสาธิตกระบวนการตรวจรับเท่านั้น

㊲ ตัวอย่าง Troubleshooting: OTDR แสดง Gainer -0.08 dB

สมมติวัดจากฝั่ง A ไป B แล้วรอยสไปซ์หนึ่งแสดง -0.08 dB

ไม่ควรบันทึกทันทีว่ารอยสไปซ์มี Loss ติดลบจริง

ขั้นตอน

  1. บันทึก Event และ Distance
  2. ตรวจ Trace
  3. ตรวจค่าการวัด
  4. ย้ายไปวัดจาก B ไป A
  5. จับคู่ Event
  6. สมมติทิศทางกลับแสดง +0.18 dB
  7. คำนวณค่าเฉลี่ย

(-0.08 + 0.18) ÷ 2 = 0.05 dB

ค่าที่ได้จึงเป็นตัวอย่าง Bidirectional Splice Loss เท่ากับ 0.05 dB

㊳ วิธีบันทึกไฟล์ OTDR สำหรับส่งมอบงาน

ควรเก็บข้อมูลให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

ข้อมูลที่ควรมี

  • Project Name
  • Cable ID
  • Fiber Number
  • From Location
  • To Location
  • Wavelength
  • Test Direction
  • Launch Cable
  • Receive Cable
  • Distance Range
  • Pulse Width
  • Averaging Time
  • IOR
  • Event Table
  • OTDR Trace
  • Test Date
  • Technician
  • Instrument Model
  • Calibration Status ตามข้อกำหนด
  • Pass/Fail Criteria

ไฟล์มาตรฐานที่พบในการทำงาน OTDR เช่นไฟล์ SOR ซึ่งควรเก็บไว้ร่วมกับรายงานที่อ่านได้ เพื่อรองรับการตรวจซ้ำ

㊴ Checklist วัด Splice Loss ด้วย OTDR

  • ตรวจเส้นทาง Fiber
  • ตรวจ Cable ID
  • ตรวจ Fiber Number
  • ตรวจจุดเริ่มต้นและปลายทาง
  • ตรวจสถานะ Live Fiber
  • ตรวจความปลอดภัยของเครื่องมือ
  • ตรวจ Connector Type
  • ทำความสะอาด Connector
  • ตรวจ End Face
  • เตรียม OTDR
  • ตรวจสถานะเครื่องและการสอบเทียบตามข้อกำหนด
  • เตรียม Launch Cable
  • เตรียม Receive Cable เมื่อจำเป็น
  • ตรวจความเข้ากันได้ของ Fiber
  • ต่อระบบทดสอบถูกต้อง
  • ตั้ง Wavelength
  • ตั้ง Distance Range
  • ตั้ง Pulse Width
  • ตั้ง Averaging Time
  • ตั้ง IOR
  • ตั้ง Event Threshold
  • เริ่มทดสอบ A→B
  • ตรวจ OTDR Trace
  • ตรวจ Noise
  • เปิด Event Table
  • ตรวจ Event Type
  • ตรวจ Event Distance
  • ตรวจ Event Loss
  • ตรวจ Reflectance
  • ตรวจ Cumulative Loss
  • ตรวจ Fiber Attenuation
  • ระบุ Splice Event
  • บันทึกผล A→B
  • วัด B→A
  • จับคู่ Event เดียวกัน
  • คำนวณ Bidirectional Average
  • ตรวจ Gainer
  • ตรวจ Dead Zone
  • ตรวจ Splice Loss สูง
  • เปรียบเทียบเกณฑ์ตรวจรับ
  • บันทึกไฟล์ SOR
  • จัดทำรายงานผล
  • เก็บข้อมูลก่อนและหลังแก้ไข

㊵ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวัด Splice Loss ด้วย OTDR

OTDR วัด Splice Loss ได้ไหม?

ได้ โดยประเมิน Event Loss จาก Backscatter ตามวิธีวิเคราะห์ของเครื่อง

Splice Loss คืออะไร?

คือการสูญเสียกำลังแสงที่เกิดบริเวณรอยต่อเส้นใยแก้วนำแสง

วิธีวัด Splice Loss ด้วย OTDR ทำอย่างไร?

ต่อระบบทดสอบ ตั้งค่า OTDR วัด Trace อ่าน Event Table และวัดสองทิศทางเมื่อข้อกำหนดต้องการ

Event Table คืออะไร?

เป็นตารางรายการเหตุการณ์ที่ OTDR ตรวจพบตามเส้นทาง

Event Loss คืออะไร?

เป็นค่าการสูญเสียที่เครื่องประเมิน ณ เหตุการณ์หนึ่ง

Cumulative Loss คืออะไร?

เป็นค่าการสูญเสียสะสมถึงตำแหน่งที่กำหนดตามรูปแบบการรายงานของเครื่อง

Reflectance คืออะไร?

เป็นค่าการสะท้อนกลับจากเหตุการณ์

Fusion Splice แสดงเป็น Event แบบไหน?

มักแสดงเป็น Non-Reflective Event แต่ต้องตรวจ Trace และแผนผังร่วมด้วย

ทำไม OTDR ขึ้น Loss ติดลบ?

อาจเป็น Gainer จากคุณสมบัติ Backscatter ที่ต่างกัน

Gainer หมายความว่ารอยสไปซ์ดีมากใช่ไหม?

ไม่ใช่ ต้องวัดจากทิศทางกลับแล้วประเมินร่วมกัน

ทำไมต้องวัด OTDR สองทิศทาง?

เพื่อช่วยลดความคลาดเคลื่อนของการประเมินรอยสไปซ์จาก Backscatter ที่ต่างกัน

สูตร Bidirectional Splice Loss คืออะไร?

นำค่า Event Loss จากทั้งสองทิศทางของรอยเดียวกันมาบวก แล้วหารสอง

Splice Loss 0.05 dB ผ่านไหม?

ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ของโครงการและวิธีทดสอบ

Splice Loss 0.10 dB ดีไหม?

ต้องเปรียบเทียบกับข้อกำหนดจริง

Splice Loss 0.20 dB ต้องสไปซ์ใหม่ไหม?

ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ตรวจรับ ต้องยืนยันค่าด้วยวิธีที่กำหนดก่อน

OTDR 1310 nm กับ 1550 nm ต่างกันอย่างไร?

ใช้ความยาวคลื่นต่างกัน และอาจแสดงผลการสูญเสียหรือผลการดัดโค้งต่างกัน

Pulse Width คืออะไร?

ความกว้างของพัลส์ที่ส่งเข้าสู่ Fiber มีผลต่อระยะวัดและ Dead Zone

Averaging Time คืออะไร?

เวลาที่ใช้เฉลี่ยข้อมูลเพื่อปรับคุณภาพ Trace ตามเงื่อนไข

IOR คืออะไร?

ค่าดัชนีที่ใช้คำนวณระยะทางของ OTDR

Launch Cable จำเป็นไหม?

สำคัญเมื่อจำเป็นต้องประเมินเหตุการณ์ต้นทางตามวิธีทดสอบ และควรใช้ตามข้อกำหนด

Receive Cable จำเป็นไหม?

ช่วยให้ตรวจเหตุการณ์ Connector ปลายทางได้เหมาะสมขึ้นเมื่อวิธีทดสอบกำหนด

Dead Zone คืออะไร?

ช่วงที่ OTDR อาจไม่สามารถตรวจหรือแยกเหตุการณ์ได้ตามข้อจำกัดของเครื่องและการตั้งค่า

ทำไม OTDR มองไม่เห็นบาง Splice?

อาจเกิดจาก Dead Zone, Pulse Width, Threshold หรือ Event Loss ต่ำเกินความสามารถตรวจจับในเงื่อนไขนั้น

OTDR แสดง 0.00 dB หมายความว่าไม่มี Loss ไหม?

ไม่จำเป็น เป็นค่าประเมินตามความละเอียดและเงื่อนไขการวัด

ทำไม Fusion Splicer แสดง 0.02 dB แต่ OTDR แสดง 0.12 dB?

เพราะเป็นการประเมินต่างหลักการ และ OTDR ยังได้รับผลจากทิศทางและเงื่อนไขการวัด

OTDR ใช้วัด Live Fiber ได้ไหม?

ต้องใช้เครื่องมือและวิธีทดสอบที่รองรับ Live Fiber โดยเฉพาะ ไม่ควรต่อเครื่องทั่วไปโดยไม่ตรวจสถานะระบบ

ต้องเก็บไฟล์ OTDR อะไรบ้าง?

ควรเก็บไฟล์ผลทดสอบ เช่น SOR พร้อม Trace, Event Table และข้อมูลการตั้งค่า

㊶ สรุป วิธีวัด Splice Loss ด้วย OTDR และอ่าน Event Table ให้ถูกต้อง

การวัด Splice Loss ด้วย OTDR เป็นวิธีสำคัญสำหรับตรวจสอบรอย Fusion Splice ในระบบ Fiber Optic ทั้งงานติดตั้ง งานตรวจรับ และงานซ่อมบำรุง

การวัดที่เหมาะสมต้องเริ่มจากตรวจความปลอดภัยของเส้นทาง ทำความสะอาด Connector ต่อ Launch Cable และ Receive Cable ตามข้อกำหนด แล้วตั้ง Wavelength, Distance Range, Pulse Width, Averaging Time และ IOR ให้ถูกต้อง

เมื่อได้ OTDR Trace ต้องเปิด Event Table เพื่อตรวจระยะทาง ประเภท Event และ Event Loss รวมถึงแยกค่าการสูญเสียเฉพาะจุดออกจาก Cumulative Loss

สำหรับการประเมิน Splice Loss ที่ต้องการลดความคลาดเคลื่อนจาก Backscatter ควรวัดทั้งสองทิศทางและหาค่า Bidirectional Average โดยต้องจับคู่รอยสไปซ์เดียวกันให้ถูกต้อง

หากเครื่องแสดง Gainer หรือ Negative Loss ไม่ควรสรุปว่ารอยสไปซ์เพิ่มกำลังแสง เพราะอาจเป็นผลจากการวัดเพียงทิศทางเดียว

กรณีที่พบ Event Loss สูง ต้องตรวจ Trace, Dead Zone, Pulse Width, การตั้งค่าและแผนผังเส้นทาง ก่อนตัดสินใจเปิด Closure เพื่อสไปซ์ใหม่

comsiam แนะนำให้ทีมช่างเก็บ OTDR Trace, Event Table และไฟล์ผลทดสอบจากทั้งสองทิศทาง พร้อมบันทึกค่า Bidirectional Splice Loss ของแต่ละจุด เพื่อให้สามารถตรวจรับงานและวิเคราะห์ปัญหาย้อนหลังได้อย่างชัดเจน

การอ่าน OTDR อย่างถูกต้องช่วยลดการสไปซ์ซ้ำโดยไม่จำเป็น ระบุตำแหน่งรอยต่อที่ผิดปกติได้แม่นยำขึ้น และเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบ Fiber Optic ในระยะยาว

ComSiam Professional Team