ComSiam Service
OS1 และ OS2 เป็นมาตรฐานสายไฟเบอร์ออฟติกแบบ Single Mode ที่พบได้บ่อยในงานอาคาร ระบบ Backbone, Data Center, Campus และการเชื่อมต่อระหว่างอาคาร โดยทั้งสองใช้ Core ขนาดเล็กประมาณ 9 µm เหมือนกัน แต่ต่างกันที่ข้อกำหนดด้าน Attenuation และสภาพแวดล้อมที่มักนำไปใช้งาน
สำหรับงานติดตั้งใหม่ comsiam แนะนำให้พิจารณา OS2 เป็นตัวเลือกหลักในหลายกรณี เพราะให้ความยืดหยุ่นด้านระยะทางและการขยายระบบได้ดีกว่า แต่การเลือกสุดท้ายยังต้องดู Jacket, Fire Rating, Indoor/Outdoor Rating และ Cable Construction ให้ตรงกับพื้นที่ใช้งานจริง
OS1 คืออะไร
OS1 คือสาย Single Mode Optical Fiber ที่ใช้กับงานภายในอาคารและ Backbone ในระบบบางประเภท
โดยทั่วไปมักพบใน Cable Construction แบบ
- Tight Buffer
- Distribution Cable
- Breakout Cable
สำหรับ Indoor Environment
จุดเด่นคือเหมาะกับงานภายในอาคารที่มีระยะไม่ไกลมาก
OS2 คืออะไร
OS2 คือ Single Mode Fiber ที่มีข้อกำหนดด้าน Attenuation ต่ำกว่าและรองรับการใช้งานระยะทางไกลได้ดีกว่า
มักใช้กับ
- Outdoor Backbone
- Inter-Building
- Campus
- Telecom
- Data Center
- Indoor/Outdoor Backbone
OS2 จึงเป็นตัวเลือกที่พบได้มากในระบบใหม่
OS1 กับ OS2 ต่างกันตรงไหน
ความต่างสำคัญอยู่ที่
- Attenuation Requirement
- Cable Construction ที่พบได้บ่อย
- ระยะทางใช้งาน
- Environment
- Upgrade Flexibility
ไม่ได้ต่างกันที่ Connector หรือขนาด Core แบบชัดเจนเหมือน Single Mode กับ Multimode
ตารางเปรียบเทียบ OS1 กับ OS2
| หัวข้อ | OS1 | OS2 |
|---|---|---|
| Fiber Type | Single Mode | Single Mode |
| Core | ประมาณ 9 µm | ประมาณ 9 µm |
| Attenuation | สูงกว่าโดยทั่วไป | ต่ำกว่า |
| ระยะทาง | เหมาะกับ Indoor ระยะไม่ไกลมาก | รองรับระยะไกลกว่า |
| Indoor | เหมาะ | เหมาะ |
| Outdoor | ไม่ใช่จุดเด่นหลัก | เหมาะมากกว่า |
| Backbone อาคาร | ใช้ได้ | เหมาะมาก |
| Inter-Building | ใช้ได้ตามระบบ | เหมาะกว่า |
| การขยายอนาคต | ดี | ยืดหยุ่นกว่า |
OS1 ใช้กับอาคารแบบไหน
เหมาะกับ
- อาคารสำนักงาน
- Server Room
- LAN Backbone
- อาคารขนาดเล็ก
- ระบบเดิมที่ติดตั้ง OS1 อยู่แล้ว
โดยเฉพาะเมื่อระยะทางทั้งหมดอยู่ในขอบเขตของระบบ
OS2 เหมาะกับอาคารแบบไหน
เหมาะกับ
- อาคารสูง
- Campus
- Data Center
- โรงงาน
- โรงพยาบาล
- โรงแรม
- อาคารหลายหลัง
- Backbone ระยะไกล
เพราะรองรับการเดินสายได้ยืดหยุ่นกว่า
ถ้าติดตั้งระบบใหม่ควรเลือก OS1 หรือ OS2
ในหลายกรณี OS2 เป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่า
โดยเฉพาะเมื่อ
- ต้องการเผื่ออนาคต
- อาจขยายไปอาคารอื่น
- มีระยะไกล
- ต้องรองรับความเร็วสูงในอนาคต
แต่ถ้าเป็นระบบ Indoor ที่มีข้อกำหนดเฉพาะ OS1 ก็ยังใช้งานได้
OS2 แพงกว่า OS1 มากไหม
ไม่จำเป็นเสมอไป
ราคาจริงขึ้นอยู่กับ
- Brand
- Core Count
- Jacket
- Fire Rating
- Connector
- Cable Construction
ในหลายตลาด ส่วนต่างอาจไม่มากเมื่อเทียบกับข้อดีด้านระยะทาง
OS1 กับ OS2 ใช้หัว Connector แบบเดียวกันได้ไหม
ได้
Connector ที่พบได้ เช่น
- LC/UPC
- SC/UPC
- SC/APC
เพราะ Connector Type ไม่ได้ถูกกำหนดจาก OS1 หรือ OS2 โดยตรง
OS1 ต่อกับ OS2 ได้ไหม
โดยทั่วไปสามารถเชื่อมต่อกันได้ เพราะทั้งคู่เป็น Single Mode
แต่ระบบโดยรวมควรพิจารณา
- Fiber Specification
- Wavelength
- Attenuation
- Link Budget
เพื่อให้ได้ Performance ตามที่ออกแบบ
OS1 กับ OS2 Fusion Splice กันได้ไหม
ได้
สามารถ Fusion Splice ได้ตามปกติ
แต่ควรตรวจ Fiber Type และตั้งเครื่องให้เหมาะสม
ถ้าระบบเป็น Backbone ใหม่ ควรใช้ Fiber Type ให้สม่ำเสมอทั้ง Link เพื่อ Maintenance ง่ายกว่า
OS1 กับ OS2 ใช้กับ 1G ได้ไหม
ได้
Single Mode ทั้งสองชนิดสามารถใช้งานกับระบบ 1 Gigabit ตาม Transceiver และระยะทางที่เหมาะสม
ใช้กับ 10G ได้ไหม
ได้เช่นกัน
แต่ต้องดู
- Transceiver
- Wavelength
- Distance
- Connector Loss
- Link Budget
ไม่ใช่ดู OS1 หรือ OS2 อย่างเดียว
ใช้กับ 40G และ 100G ได้ไหม
ได้ในระบบที่ออกแบบสำหรับ Single Mode
โดยเฉพาะ OS2 มีความเหมาะสมมากสำหรับ Backbone ความเร็วสูงระยะไกล
แต่ต้องเลือก Optical Module ให้ตรงกับมาตรฐาน
OS2 เหมาะกับ Data Center ไหม
เหมาะมาก
โดยเฉพาะ Data Center ที่ต้องการ
- ความยืดหยุ่น
- ระยะทาง
- Upgrade Speed
- Inter-Building Connection
จึงมีการใช้ OS2 มากขึ้นในระบบใหม่
Data Center ควรใช้ OS2 หรือ OM4
ขึ้นอยู่กับ Architecture
OS2
เหมาะเมื่อ
- ต้องการระยะไกล
- ต้องการ Upgrade ง่าย
- ใช้ Single Mode Optics
OM4
เหมาะเมื่อ
- ระยะสั้น
- ใช้ Short-Reach Multimode Optics
- ระบบเดิมเป็น Multimode
ควรเปรียบเทียบต้นทุนรวมทั้ง Cable และ Transceiver
Backbone อาคารควรใช้ OS2 ไหม
เหมาะมาก
โดยเฉพาะถ้าต้องเดิน
- MDF ไป IDF
- ชั้นล่างไปชั้นบน
- อาคารหนึ่งไปอีกอาคาร
OS2 ช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทางได้ดี
อาคารสูงควรเลือกแบบไหน
OS2 มักเหมาะกว่า
เพราะ Backbone อาจมีระยะรวมหลายร้อยเมตรและอาจต้องขยายระบบในอนาคต
แต่ต้องเลือก Jacket Rating ให้ตรงกับ Riser หรือ Plenum Requirement ด้วย
OS2 หมายความว่าเป็น Outdoor เสมอไหม
ไม่เสมอไป
OS2 บอก Fiber Category
ไม่ได้หมายความว่า Cable Jacket ทน Outdoor โดยอัตโนมัติ
ต้องดูเพิ่ม
- UV Resistance
- Water Blocking
- Outdoor Rating
OS1 หมายความว่าเป็น Indoor เสมอไหม
ไม่ควรสรุป 100%
แม้ OS1 มักพบใน Indoor Cable มากกว่า แต่ต้องดู Product Specification
คำว่า OS1 ไม่ได้บอก Jacket Rating ทั้งหมด
OS2 ใช้กับ LSZH ได้ไหม
ได้
มีสาย OS2 ที่ใช้ Jacket แบบ LSZH จำนวนมาก
เหมาะกับ
- อาคารสำนักงาน
- โรงพยาบาล
- Data Center
- โรงแรม
ที่ต้องการ Low Smoke และ Single Mode
OS2 ใช้กับ OFNR ได้ไหม
ได้ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นมี OFNR Rating
OS2 เป็น Optical Fiber Category
OFNR เป็น Fire/Installation Rating
จึงสามารถอยู่ในสายเส้นเดียวกันได้
OS2 ใช้กับ OFNP ได้ไหม
ได้เช่นกัน หาก Cable รุ่นนั้นผ่าน OFNP Requirement
จึงควรอ่าน Datasheet ให้ครบทุก Specification
OS2 ใช้ Outdoor แล้วเข้าตึกต่อเลยได้ไหม
ขึ้นอยู่กับ Jacket Rating
บางรุ่นเป็น Indoor/Outdoor จึงสามารถใช้ต่อได้ตามข้อกำหนด
บางรุ่นเป็น Outdoor PE Jacket ซึ่งอาจไม่เหมาะกับการเดินภายในอาคารยาว ๆ
อาจต้องเปลี่ยนผ่าน ODF หรือ Splice Box
OS2 ใช้กับ ADSS ได้ไหม
ได้ และพบได้มาก
ADSS มักใช้ Single Mode Fiber สำหรับ Backbone Outdoor
OS2 จึงเหมาะกับงาน
- เสาไปเสา
- Campus
- Utility
- โรงงาน
OS2 ใช้กับ Direct Burial ได้ไหม
ได้ถ้า Cable Construction รองรับ Direct Burial
ต้องมี
- Water Blocking
- Mechanical Protection
- Jacket ที่เหมาะสม
OS2 เพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ฝังดินได้
OS2 ใช้กับ Duct Fiber ได้ไหม
ได้ และนิยมมาก
เหมาะกับ Underground Backbone ระหว่างอาคาร
โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการระยะไกลและ Upgrade ในอนาคต
OS1 ใช้กับ Tight Buffer ได้ไหม
ได้ และพบมาก
เหมาะกับ Indoor Distribution Cable
เพราะ Tight Buffer ทำให้ Terminate และจัดการง่าย
OS2 ใช้กับ Tight Buffer ได้ไหม
ได้เช่นกัน
OS2 ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็น Loose Tube เท่านั้น
มีทั้ง
- Tight Buffer OS2
- Loose Tube OS2
ตามผลิตภัณฑ์
OS2 กับ G.652D เหมือนกันไหม
ไม่ควรใช้แทนกันตรง ๆ
OS2 เป็น Cable/Fiber Category ในระบบมาตรฐานหนึ่ง
G.652D เป็น Recommendation สำหรับ Single Mode Fiber Characteristics
Cable OS2 จำนวนมากใช้ Fiber G.652D แต่ควรตรวจ Datasheet ของรุ่นจริง
OS2 ใช้ G.657A1 ได้ไหม
มีสาย Single Mode ที่ใช้ G.657A1 และสามารถออกแบบให้ตรงกับ Application ของ OS2 ได้
G.657A1 มีข้อดีเรื่อง Bend Insensitivity
เหมาะกับพื้นที่ที่มีมุมโค้งมากขึ้น
G.652D กับ G.657A1 เลือกอะไรในอาคาร
ถ้าเป็น Backbone ที่มุมไม่มาก G.652D ใช้งานได้ดี
ถ้า Route มี
- ตู้แน่น
- ODF ขนาดเล็ก
- มุมมาก
G.657A1 อาจช่วยลด Bend Loss
จำนวน Core เลือกอย่างไร
ขึ้นอยู่กับ
- จำนวนชั้น
- จำนวน Switch
- จำนวนอาคาร
- Backup
- Expansion
ตัวอย่างที่พบได้ เช่น
- 6 Core
- 12 Core
- 24 Core
- 48 Core
- 96 Core
อาคาร 5 ชั้นควรใช้กี่ Core
ถ้าใช้ Duplex Link ชั้นละ 2 Core
ขั้นต่ำอาจใช้ 10 Core
แต่ในทางปฏิบัติ 12 หรือ 24 Core อาจคุ้มกว่าเพื่อเผื่อ
- Spare
- CCTV
- Access Control
- ระบบใหม่
ในอนาคต
OS2 เหมาะกับ CCTV Backbone ไหม
เหมาะมาก
โดยเฉพาะงานที่ต้องเชื่อม
- อาคาร
- กล้องระยะไกล
- Security Zone
- Control Room
Single Mode รองรับระยะทางได้ดี
OS2 เหมาะกับ Wi-Fi Backbone ไหม
เหมาะ
สามารถใช้เชื่อม Distribution Switch หรือ Access Switch ระหว่างชั้นและอาคาร
ช่วยลดข้อจำกัดระยะ 100 เมตรของ Ethernet ทองแดง
OS2 เหมาะกับโรงงานไหม
เหมาะมาก
โดยเฉพาะพื้นที่ที่มี
- EMI
- ระยะไกล
- หลายอาคาร
- CCTV
- Automation
Fiber ช่วยแยกปัญหาทางไฟฟ้าและรองรับ Backbone ได้ดี
OS2 ใช้กับ SFP อะไร
ต้องใช้ Single Mode Optical Module ที่ตรงกับระบบ
เช่น
- 1G LX
- 10G LR
หรือมาตรฐานอื่นตาม Speed/Distance
ไม่ควรเลือก SFP จากคำว่า Single Mode อย่างเดียวโดยไม่ตรวจ Wavelength และระยะทาง
OS2 ใช้กับ BiDi ได้ไหม
ได้ หาก Transceiver BiDi ถูกออกแบบสำหรับ Single Mode และ Wavelength ตรงกันเป็นคู่
มีประโยชน์เมื่อใช้ Fiber เพียง 1 Core ต่อ Link
OS2 ใช้กับ CWDM/DWDM ได้ไหม
Single Mode Fiber เหมาะกับระบบ WDM หลายประเภท
แต่ต้องตรวจ Fiber Characteristics และระบบ Optical Budget ให้ตรงกับงาน
OS1 เหมาะกับระบบ WDM ไหม
ขึ้นอยู่กับระบบและระยะทาง
สำหรับงาน WDM ระยะไกล OS2 มักเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่า
OS1 กับ OS2 สีสายต่างกันไหม
ทั้งสองมักใช้ Jacket สีเหลืองในสาย Single Mode
ดังนั้นดูสีอย่างเดียวแยกไม่ได้
ต้องอ่าน
- OS1
- OS2
บน Jacket หรือ Datasheet
ทำไมดูสีไม่ได้
เพราะสีเหลืองเป็น Color Convention ของ Single Mode โดยรวม
ไม่ได้บอกว่าเป็น OS1 หรือ OS2
นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องตรวจ Part Number
OS2 Patch Cord มีสีอะไร
มักพบสีเหลือง
แต่ Connector อาจมีสีต่างกัน เช่น
- Blue สำหรับ UPC
- Green สำหรับ APC
Jacket Color กับ Connector Polish เป็นคนละเรื่อง
OS2 ใช้ SC/APC ได้ไหม
ได้
พบมากใน Telecom และ FTTH
แต่ต้องให้ Connector ทั้งสองฝั่งตรงกัน
OS2 ใช้ LC/UPC ได้ไหม
ได้ และพบมากใน
- Data Center
- Switch
- SFP
โดยเฉพาะ Enterprise Backbone
APC กับ UPC เลือกอย่างไร
ขึ้นอยู่กับ Application
APC มีข้อดีด้าน Reflection ต่ำ
UPC พบมากใน Data Network
ไม่ควรเสียบ APC กับ UPC เข้าหากันโดยตรง
OS1 และ OS2 Fusion Splice ต้องใช้อะไร
ขั้นตอนเหมือน Single Mode ทั่วไป
- เปิด Cable
- Strip Fiber
- Clean
- Cleave
- Fusion Splice
- Protection Sleeve
- จัดลง Tray
- Test
ถ้าต้องทำ Backbone อาคารหรือเชื่อมระหว่างอาคาร สามารถศึกษารายละเอียด บริการสไปซ์สายไฟเบอร์ออฟติก เพิ่มเติมได้
Fusion Splice OS1 กับ OS2 Loss สูงไหม
ถ้า Fiber Compatible และทำงานถูกต้อง Loss สามารถต่ำได้มาก
สิ่งสำคัญคือ
- Fiber Cleanliness
- Cleave Quality
- Alignment
- Fusion Program
ต้องตรวจ OTDR ไหม
ควรสำหรับ Backbone
OTDR ช่วยตรวจ
- Cable Length
- Splice Loss
- Connector Loss
- Bend
- Fiber Break
และควรเก็บผลไว้เป็น Baseline
Power Meter ยังจำเป็นไหม
ควร
เพราะ Power Meter + Light Source ใช้ตรวจ End-to-End Insertion Loss
ส่วน OTDR ใช้ดู Event ตามระยะ
ทั้งสองมีหน้าที่ต่างกัน
OS2 รองรับระยะกี่กิโลเมตร
ระยะจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ OS2 เพียงอย่างเดียว
ต้องดู
- Transceiver
- Wavelength
- Optical Budget
- Splice Loss
- Connector Loss
Single Mode สามารถรองรับตั้งแต่ไม่กี่กิโลเมตรไปจนถึงระยะไกลมากตามระบบ Optical ที่ใช้
ทำไมไม่ควรระบุระยะจาก Cable อย่างเดียว
เพราะ Cable ไม่ได้เป็นตัวกำหนด Reach ทั้งหมด
ตัวจำกัดสำคัญคือ Optical Transceiver และ Link Budget
เช่น SFP คนละรุ่นสามารถรองรับระยะต่างกันมากบนสาย OS2 เดียวกัน
OS2 รองรับอนาคตดีกว่า OS1 ไหม
โดยทั่วไปใช่ในแง่ระยะทางและการใช้งาน Backbone
จึงเหมาะกับงานที่ต้องการอายุระบบยาว
โดยเฉพาะเมื่อค่าแรงเดิน Fiber ใหม่สูงกว่าค่าสายอย่างมาก
ควรเปลี่ยน OS1 เดิมเป็น OS2 ไหม
ไม่จำเป็นถ้าระบบเดิม
- ใช้งานได้ดี
- ระยะเพียงพอ
- รองรับ Speed ที่ต้องการ
แต่ถ้ากำลังปรับปรุง Backbone และต้องเดิน Cable ใหม่อยู่แล้ว OS2 น่าสนใจมากกว่า
ก่อนซื้อ OS1 หรือ OS2 ต้องตรวจอะไร
ควรตรวจอย่างน้อย
- OS1 หรือ OS2
- Fiber Standard
- Core Count
- Indoor/Outdoor Rating
- LSZH/OFNR/OFNP Requirement
- Cable Construction
- Bend Radius
- Attenuation
- Connector Type
- Transceiver Compatibility
- Distance
- Expansion Plan
จุดผิดพลาดที่พบบ่อย
เห็นสายสีเหลืองแล้วคิดว่า OS2
อาจเป็น OS1
คิดว่า OS2 เป็น Outdoor ทุกเส้น
ต้องดู Jacket Rating
เลือก OS1 เพราะราคาถูกกว่าเล็กน้อยโดยไม่คิดถึงอนาคต
อาจต้องเปลี่ยน Backbone ภายหลัง
เลือก Fiber ถูกแต่ Fire Rating ผิด
อาคารอาจไม่ผ่าน Requirement
ไม่ตรวจ SFP
ทำให้ Link ใช้งานไม่ได้แม้ Fiber ถูกต้อง
OS1 หรือ OS2 แบบไหนเหมาะกับอาคารมากกว่า
ถ้าเป็นระบบใหม่และไม่มีข้อจำกัดพิเศษ OS2 มักเป็นตัวเลือกที่ยืดหยุ่นกว่า
โดยเฉพาะ
- อาคารสูง
- Backbone
- Data Center
- Campus
- Inter-Building
- โรงงาน
OS1 ยังเหมาะกับระบบ Indoor บางประเภทและระบบเดิม
สรุป OS1 กับ OS2 ต่างกันอย่างไร
OS1 และ OS2 เป็น Single Mode Fiber ทั้งคู่ แต่ OS2 มีข้อได้เปรียบด้าน Attenuation และการรองรับ Backbone ระยะไกลกว่า
จำง่าย ๆ ว่า
OS1 = เหมาะกับ Indoor Single Mode ในระบบบางประเภท
OS2 = เหมาะกับ Backbone และระยะไกลกว่า
สำหรับอาคารใหม่ OS2 มักเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะเผื่อการขยายระบบได้ดี
แต่ต้องไม่ลืมว่า OS2 บอกเพียงประเภท Optical Fiber/Cable ไม่ได้แทน
- LSZH
- Riser
- Plenum
- Outdoor
- Direct Burial
ดังนั้นต้องเลือก Rating อื่นประกอบด้วย
หลักของ comsiam คือ Backbone อาคารควรเลือก Fiber จากอายุระบบ 10 ปีขึ้นไป ไม่ใช่เลือกให้เพียงพอกับ Switch ที่ใช้อยู่วันนี้ เพราะต้นทุนการเดินสายใหม่มักสูงกว่าส่วนต่างของ Fiber ที่เผื่อความสามารถไว้ตั้งแต่ต้น






