Fiber Stripper 3 รูใช้ยังไง? วิธีปอกสายไฟเบอร์ 2–3 มม., 900 µm และ 250 µm ทีละขั้นตอน ไม่ให้เส้นแก้วขาด

Fiber Stripper 3 รู ใช้ยังไง? คีมปอกสายไฟเบอร์ออปติกแบบ 3 รูใช้สำหรับลอกชั้นป้องกันเส้นใยแก้วนำแสงทีละระดับ ได้แก่ ชั้น Jacket ขนาดประมาณ 2–3 มม., ชั้น Tight Buffer ขนาด 900 µm และชั้น Coating ขนาด 250 µm เพื่อให้เหลือ Bare Fiber ที่มี Cladding Diameter 125 µm สำหรับนำไปทำความสะอาด ตัดด้วย Fiber Cleaver และเชื่อมด้วยเครื่อง Fusion Splicer

สำหรับคีมปอกแบบ 3 รูที่รองรับงานดังกล่าว เช่น Ripley Miller FO 103-T-250-J หรือเครื่องมือที่มีโครงสร้างเทียบเคียงกัน จะมีหน้าที่หลักดังนี้

  • รูใหญ่: ปอก Jacket เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2–3 มม. เพื่อเข้าถึงชั้น Buffer ภายใน
  • รูกลาง: ปอก Tight Buffer 900 µm เพื่อให้เหลือชั้น Coating 250 µm
  • รูเล็ก: ปอก Coating 250 µm เพื่อให้เหลือ Bare Fiber 125 µm

ข้อสำคัญ: ตัวเลข 2–3 มม., 900 µm และ 250 µm หมายถึงขนาดชั้นสายหรือเส้นใยที่กำลังเตรียม ไม่ได้หมายความว่าทุกรูมีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับตัวเลขที่พิมพ์บนด้ามคีม และไม่ใช่สายทุกชนิดที่มีทั้งสามชั้นตามลำดับนี้

ตัวอย่างเช่น สาย FTTH Drop Cable แบบแบนอาจมีโครงสร้าง Jacket และ Strength Member ที่ต้องใช้เครื่องมือปอกเปลือกเฉพาะก่อนถึง Fiber ขณะที่สาย Loose Tube อาจมีเส้นใย Coating 250 µm อยู่ใน Tube โดยไม่มี Tight Buffer 900 µm จึงไม่จำเป็นต้องใช้รูกลางเสมอไป

หากเลือกผิดรูหรือใช้แรงมากเกินไป อาจทำให้เส้นใยแก้วเป็นรอย เกิด Microcrack หรือหักระหว่างปอก และถึงแม้จะยังไม่ขาดทันที รอยเสียหายก็อาจลดความแข็งแรงของเส้นใยได้

บทความนี้ comsiam จะอธิบายการทำงานของ Fiber Stripper 3 รู วิธีเลือกช่องปอกที่ถูกต้อง ขั้นตอนปอกแต่ละชั้น ปัญหาปอกแล้ว Fiber ขาด วิธีทำความสะอาดคีม และวิธีตรวจความพร้อมก่อนทำ Fusion Splicing

① Fiber Stripper 3 รูคืออะไร?

Fiber Stripper 3 รู หรือ Three-Hole Fiber Optic Stripper เป็นเครื่องมือสำหรับถอดชั้นป้องกันของเส้นใยแก้วนำแสง

ลักษณะทั่วไปคล้ายคีม มีใบตัดที่ออกแบบให้เหลือช่องสำหรับชั้นสายหรือเส้นใยตามขนาดที่ระบุ

เครื่องมือประเภทนี้ต่างจากคีมปอกสายไฟทั่วไป เพราะเส้นใยแก้วมีขนาดเล็กและไวต่อแรงกดกับรอยขีดข่วน

หน้าที่หลักคือถอดวัสดุป้องกันออกโดยไม่ทำให้ชั้นแก้วเสียหาย

② Fiber Stripper 3 รูประกอบด้วยส่วนอะไรบ้าง?

ส่วนประกอบทั่วไป ได้แก่

  1. ด้ามจับ
  2. รูปอก Jacket
  3. รูปอก 900 µm Buffer
  4. รูปอก 250 µm Coating
  5. ใบมีดหรือขอบปอกที่มีรูปทรงเฉพาะ
  6. สปริงเปิดคีม
  7. จุดหมุนคีม
  8. ระบบล็อกคีมเมื่อไม่ได้ใช้งานในบางรุ่น
  9. เครื่องหมายแสดงขนาดหรือหน้าที่ของรู

ชื่อและตำแหน่งชิ้นส่วนต่างกันตามยี่ห้อ

ควรตรวจว่าคีมที่ใช้อยู่เป็นแบบ 3 รูสำหรับ Fiber จริง ไม่ใช่คีมปอกสายทองแดงหรือสายโทรศัพท์

③ ตารางการใช้งาน Fiber Stripper ทั้ง 3 รู

รูปอกชั้นที่ต้องการถอดชั้นที่ควรเหลือ
รูใหญ่Jacket 2–3 มม.ชั้นภายในตามโครงสร้างสาย
รูกลางTight Buffer 900 µmCoating 250 µm
รูเล็กCoating 250 µmBare Fiber 125 µm

ตารางนี้ใช้กับคีม 3 รูที่ออกแบบมาเพื่อกระบวนการดังกล่าว

คีมบางรุ่นอาจรองรับช่วง Jacket ต่างออกไป เช่น 1.6–3 มม. จึงต้องอ่านสเปกเฉพาะรุ่นเสมอ

④ 2–3 มม., 900 µm, 250 µm และ 125 µm ต่างกันอย่างไร?

ตัวเลขเหล่านี้ระบุขนาดของส่วนต่าง ๆ ของสายหรือเส้นใย

2–3 มม.

ขนาดภายนอกของ Jacket ในสายบางประเภท เช่น สาย Patch Cord หรือ Buffered Fiber ที่รองรับ

900 µm

ขนาดของ Tight Buffer ที่หุ้มชั้นเส้นใยด้านใน

250 µm

ขนาดของชั้น Coating ที่หุ้มเส้นใยแก้วในโครงสร้างที่ใช้กันแพร่หลาย

125 µm

ขนาด Cladding ของเส้นใยแก้วนำแสงสื่อสารทั่วไป

เมื่อปอก Coating 250 µm ออกแล้ว สิ่งที่เหลือคือแก้ว Cladding ขนาดประมาณ 125 µm ไม่ใช่การปอก Core ออก

⑤ Core กับ Cladding ต่างกันอย่างไร?

Core เป็นส่วนของเส้นใยที่เกี่ยวข้องกับการนำแสง

Cladding เป็นแก้วส่วนที่ล้อมรอบ Core และมีคุณสมบัติทางแสงร่วมกันในกระบวนการนำแสง

Coating เป็นชั้นเคลือบป้องกันทางกล

สิ่งที่ต้องจำ

  • Fiber Stripper ถอด Jacket, Buffer หรือ Coating ตามชนิดเครื่อง
  • ไม่ได้ออกแบบให้ปอก Cladding ออก
  • Bare Fiber สำหรับงานสไปซ์ยังมีทั้ง Core และ Cladding
  • หากชั้นแก้วได้รับรอยขีดข่วน ต้องตัดช่วงเสียหายทิ้งและเตรียมใหม่

การเข้าใจโครงสร้างช่วยลดการเลือกผิดรู

⑥ วิธีตรวจว่าสาย Fiber ที่ถืออยู่เป็นขนาดอะไร?

ก่อนปอกต้องดูโครงสร้างสายจากข้อมูลผลิตภัณฑ์หรือการตรวจด้วยวิธีที่เหมาะสม

ตัวอย่างสายที่พบ ได้แก่

  • สาย Patch Cord 2 มม.
  • สาย Patch Cord 3 มม.
  • สาย Tight Buffer 900 µm
  • Fiber Coating 250 µm
  • สาย Loose Tube
  • สาย FTTH Drop Cable แบบแบน
  • สาย Ribbon Fiber

ไม่ควรใช้รูใหญ่กับ Drop Cable แบบแบนเพียงเพราะมีขนาดด้านหนึ่งใกล้ 2–3 มม.

ควรเลือกเครื่องมือที่รองรับรูปทรงและชั้นวัสดุจริงของสาย

⑦ ควรปอกจากรูไหนก่อน?

หากเป็นสายที่มีโครงสร้าง Jacket 2–3 มม. → Tight Buffer 900 µm → Coating 250 µm → Bare Fiber 125 µm ให้ปอกจากชั้นนอกเข้าใน

ลำดับคือ

รูใหญ่ → รูกลาง → รูเล็ก

แต่หากเส้นใยที่กำลังเตรียมเป็น Fiber 250 µm อยู่แล้ว ก็ใช้เฉพาะรูเล็กเพื่อถอด Coating

หากเป็น Tight Buffer 900 µm อาจเริ่มจากรูกลาง

การใช้ทุกช่องไม่ใช่ข้อบังคับ ต้องเลือกเฉพาะชั้นที่มีอยู่จริง

⑧ วิธีปอกสาย Jacket 2–3 มม. ด้วยรูใหญ่

รูใหญ่ใช้กับ Jacket ของสายที่เครื่องมือออกแบบให้รองรับ

ขั้นตอนที่ 1

ตรวจสเปกของสายและคีม

ขั้นตอนที่ 2

กำหนดความยาว Jacket ที่ต้องการถอด

ขั้นตอนที่ 3

จัดปลายสายให้อยู่ตรงช่องปอก

ขั้นตอนที่ 4

ปิดด้ามคีมด้วยแรงตามปกติ ไม่บีบหรือบิดเกินขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 5

ดึง Jacket ออกตามแนวสายด้วยวิธีที่ผู้ผลิตกำหนด

ขั้นตอนที่ 6

ตรวจชั้น Buffer ที่เหลือ

ขั้นตอนที่ 7

ตรวจว่าไม่มีชั้นภายในเสียหาย

ขั้นตอนที่ 8

นำไปปอกขั้นถัดไปตามโครงสร้างสาย

หากสายมี Strength Member หรือ Aramid Yarn ต้องจัดการด้วยเครื่องมือเฉพาะ ไม่ใช้รูของ Fiber Stripper ตัด Kevlar

⑨ วิธีปอก Tight Buffer 900 µm ด้วยรูกลาง

Tight Buffer เป็นชั้นป้องกันที่อยู่ด้านนอก Coating ในสายบางประเภท

ขั้นตอนที่ 1

ตรวจว่า Fiber มีชั้น Tight Buffer 900 µm จริง

ขั้นตอนที่ 2

กำหนดความยาวที่ต้องปอก

ขั้นตอนที่ 3

วางส่วน 900 µm ในรูกลางที่ตรงรุ่น

ขั้นตอนที่ 4

บีบด้ามตามแรงที่เครื่องมือออกแบบ

ขั้นตอนที่ 5

ดึง Buffer ออกตามแนวเส้นใยอย่างนุ่มนวล

ขั้นตอนที่ 6

หากพบแรงต้านสูง ให้หยุดและตรวจ ไม่กระชาก

ขั้นตอนที่ 7

ตรวจว่าชั้น Coating 250 µm ยังคงสมบูรณ์

ขั้นตอนที่ 8

เตรียมปอก Coating ขั้นต่อไปเมื่อจำเป็น

หาก Buffer ติดแน่นมาก อย่าฝืนดึงยาวครั้งเดียวจนเส้นใยหัก ควรตรวจวิธีปอกที่ผู้ผลิตสายกำหนด

⑩ วิธีปอก Coating 250 µm ให้เหลือ Bare Fiber 125 µm

ขั้นตอนนี้สำคัญมากสำหรับงาน Fusion Splicing

ขั้นตอนที่ 1

ตรวจว่าคีมมีรูสำหรับ 250 µm Coating to 125 µm Glass

ขั้นตอนที่ 2

กำหนด Strip Length ตาม Fusion Splicer และ Cleaver

ขั้นตอนที่ 3

ตรวจใบมีดและช่องปอกว่าสะอาด

ขั้นตอนที่ 4

วาง Coated Fiber ลงในรูเล็ก

ขั้นตอนที่ 5

บีบด้ามคีมตามวิธีที่ผู้ผลิตกำหนด

ขั้นตอนที่ 6

ดึง Coating ออกเป็นแนวตรงและนุ่มนวล

ขั้นตอนที่ 7

หลีกเลี่ยงการบิดหรือดัด Bare Fiber

ขั้นตอนที่ 8

หากปอกไม่ออก ให้หยุดตรวจแทนการเพิ่มแรง

ขั้นตอนที่ 9

ตรวจ Bare Fiber ที่เหลือ

ขั้นตอนที่ 10

ทำความสะอาดเส้นใยด้วยวัสดุไร้ขุยและน้ำยาที่รองรับ

ขั้นตอนที่ 11

นำไป Cleave ตามระยะที่กำหนด

ขั้นตอนที่ 12

นำไป Fusion Splicing โดยไม่ให้ปลาย Fiber สัมผัสสิ่งสกปรก

ข้อสำคัญ: ถ้าเห็นรอยบนแก้วหรือเส้นใยเกิดการหักผิดปกติ ไม่ควรนำช่วงที่สงสัยว่าเสียหายไปใช้งานต่อ

⑪ ปอก Fiber ต้องใช้แรงมากไหม?

ไม่ควรใช้แรงมากเกินกว่าที่เครื่องมือและชั้นสายต้องการ

คีมปอก Fiber ถูกออกแบบให้ขอบใบมีดสัมผัสชั้นวัสดุที่ต้องถอด โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสแก้ว

หากต้องกระชากแรงมาก อาจหมายถึง

  1. ใช้ผิดรู
  2. ชั้นวัสดุไม่ตรงขนาด
  3. มีคราบติดช่องปอก
  4. ใบมีดเสียหาย
  5. โครงสร้างสายไม่รองรับ
  6. ปอกช่วงยาวเกินวิธีที่กำหนด
  7. ชั้น Coating หรือ Buffer ยึดติดแน่นผิดปกติ

ควรหยุดและตรวจ ไม่เพิ่มแรงจนเส้นใยขาด

⑫ Strip Length คืออะไร?

Strip Length คือความยาวช่วงเส้นใยที่ถอด Coating หรือชั้นป้องกันออก

ต้องไม่สับสนกับ Cleave Length

Strip Length คือระยะที่ปอกออก

Cleave Length คือระยะที่เหลือหลังใช้ Cleaver ตัดตามจุดอ้างอิง

ตัวอย่างเช่น ผู้ปฏิบัติงานอาจต้องปอกให้ยาวพอสำหรับทำความสะอาดและตัด แล้วใช้ Cleaver ตัดตามระยะที่ Fusion Splicer กำหนด

ไม่มีค่า Strip Length เดียวสำหรับเครื่องทุกยี่ห้อ

⑬ ปอก Fiber กี่มิลลิเมตรก่อน Fusion Splicing?

ขึ้นอยู่กับรุ่นเครื่อง Fusion Splicer, Fiber Holder และวิธีเตรียมสาย

ก่อนปอกควรตรวจ

  • ความยาวที่ Splicer ต้องการ
  • Cleave Length ของ Cleaver
  • ตำแหน่งจับ Fiber
  • จุดอ้างอิงของ Holder
  • ข้อกำหนด Sleeve และ Tray
  • ชนิด Fiber และ Coating

การปอกสั้นเกินอาจทำให้ไม่มีระยะเพียงพอสำหรับ Cleave

ส่วนการปอกยาวเกินโดยไม่จำเป็นเพิ่มความเสี่ยงที่ Bare Fiber จะถูกสัมผัสหรือเสียหาย

⑭ ทำไมปอก Fiber แล้วเส้นแก้วขาด?

สาเหตุที่พบได้ ได้แก่

  1. ใช้ผิดรู
  2. ปอกด้วยแรงมาก
  3. ดึงเอียง
  4. บิดเส้นใยระหว่างดึง
  5. คีมมีรอยบิ่น
  6. ช่องปอกสกปรก
  7. Coating ติดแน่น
  8. Fiber มีรอยเสียหายก่อนปอก
  9. ปอกช่วงยาวเกินวิธีที่เครื่องมือหรือสายรองรับ
  10. สายด้านนอกถูกดึงตึง
  11. เครื่องมือผิดขนาด
  12. ผู้ใช้บีบแล้วโยกคีมขณะดึง

หากเส้นแก้วขาดซ้ำ ควรหยุดตรวจคีม ไม่ควรทำซ้ำกับสายงานจริงไปเรื่อย ๆ

⑮ ตารางอาการปอกสาย Fiber ไม่ออก พร้อมวิธีแก้

อาการสาเหตุที่ควรสงสัยวิธีแก้
Jacket ปอกไม่ออกผิดขนาดหรือผิดเครื่องมือตรวจสเปก
Buffer 900 µm ดึงยากTight Buffer ยึดติดแน่นตรวจวิธีปอกตามผู้ผลิต
Coating 250 µm ไม่หลุดช่องปอกผิดหรือมีคราบตรวจรูและความสะอาด
Fiber หักทันทีใช้แรงมากหรือคีมเสียหยุดและตรวจเครื่องมือ
Fiber มีรอยขอบปอกไม่เหมาะเปลี่ยนหรือส่งตรวจคีม
ปอกแล้วมีคราบCoating ตกค้างทำความสะอาดอย่างเหมาะสม
Fiber เลื่อนจับสายไม่มั่นคงจัดแนวและลดแรงดึง
ปอกได้บางครั้งสภาพรูหรือวิธีจับไม่สม่ำเสมอทดสอบด้วยเส้นใยใหม่
เส้นใยงอหลังปอกดึงเอียงหรือมีแรงตึงปรับแนวการดึง
Fusion Splicer ขึ้น Errorปลาย Fiber ไม่สมบูรณ์ตรวจ Stripper และ Cleaver

⑯ วิธีจับ Fiber Stripper ให้ถูกต้อง

การจับคีมมีผลต่อทิศทางและแรงที่ใช้

หลักการ

  1. จับด้ามคีมให้มั่นคง
  2. เลือกรูตามชั้นที่ต้องถอด
  3. รองรับสายส่วนที่เหลืออย่างเหมาะสม
  4. ให้เส้นใยอยู่ตรงแนวช่องปอก
  5. บีบด้ามโดยไม่บิดคีม
  6. ดึงชั้นวัสดุออกตามแกนของเส้นใย
  7. หลีกเลี่ยงแรงกระชาก
  8. ตรวจเส้นใยหลังปอกทุกครั้ง

โดยเฉพาะขั้นตอน 250 µm → 125 µm ต้องระวังมาก เพราะเส้นใยแก้วที่เหลือมีขนาดเล็กและเปราะบาง

⑰ ปอกสาย 900 µm ครั้งเดียวยาว ๆ ได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับวัสดุ Buffer และคำแนะนำของผู้ผลิตสายกับเครื่องมือ

บางสายปอกช่วงยาวได้ง่าย แต่บางสายมีแรงยึดเกาะสูง

การดึงช่วงยาวมากในครั้งเดียวอาจเพิ่มแรงที่ส่งถึงเส้นใย

แนวทางที่ควรทำ

  • ตรวจ Strip Length ที่ต้องการ
  • ตรวจว่าเครื่องมือรองรับระยะดังกล่าว
  • ทดลองกับเศษสายก่อน
  • หากแรงต้านมาก ให้ใช้วิธีแบ่งช่วงเมื่อผู้ผลิตรองรับ
  • ห้ามบิดหรือกระชาก
  • ตรวจ Coating หลังถอด Buffer

อย่าใช้วิธีแบ่งช่วงโดยคาดเดากับสายที่ต้องมีขั้นตอนปอกเฉพาะ

⑱ สาย Loose Tube ใช้คีม 3 รูอย่างไร?

สาย Loose Tube มีโครงสร้างที่ต่างจากสาย Tight Buffer

ภายใน Loose Tube อาจมี Fiber Coating 250 µm อยู่โดยตรง รวมถึง Gel หรือวัสดุป้องกันตามโครงสร้าง

ลำดับโดยทั่วไป

  1. เปิด Jacket ชั้นนอกด้วยเครื่องมือสำหรับสายชนิดนั้น
  2. จัดการ Strength Member
  3. เปิด Loose Tube ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม
  4. ทำความสะอาด Gel เมื่อมี
  5. แยก Fiber ที่ต้องสไปซ์
  6. ใช้รูเล็กของ Fiber Stripper เพื่อถอด Coating 250 µm
  7. ทำความสะอาด Bare Fiber
  8. Cleave และ Fusion Splicing

ไม่จำเป็นต้องใช้รูปอก 900 µm หากสายไม่มี Tight Buffer ชั้นนี้

⑲ สาย FTTH Drop Cable ใช้ Fiber Stripper 3 รูได้ไหม?

ใช้ได้กับชั้นเส้นใยที่เครื่องมือรองรับ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ปอก Jacket ภายนอกทุกชนิด

สาย FTTH Drop Cable แบบแบนอาจมี

  • Jacket รูปทรงแบน
  • Strength Member
  • Fiber Coating 250 µm
  • โครงสร้างอื่นตามรุ่น

วิธีเตรียม

  1. ใช้ Drop Cable Stripper ที่รองรับรูปร่างสาย
  2. แยก Strength Member โดยไม่กระทบ Fiber
  3. ตรวจขนาด Coating ที่เหลือ
  4. ใช้รูปอก 250 µm หากตรงกับเส้นใย
  5. ทำความสะอาด Bare Fiber
  6. Cleave และ Splice

ห้ามใช้รู 2–3 มม. ของคีม 3 รูดึง Jacket แบบแบนโดยไม่มีข้อมูลรองรับ

⑳ สาย Patch Cord 2 มม. และ 3 มม. ปอกอย่างไร?

สำหรับสายที่มีโครงสร้างรองรับคีมปอก Jacket 2–3 มม.

ขั้นตอน

  1. ตรวจเส้นผ่านศูนย์กลาง Jacket
  2. ตรวจชนิด Strength Member
  3. กำหนดความยาวที่ต้องเปิดสาย
  4. วาง Jacket ในรูที่ตรงสเปก
  5. ปอกตามวิธีเครื่องมือ
  6. จัดการ Aramid Yarn ด้วยเครื่องมือเฉพาะ
  7. ตรวจ Buffer หรือ Coating ชั้นใน
  8. ใช้รูกลางหรือรูเล็กตามโครงสร้าง
  9. ทำความสะอาด Fiber
  10. เตรียมปลายสำหรับการเชื่อมต่อ

สาย Patch Cord สำเร็จรูปบางประเภทมีโครงสร้างที่ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะเมื่อซ่อมหรือเข้าหัว จึงควรตรวจความเหมาะสมก่อนตัดหรือปอก

㉑ ใช้คีม 3 รูปอก Kevlar ได้ไหม?

ไม่ควรใช้รูปอกของ Fiber Stripper สำหรับตัดหรือปอก Aramid Yarn หรือ Kevlar

คีม Fiber Stripper ถูกออกแบบสำหรับชั้น Jacket, Buffer และ Coating ที่ระบุ

Aramid Yarn เป็นวัสดุเสริมแรงของสายบางประเภท

ควรใช้กรรไกรสำหรับตัด Aramid Yarn โดยเฉพาะ

การนำเส้นใยเสริมแรงเข้าไปรูปอกที่ไม่ได้รองรับอาจทำให้ขอบเครื่องมือเสียหายและส่งผลต่อการปอก Fiber ภายหลัง

㉒ Fiber Stripper 3 รูกับ Fiber Stripper 2 รูต่างกันอย่างไร?

หัวข้อแบบ 3 รูแบบ 2 รู
จำนวนขั้นตอนที่รองรับสามระดับตามรุ่นสองระดับตามรุ่น
รู Jacket 2–3 มม.มีในรุ่นที่ออกแบบไว้บางรุ่นมี บางรุ่นไม่มี
รู 900 µmมีในรุ่นทั่วไปที่กล่าวถึงบางรุ่นมี
รู 250 µmมีพบได้ในหลายรุ่น
ความเหมาะสมงานหลายชั้นงานที่ใช้ชั้นเฉพาะ
สิ่งที่ต้องตรวจขนาดและหน้าที่แต่ละรูขนาดและหน้าที่แต่ละรู

จำนวนรูมากกว่าไม่ได้หมายความว่าคีมเหมาะกับทุกชนิดสาย

ต้องดูว่าเครื่องมือนั้นรองรับโครงสร้างที่ใช้งานจริงหรือไม่

㉓ ใช้คีมปอกสายไฟทั่วไปแทนได้ไหม?

ไม่แนะนำสำหรับการถอด Coating 250 µm จากเส้นใยแก้ว

คีมปอกสายไฟฟ้าทั่วไปออกแบบสำหรับตัวนำโลหะและฉนวนคนละประเภท

การใช้กับเส้นใยแก้วอาจทำให้

  • แก้วเป็นรอย
  • Fiber ขาด
  • Coating ฉีกไม่สม่ำเสมอ
  • เกิด Microcrack
  • ลดความแข็งแรงของเส้นใย

ควรใช้ Fiber Optic Stripper ที่ระบุการรองรับ 250 µm to 125 µm อย่างชัดเจน

㉔ ทำไม Fiber Stripper ปอกแล้ว Coating ยังติด?

Coating ตกค้างอาจเกิดจาก

  1. ใช้ผิดช่อง
  2. ขอบปอกสึก
  3. มีคราบสะสม
  4. ขนาดเส้นใยไม่ตรงสเปก
  5. ปิดคีมไม่ถูกต้อง
  6. วิธีดึงไม่เหมาะ
  7. วัสดุ Coating แตกต่างจากที่เครื่องมือรองรับ

วิธีแก้

ตรวจรุ่น Stripper และชนิดเส้นใย

ทำความสะอาดช่องปอกตามคู่มือ แล้วทดลองกับ Fiber ใหม่

ไม่ควรใช้เล็บหรือของแข็งขูด Coating ที่ติดอยู่บน Bare Fiber เพราะอาจทำให้แก้วเสียหาย

㉕ ปอกแล้ว Bare Fiber มีรอยต้องทำอย่างไร?

หากตรวจพบรอยขีดข่วน รอยแตก หรือความเสียหายบน Bare Fiber ควรตัดช่วงดังกล่าวออกและเตรียมปลายใหม่ตามขั้นตอน

เหตุผลคือรอยบนผิวแก้วอาจทำให้เส้นใยมีความแข็งแรงลดลง

แม้ยังส่งผ่านแสงได้ รอยเสียหายก็อาจทำให้ Fiber หักภายหลังระหว่างจัด Tray หรือเคลื่อนย้าย

สิ่งที่ต้องตรวจ

  • คีมผิดขนาดหรือไม่
  • ขอบปอกเสียหายหรือไม่
  • มีเศษแข็งติดช่องหรือไม่
  • ดึง Fiber เอียงหรือไม่
  • ใช้แรงมากเกินหรือไม่

อย่านำ Bare Fiber ที่สงสัยว่าเป็นรอยไปสไปซ์เพียงเพราะเครื่องแสดง Estimated Loss ต่ำ

㉖ วิธีทำความสะอาด Fiber Stripper 3 รู

ต้องใช้วิธีตามคู่มือและวัสดุของเครื่องมือจริง

ขั้นตอนที่ 1

หยุดใช้งานและนำ Fiber ออก

ขั้นตอนที่ 2

ตรวจเศษ Coating

ขั้นตอนที่ 3

ตรวจคราบ Jacket และ Buffer

ขั้นตอนที่ 4

ใช้แปรงหรือวัสดุที่ผู้ผลิตอนุญาต

ขั้นตอนที่ 5

ทำความสะอาดบริเวณช่องปอกอย่างระมัดระวัง

ขั้นตอนที่ 6

ใช้น้ำยาเฉพาะเมื่อคู่มือรองรับ

ขั้นตอนที่ 7

ตรวจว่าขอบปอกไม่มีคราบตกค้าง

ขั้นตอนที่ 8

ตรวจระบบสปริงและจุดหมุนภายนอก

ขั้นตอนที่ 9

ปล่อยให้แห้งตามข้อกำหนด

ขั้นตอนที่ 10

ทดลองปอกกับเศษ Fiber ที่ตรงขนาด

ขั้นตอนที่ 11

ตรวจว่าเส้นใยไม่เป็นรอย

ขั้นตอนที่ 12

บันทึกผลหากเป็นงานบำรุงรักษาเครื่องมือ

สำหรับงานภาคสนาม comsiam แนะนำให้แยกเครื่องมือปอก Jacket และเครื่องมือปอก Coating ในกรณีที่มีคราบ Gel หรือสิ่งปนเปื้อนมาก เพื่อลดโอกาสนำคราบจากชั้นนอกเข้าสู่เส้นใยที่จะสไปซ์

㉗ ใช้ IPA ทำความสะอาดคีมปอก Fiber ได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับวัสดุและคำแนะนำของผู้ผลิต

เครื่องมือบางรุ่นรองรับการเช็ดทำความสะอาดด้วย Isopropyl Alcohol แต่ไม่ควรสรุปว่าใช้กับวัสดุทุกส่วนของคีมได้

ข้อควรระวัง

  • ไม่แช่คีมในน้ำยา
  • ไม่เทน้ำยาลงกลไกโดยตรง
  • ไม่ใช้ทินเนอร์
  • ไม่ใช้กระดาษทรายขัดขอบปอก
  • ไม่ใช้เข็มโลหะงัดช่องปอก
  • ไม่ใช้แรงมากขณะทำความสะอาด
  • ตรวจว่าน้ำยาไม่ทำให้วัสดุด้ามหรือผิวเคลือบเสียหาย

หากขอบปอกชำรุด ไม่ควรใช้การลับคมเองแทนการเปลี่ยนเครื่องมือหรืออะไหล่ที่รองรับ

㉘ Fiber Stripper ทื่อดูอย่างไร?

สัญญาณที่ควรตรวจ ได้แก่

  • ปอก Coating ไม่หมด
  • ต้องใช้แรงมากกว่าเดิม
  • Fiber ขาดบ่อย
  • มีรอยบน Bare Fiber
  • ปอกสายแล้วชั้นวัสดุฉีกผิดปกติ
  • ทำความสะอาดแล้วอาการไม่ดีขึ้น
  • ผลปอกไม่สม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้อาจเกิดจากการใช้ผิดรูหรือชั้นวัสดุไม่ตรงกับเครื่องมือ

ควรตรวจสเปกและทดลองกับเส้นใยที่ถูกต้องก่อนสรุปว่าคีมเสื่อม

㉙ เมื่อไรควรเปลี่ยน Fiber Stripper 3 รู?

ควรพิจารณาเปลี่ยนเมื่อ

  1. ขอบปอกบิ่นหรือเสียรูป
  2. ปอกแล้วทำให้ Fiber เป็นรอยซ้ำ
  3. ช่องปอกไม่สามารถทำงานตามขนาดที่กำหนด
  4. จุดหมุนหลวมมากผิดปกติ
  5. คีมปิดไม่ตรงแนว
  6. สปริงหรือระบบล็อกเสียหาย
  7. ทำความสะอาดแล้วปัญหายังเกิดซ้ำ
  8. ใช้อะไหล่ทดแทนที่รองรับไม่ได้
  9. เครื่องมือได้รับแรงกระแทกจนผิดรูป

ไม่ควรปรับขอบปอกด้วยตะไบหรือดัดปากคีมเอง เพราะอาจเปลี่ยนขนาดช่องที่ต้องการความแม่นยำ

㉚ วิธีเลือกซื้อ Fiber Stripper 3 รูให้เหมาะกับงาน

ก่อนซื้อให้ตรวจ

  • รู 2–3 มม. รองรับ Jacket ชนิดใด
  • รู 900 µm ถอด Buffer เหลือชั้นใด
  • รู 250 µm รองรับ Bare Fiber 125 µm หรือไม่
  • เครื่องมือรองรับเส้นใย Single Fiber หรือรูปแบบอื่น
  • วัสดุใบมีด
  • ความแม่นยำของขอบปอก
  • ความสะดวกในการทำความสะอาด
  • ระบบล็อกคีม
  • อะไหล่หรือการรับประกัน
  • ข้อมูลผู้ผลิตและคู่มือ

หากงานส่วนใหญ่เป็น Loose Tube ที่ใช้ 250 µm Coating อาจไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งสามรูทุกครั้ง

แต่สำหรับงานที่มี Tight Buffer และ Patch Cord หลายขนาด คีม 3 รูอาจช่วยลดจำนวนเครื่องมือที่ต้องพก

㉛ ตัวอย่างการปอกสาย Patch Cord 3 มม. เพื่อสไปซ์

สมมติช่างต้องเตรียม Fiber จากสาย Patch Cord ขนาด 3 มม. ที่มีโครงสร้างรองรับการปอกเป็นลำดับ

ขั้นตอน

  1. ตรวจชนิดสาย
  2. ตรวจโครงสร้าง Jacket และ Strength Member
  3. ใช้รูใหญ่กับ Jacket เมื่อคู่มือรองรับ
  4. จัดการ Aramid Yarn ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม
  5. ตรวจชั้น Buffer 900 µm
  6. ใช้รูกลางเมื่อเป็น Tight Buffer ที่รองรับ
  7. ตรวจชั้น Coating 250 µm
  8. ใช้รูเล็กเพื่อถอด Coating
  9. ทำความสะอาด Bare Fiber
  10. ตั้ง Cleave Length
  11. ใช้ Cleaver ตัด
  12. ตรวจหน้าตัด
  13. นำไป Fusion Splicing
  14. หด Sleeve และจัดเก็บตามข้อกำหนด

เป็นตัวอย่างลำดับทั่วไป ต้องปรับให้ตรงกับโครงสร้างของสายจริง

㉜ ตัวอย่างการปอก G.657A2 ขนาด 250 µm

สมมติเส้นใย G.657A2 ที่เตรียมไว้มีชั้น Coating 250 µm และต้องการสไปซ์กับเส้นใยอีกด้านหนึ่ง

ขั้นตอน

  1. ยืนยันชนิด Fiber
  2. ตรวจ Strip Length
  3. ตรวจรูปอก 250 µm
  4. ทำความสะอาดคีม
  5. ปอก Coating อย่างนุ่มนวล
  6. ตรวจ Bare Fiber 125 µm
  7. ทำความสะอาดด้วยวัสดุที่เหมาะสม
  8. ใช้ Cleaver ตัด
  9. ตรวจ Cleave Angle
  10. เลือก Splice Mode ที่รองรับ
  11. ทำ Fusion Splicing
  12. ตรวจผลตามเกณฑ์

ในกรณีนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้รู 2–3 มม. หรือ 900 µm หากไม่มีชั้นดังกล่าวอยู่บนเส้นใยที่ต้องปอก

㉝ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ Fiber Stripper 3 รู

1. ใช้รูเล็กปอก Jacket

อาจทำให้คีมหรือเส้นใยเสียหาย

2. ใช้รูกลางปอก Coating 250 µm

อาจไม่สามารถถอด Coating ได้ตามต้องการ

3. ใช้รูใหญ่กับสาย Drop แบบแบน

อาจทำให้ Jacket และ Fiber เสียหาย

4. กระชากแรงเกินไป

เสี่ยงทำให้แก้วหัก

5. บิดคีมขณะดึง

อาจทำให้ Fiber เป็นรอยหรือแตก

6. ปอก Coating ยาวเกินความจำเป็น

เพิ่มความเสี่ยงต่อ Bare Fiber เสียหาย

7. ไม่ทำความสะอาดคราบ Gel

ทำให้เครื่องมือและ Fiber สกปรก

8. ใช้คีมที่ขอบปอกบิ่น

อาจสร้างรอยบนแก้ว

9. ไม่ตรวจ Strip Length

ทำให้เตรียม Fiber ไม่ตรงกับ Cleaver

10. ใช้คีม 3 รูตัด Kevlar

อาจทำให้เครื่องมือเสียหาย

㉞ Checklist การใช้ Fiber Stripper 3 รู

  • ตรวจรุ่น Fiber Stripper
  • ตรวจคู่มือเครื่องมือ
  • ตรวจโครงสร้างสาย Fiber
  • ตรวจขนาด Jacket
  • ตรวจว่ามี Tight Buffer 900 µm หรือไม่
  • ตรวจ Coating 250 µm
  • ตรวจว่าใช้กับ Bare Fiber 125 µm
  • ตรวจความสะอาดทั้ง 3 รู
  • ตรวจใบปอก
  • ตรวจสปริง
  • ตรวจจุดหมุน
  • ตรวจ Strip Length
  • ใช้เครื่องมือเปิด Jacket ให้เหมาะกับรูปทรงสาย
  • ไม่ใช้คีมปอก Fiber ตัด Kevlar
  • ใช้รูใหญ่เฉพาะ Jacket ที่รองรับ
  • ใช้รูกลางกับ 900 µm ที่รองรับ
  • ใช้รูเล็กกับ Coating 250 µm
  • จับ Fiber เป็นแนวตรง
  • ไม่บิดคีมขณะดึง
  • ไม่กระชากเส้นใย
  • หยุดเมื่อแรงต้านผิดปกติ
  • ตรวจว่า Bare Fiber ไม่มีรอย
  • ทำความสะอาดหลังปอก
  • ตั้ง Cleave Length
  • ใช้ Fiber Cleaver ที่เหมาะสม
  • ตรวจ Cleave Angle
  • ตรวจความสะอาด V-Groove
  • เลือก Splice Mode ให้ตรง Fiber
  • ทำ Fusion Splicing
  • ตรวจ Estimated Loss
  • ตรวจ Optical Loss ตามข้อกำหนด
  • เก็บเศษแก้วอย่างปลอดภัย
  • ทำความสะอาด Stripper หลังงาน
  • เปลี่ยนเครื่องมือเมื่อขอบปอกเสียหาย

㉟ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Fiber Stripper 3 รู

Fiber Stripper 3 รูคืออะไร?

เป็นคีมปอกชั้นป้องกันเส้นใยแก้วนำแสงที่มีช่องปอกสามระดับตามชนิดเครื่องมือ

Fiber Stripper 3 รู ใช้ยังไง?

เลือกช่องให้ตรงชั้นสาย บีบและดึงวัสดุออกตามแนวเส้นใยด้วยขั้นตอนที่คู่มือกำหนด

รูใหญ่ใช้ปอกอะไร?

ในรุ่นที่กล่าวถึงใช้ปอก Jacket ประมาณ 2–3 มม.

รูกลางใช้ปอกอะไร?

ใช้ปอก Tight Buffer 900 µm ให้เหลือชั้น Coating 250 µm

รูเล็กใช้ปอกอะไร?

ใช้ปอก Coating 250 µm ให้เหลือ Bare Fiber 125 µm

ต้องใช้ทั้ง 3 รูทุกครั้งไหม?

ไม่จำเป็น ต้องดูว่าชั้นสายที่กำลังเตรียมมีอะไรบ้าง

Fiber 250 µm ต้องใช้รูไหน?

ใช้ช่อง 250 µm to 125 µm ของรุ่นที่รองรับ

Fiber 900 µm ต้องปอกกี่ขั้น?

โดยทั่วไปปอก 900 µm ให้เหลือ 250 µm แล้วปอก 250 µm ให้เหลือ Bare Fiber

สาย FTTH Drop แบบแบนใช้รูใหญ่ได้ไหม?

ไม่ควรใช้โดยอัตโนมัติ ต้องใช้เครื่องมือที่รองรับรูปทรงสายจริง

สาย Loose Tube ต้องใช้ครบสามรูไหม?

ไม่จำเป็น เพราะบางโครงสร้างมี Coated Fiber 250 µm โดยไม่มี Tight Buffer 900 µm

ปอกแล้ว Fiber ขาดเกิดจากอะไร?

อาจใช้ผิดรู ดึงแรง บิด Fiber หรือเครื่องมือมีขอบปอกเสียหาย

ทำไมปอก 900 µm แล้วดึงยาก?

อาจเกิดจากความแน่นของ Buffer หรือเครื่องมือไม่ตรงกับวัสดุ

ใช้คีมปอกสายไฟทั่วไปแทนได้ไหม?

ไม่แนะนำสำหรับ Coating 250 µm เพราะเสี่ยงทำให้แก้วเป็นรอย

ปอก Kevlar ด้วย Fiber Stripper ได้ไหม?

ไม่ควร ใช้กรรไกรตัด Aramid Yarn ที่เหมาะสม

Bare Fiber 125 µm คืออะไร?

คือเส้นใยแก้วที่เหลือหลังถอด Coating ออก โดยยังมี Core และ Cladding

Fiber Stripper ถอด Core ออกไหม?

ไม่ถอด เครื่องมือใช้ถอดชั้นป้องกัน ไม่ได้ปอก Core ออก

Strip Length คืออะไร?

เป็นความยาวช่วงที่ถอด Coating หรือชั้นป้องกัน

Strip Length กับ Cleave Length เหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกัน Cleave Length เป็นระยะหลังตัดตามจุดอ้างอิงของ Cleaver

ปอกแล้วมีรอยบน Fiber ใช้ต่อได้ไหม?

ไม่ควรใช้ช่วงที่สงสัยว่าแก้วเสียหาย ควรเตรียมใหม่

ปอกแล้ว Coating ติดทำอย่างไร?

ตรวจช่องปอกและความสะอาด ไม่ใช้ของแข็งขูด Bare Fiber

ใช้ IPA ทำความสะอาด Stripper ได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับคู่มือและความเข้ากันได้ของวัสดุเครื่องมือ

ทำไมปอกได้บางครั้ง บางครั้ง Fiber ขาด?

อาจเกิดจากการจับไม่สม่ำเสมอ ช่องปอกสกปรก หรือแรงดึงแตกต่างกัน

Stripper แบบ 2 รูหรือ 3 รูดีกว่า?

เลือกตามชั้นสายที่ต้องปอก ไม่ใช่จำนวนรูเพียงอย่างเดียว

Stripper ทื่อต้องลับคมไหม?

ไม่ควรลับเองหากผู้ผลิตไม่อนุญาต เพราะอาจเปลี่ยนความแม่นยำของช่องปอก

ควรเปลี่ยน Fiber Stripper เมื่อไร?

เมื่อขอบปอกเสียหาย ปอกไม่ผ่านเกณฑ์ หรือทำให้ Fiber เป็นรอยซ้ำแม้ใช้ถูกวิธี

㊱ สรุป Fiber Stripper 3 รูใช้ยังไง ให้ปอก Fiber ไม่ขาด

Fiber Stripper 3 รูเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับเตรียมเส้นใยแก้วนำแสงก่อน Fusion Splicing โดยคีมรุ่นที่รองรับการปอกสามชั้นมีการใช้งานดังนี้

รูใหญ่สำหรับ Jacket 2–3 มม. รูกลางสำหรับ Tight Buffer 900 µm และรูเล็กสำหรับ Coating 250 µm เพื่อให้เหลือ Bare Fiber 125 µm

ต้องจำว่าคีม 3 รูไม่จำเป็นต้องใช้ครบทุกช่องในสายทุกประเภท และไม่ใช่สายทุกชนิดจะมีชั้น Jacket, Tight Buffer และ Coating แบบเดียวกัน

สิ่งสำคัญคือเลือกเครื่องมือให้ตรงกับชนิดสายและขนาดชั้นป้องกัน ใช้แรงดึงอย่างนุ่มนวล ไม่บิด Bare Fiber และหยุดตรวจทันทีเมื่อพบแรงต้านผิดปกติ

หากปอกแล้วแก้วเป็นรอยหรือขาดซ้ำ ต้องตรวจขอบปอก ความสะอาด และวิธีจับ ก่อนกลับไปทำงานสายจริง

comsiam แนะนำให้ช่างเตรียมเครื่องมือปอกที่เหมาะกับโครงสร้างสายแต่ละประเภท โดยเฉพาะงาน FTTH Drop, Loose Tube และ Patch Cord เพื่อไม่ให้ใช้รูของ Stripper ผิดวัตถุประสงค์และทำให้ Fiber เสียหายโดยไม่จำเป็น

หลังปอก Coating ต้องทำความสะอาด Bare Fiber ตัดด้วย Fiber Cleaver ให้ได้หน้าตัดตามเกณฑ์ และจึงนำไป Fusion Splicing

การปอก Fiber อย่างถูกต้องช่วยลดเส้นแก้วขาด ลดความเสียหายที่มองไม่เห็น และเพิ่มความน่าเชื่อถือของงานติดตั้งและซ่อมบำรุง Fiber Optic ในระยะยาว

ComSiam Professional Team