ComSiam Service
สายไฟเบอร์ออฟติก 24 Core เหมาะกับงาน Backbone ที่ต้องรองรับหลายระบบ หลายชั้น หลายอาคาร หรือมีแผนขยายในอนาคตมากกว่างานขนาดเล็กทั่วไป โดยมักพบในอาคารสำนักงาน โรงงาน โรงพยาบาล โรงแรม มหาวิทยาลัย โครงการ Campus และระบบ CCTV ขนาดใหญ่
สำหรับงานออกแบบจริง comsiam มองว่าสาย 24 Core เป็นระดับที่เริ่มตอบโจทย์งานโครงข่ายกลางถึงใหญ่ เพราะสามารถแบ่ง Core ให้หลายระบบได้ และยังเหลือ Core สำรองโดยไม่ต้องเดินสายใหม่เร็วเกินไป
สายไฟเบอร์ 24 Core คืออะไร
สาย Fiber 24 Core คือ Cable หนึ่งเส้นที่มีใยแก้วนำแสงอยู่ภายในจำนวน 24 เส้น
แต่ละ Core สามารถนำไปใช้กับระบบต่าง ๆ ได้ตามการออกแบบ เช่น
- Network
- CCTV
- Wi-Fi Backbone
- Access Control
- Building Management System
- Backup Link
- Server Network
หรืออาจแบ่ง Core ไปยังแต่ละชั้นหรือแต่ละอาคาร
24 Core ใช้ได้กี่ Link
ถ้าเป็นระบบ Duplex ที่ใช้ 2 Core ต่อหนึ่ง Link
24 Core สามารถรองรับได้สูงสุดประมาณ
12 Duplex Links
ตัวอย่างเช่น
- Core 1–2 = Link 1
- Core 3–4 = Link 2
- Core 5–6 = Link 3
- Core 7–8 = Link 4
และแบ่งต่อไปจนถึง Core 23–24
แต่ในระบบจริงไม่ควรใช้หมดทุก Core ถ้าต้องการ Spare สำหรับฉุกเฉินและการขยาย
อาคารสำนักงานขนาดไหนควรใช้ 24 Core
เหมาะกับอาคารสำนักงานขนาดกลางถึงใหญ่
โดยเฉพาะอาคารที่มี
- หลายชั้น
- หลาย Telecom Room
- หลาย Rack
- หลายแผนก
- Network แยกหลายระบบ
ตัวอย่างเช่น อาคาร 6–12 ชั้นที่ต้องมี Fiber Backbone ระหว่าง Main Distribution Room กับห้องสื่อสารในแต่ละชั้น
24 Core สามารถช่วยลดการเดินสายหลายเส้นลงได้มาก
อาคารหลายชั้นใช้ 24 Core อย่างไร
ตัวอย่างหนึ่งคือแบ่ง Core ตามชั้น
- ชั้น 1 = Core 1–2
- ชั้น 2 = Core 3–4
- ชั้น 3 = Core 5–6
- ชั้น 4 = Core 7–8
และจัด Core ที่เหลือไว้สำหรับ
- Backup
- CCTV
- Wi-Fi
- ระบบใหม่ในอนาคต
วิธีนี้ช่วยให้ Backbone มีโครงสร้างชัดเจนและจัดการง่าย
โรงงานควรใช้ 24 Core หรือไม่
เหมาะมากสำหรับโรงงานขนาดกลางถึงใหญ่
โรงงานมักมีพื้นที่หลาย Zone เช่น
- Production
- Warehouse
- Office
- Control Room
- Server Room
- Security
- Utility Area
Fiber 24 Core สามารถเชื่อมหลาย Zone เข้ากับ Backbone หลักได้โดยใช้ Cable เส้นเดียว
โรงพยาบาลเหมาะกับ 24 Core ไหม
เหมาะในหลายกรณี
โรงพยาบาลมีระบบจำนวนมาก เช่น
- Network
- CCTV
- HIS
- VoIP
- Wi-Fi
- Access Control
- Building System
และต้องการความเสถียรสูง
การมี Core จำนวนมากช่วยให้แยกระบบและสร้าง Redundancy ได้ง่ายขึ้น
โรงแรมเหมาะกับ 24 Core หรือไม่
เหมาะกับโรงแรมขนาดกลางถึงใหญ่
โดยเฉพาะถ้ามี
- หลายชั้น
- IPTV
- Internet
- CCTV
- Access Control
- Wi-Fi
24 Core ช่วยให้ Backbone สามารถรองรับหลายระบบพร้อมกันได้
มหาวิทยาลัยหรือ Campus ควรใช้ 24 Core ไหม
เหมาะมากกับ Campus ขนาดกลาง
ตัวอย่างเช่น
อาคารหลัก → อาคารเรียน
อาคารหลัก → ห้องสมุด
อาคารหลัก → หอพัก
อาคารหลัก → อาคารสำนักงาน
สามารถใช้ Fiber 24 Core เป็น Backbone หลักระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ
แต่ถ้า Campus มีหลายสิบอาคาร อาจต้องขยับไป 48 Core หรือสูงกว่า
ระบบ CCTV ขนาดใหญ่ใช้ 24 Core ได้ไหม
ได้
สามารถแบ่ง Core ไปยังแต่ละ Zone หรือ Cabinet
ตัวอย่างเช่น
- Zone A = 2 Core
- Zone B = 2 Core
- Zone C = 2 Core
- Zone D = 2 Core
และยังเหลือ Core สำรอง
เหมาะกับโครงการที่มีตู้ Network กระจายหลายจุด
24 Core เหมาะกับ Data Center หรือไม่
ใช้ได้ แต่ต้องดู Architecture
Data Center บางระบบต้องการ Core จำนวนมากและอาจเลือก
- 48 Core
- 96 Core
- 144 Core
- Ribbon Fiber
แทน
อย่างไรก็ตาม 24 Core ยังเหมาะกับ Inter-Rack หรือ Building Backbone บางส่วนได้
24 Core ควรใช้ Single Mode หรือ Multimode
ขึ้นอยู่กับระบบ
Single Mode
เหมาะกับ
- ระยะไกล
- ระหว่างอาคาร
- Backbone
- Campus
- Outdoor
Multimode
เหมาะกับ
- Data Center
- Server Room
- ภายในอาคาร
- ระยะไม่ไกลมาก
ถ้าต้องการความยืดหยุ่นด้านระยะทางในอนาคต Single Mode มักได้เปรียบกว่า
24 Core แบบ Loose Tube เหมาะกับอะไร
เหมาะกับงาน Outdoor
พบได้บ่อยใน
- Backbone ระหว่างอาคาร
- เดินบนเสา
- เดินในท่อ
- ใต้ดิน
- Campus
Loose Tube ช่วยให้ Fiber ภายในได้รับการป้องกันจากสภาพแวดล้อมได้ดี
24 Core Tight Buffer ใช้ได้ไหม
ใช้ได้สำหรับ Indoor
แต่เมื่อจำนวน Core สูง โครงสร้าง Cable อาจมีขนาดใหญ่ขึ้น
จึงต้องตรวจ
- Cable Diameter
- Bend Radius
- Tray Capacity
- Shaft Space
ก่อนติดตั้ง
24 Core ADSS เหมาะกับงานอะไร
เหมาะกับงานแขวนบนเสา
โดยเฉพาะ
- โรงงาน
- Campus
- Utility
- อาคารที่อยู่ห่างกัน
ADSS ไม่มีส่วนโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้า จึงเหมาะกับบางพื้นที่ที่มีระบบไฟฟ้าแรงสูง
24 Core Figure-8 ใช้ได้หรือไม่
ใช้ได้
Figure-8 มี Messenger Wire ในตัว เหมาะกับการแขวนสายบนเสาในหลายงาน
แต่ต้องดู Span และ Load ตาม Datasheet
24 Core แบบ Armored ใช้เมื่อไร
ควรใช้เมื่อมีความเสี่ยงจาก
- แรงกด
- การกระแทก
- หนูกัด
- เครื่องจักร
- พื้นที่อุตสาหกรรม
Armored Cable เหมาะกับงานที่ต้องการความแข็งแรงเชิงกลสูง
24 Core Direct Burial ใช้ได้ไหม
ใช้ได้ ถ้า Cable ถูกออกแบบสำหรับฝังดิน
ควรมีคุณสมบัติ เช่น
- Water Blocking
- Crush Resistance
- Armor
- PE Jacket
การระบุว่าเป็น 24 Core อย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าสามารถฝังดินได้ทันที
24 Core ควรเผื่อ Spare เท่าไร
ขึ้นอยู่กับโครงการ
ตัวอย่างเช่น
ถ้าใช้งานจริง 12 Core
การเลือก 24 Core ทำให้เหลือ 12 Core เป็น Spare
ถือว่าเผื่อ 50%
สำหรับ Backbone สำคัญ การเผื่อระดับนี้อาจเหมาะมาก
ใช้งานจริง 18 Core ควรเลือก 24 หรือ 48 Core
ถ้าไม่มีแผนขยายมาก
24 Core อาจพอ
แต่จะเหลือเพียง 6 Core
ถ้าโครงการมีแนวโน้มเติบโต ควรพิจารณา 48 Core เพื่อไม่ให้ Backbone เต็มเร็วเกินไป
ทำไมไม่ควรใช้ครบ 24 Core ตั้งแต่วันแรก
เพราะ Core สำรองมีประโยชน์มากเมื่อเกิด
- Fiber เสีย
- Splice Loss สูง
- เพิ่มระบบใหม่
- เพิ่ม Building Link
- เปลี่ยน Architecture
ถ้าใช้ครบทั้งหมด วันหนึ่งอาจต้องเดิน Cable ใหม่
ต้องสไปซ์ครบ 24 Core หรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป
บางโครงการสไปซ์เฉพาะ Core ที่ใช้
บางโครงการสไปซ์ทั้งหมดเพื่อเตรียมพร้อม
ถ้าเป็นระบบสำคัญ การเตรียม Spare ให้พร้อมใช้งานอาจช่วยลด Downtime
ODF สำหรับ 24 Core ควรเลือกแบบไหน
ควรเลือก ODF อย่างน้อย 24 Port
แต่ถ้ามีแผนขยาย อาจเลือก 48 Port
เพื่อเผื่อพื้นที่สำหรับ
- Adapter
- Pigtail
- Splice Tray
ในอนาคต
Splice Tray ต้องรองรับกี่ Core
ควรเลือก Tray ที่รองรับจำนวน Fusion Splice ได้เพียงพอ
อาจใช้
- 12 Core ต่อ Tray
- 24 Core ต่อ Tray
ขึ้นอยู่กับรุ่นของอุปกรณ์
ต้องจัดสายให้ไม่เกิน Bend Radius
Color Code ของ 24 Core สำคัญอย่างไร
สำคัญมาก
หลัง 12 Core แรก อาจมีการจัด Fiber เป็น Tube หรือ Group เพิ่มเติม
ช่างต้องบันทึกให้ชัดเจนว่า
- Tube ไหน
- Core สีอะไร
- ใช้งานระบบใด
เพื่อป้องกันการสไปซ์ผิด
ควรทำ Core Mapping อย่างไร
ควรจัดทำตารางตั้งแต่ก่อนติดตั้ง
เช่น
Core 1–2 = Floor 1
Core 3–4 = Floor 2
Core 5–6 = Floor 3
Core 7–8 = CCTV
Core 9–10 = Wi-Fi
Core 11–12 = Backup
Core 13–24 = Spare
ช่วยให้ Maintenance ง่ายขึ้นมาก
24 Core ต้องตรวจด้วย OTDR หรือไม่
ควรตรวจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ Backbone
OTDR ช่วยตรวจสอบ
- ระยะทาง
- Splice Loss
- Connector Loss
- Event
- จุดสายขาด
สำหรับงาน 24 Core ควรจัดเก็บผลการทดสอบแยกแต่ละ Core
Fusion Splice 24 Core ต้องระวังอะไร
ต้องให้ความสำคัญกับ
- Color Code
- Core Mapping
- Cleave
- Cleanliness
- Splice Loss
- Tray Management
- Label
หากมีหลาย Core comsiam แนะนำให้จัดระบบเอกสารควบคู่กับงานสไปซ์เสมอ เพื่อป้องกันความผิดพลาดภายหลัง
สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับ บริการสไปซ์สายไฟเบอร์ออฟติก สำหรับงาน Fusion Splice และการตรวจวัด Backbone เพิ่มเติม
24 Core กับ 12 Core เลือกอะไรดี
เลือก 12 Core ถ้า
- โครงการขนาดกลาง
- ใช้ Core จริงไม่มาก
- การขยายจำกัด
เลือก 24 Core ถ้า
- หลายชั้น
- หลาย Zone
- หลายระบบ
- ต้องการ Spare มาก
- เดินสายใหม่ยาก
24 Core กับ 48 Core เลือกอะไรดี
24 Core เหมาะกับ Backbone ขนาดกลางถึงค่อนข้างใหญ่
48 Core เหมาะกับ
- อาคารใหญ่
- Campus
- โรงงานขนาดใหญ่
- ระบบที่มีหลาย Distribution Point
ถ้าคาดว่าจะใช้เกิน 16–18 Core ในอนาคต 48 Core อาจคุ้มกว่า
จุดผิดพลาดที่พบบ่อย
เลือก 24 Core แต่ไม่วางแผน Core
ทำให้ใช้ Core อย่างไม่มีระบบ
ไม่เหลือ Spare
Backbone เต็มเร็ว
ไม่เผื่อ ODF
Cable มี 24 Core แต่ตู้รองรับไม่พอ
ไม่ทำ Test Report
ทำให้หาปัญหาภายหลังยาก
สูตรเลือก 24 Core แบบง่าย
เลือกสาย 24 Core เมื่อ
- อาคารมีหลายชั้น
- มีหลาย Network Zone
- ต้องแบ่งหลายระบบ
- ใช้งานจริงประมาณ 8–16 Core
- ต้องการ Spare
- Backbone เดินใหม่ยาก
สรุป สาย Fiber 24 Core เหมาะกับโครงการขนาดไหน
สาย Fiber 24 Core เหมาะกับอาคารสำนักงานขนาดกลางถึงใหญ่ โรงงาน โรงพยาบาล โรงแรม Campus และระบบ CCTV ที่มีหลายจุดกระจาย
ถ้าใช้งานจริงประมาณ 8–12 Core การเลือก 24 Core จะช่วยให้เหลือ Spare จำนวนมากและรองรับการขยายได้ดี
แต่ถ้าคาดว่าจะใช้เกิน 18 Core หรือเป็น Main Backbone ของโครงการขนาดใหญ่ ควรพิจารณา 48 Core ตั้งแต่ต้น
หลักสำคัญของ comsiam คือ Backbone ควรออกแบบให้มีพื้นที่เติบโต ไม่ควรรอจน Core เต็มแล้วค่อยแก้ เพราะการเพิ่มจำนวน Core ตอนซื้อสายมักง่ายและประหยัดกว่าการติดตั้ง Cable เส้นใหม่ภายหลังมาก






