ComSiam Service
สายไฟเบอร์ออฟติก 6 Core เป็นจำนวน Core ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างงานขนาดเล็กกับระบบ Backbone ที่ต้องการเผื่อการขยาย เหมาะกับสำนักงาน อาคารขนาดเล็ก ระบบ CCTV โรงงาน หรือการเชื่อมต่อระหว่างอาคารที่ต้องการใช้งานจริงหลาย Core พร้อมมี Core สำรอง
สำหรับงานติดตั้งจริง comsiam มองว่าสาย 6 Core เป็นตัวเลือกที่คุ้มมากในหลายโครงการ เพราะมีพื้นที่ให้แบ่งระบบและสำรอง Core ได้ดีกว่าสาย 2 Core หรือ 4 Core โดยยังไม่มากเกินความจำเป็นเหมือนสายจำนวน Core สูง
สายไฟเบอร์ 6 Core คืออะไร
สาย Fiber 6 Core คือ Cable หนึ่งเส้นที่มี Optical Fiber อยู่ภายในจำนวน 6 เส้น
แต่ละ Core สามารถนำไปใช้เป็นช่องทางรับส่งสัญญาณได้ตามรูปแบบของระบบ
ตัวอย่างเช่น
- Core 1–2 ใช้ Network หลัก
- Core 3–4 ใช้ CCTV
- Core 5–6 เป็น Spare
หรืออาจใช้ทั้งหมดเป็น Link คนละชุดก็ได้
การแบ่งใช้งานขึ้นอยู่กับอุปกรณ์และการออกแบบระบบ
6 Core ใช้ได้กี่ Link
ถ้าเป็นระบบ Duplex ที่ใช้ 2 Core ต่อหนึ่ง Link
สาย 6 Core สามารถรองรับได้สูงสุดประมาณ
3 Duplex Links
ตัวอย่างเช่น
- Link 1 = Core 1–2
- Link 2 = Core 3–4
- Link 3 = Core 5–6
แต่ในงานจริงไม่จำเป็นต้องใช้ครบทั้งหมด
บางโครงการอาจใช้ 2–4 Core แล้วเหลือไว้เป็น Spare
ถ้าใช้ BiDi จะได้กี่ Link
ถ้าใช้อุปกรณ์ BiDi ซึ่งใช้ Fiber เพียง 1 Core ต่อ Link
6 Core สามารถรองรับ Link ได้มากขึ้น
ในทางทฤษฎีอาจใช้ได้ถึง 6 Single-Fiber Links
แต่ต้องเลือก Transceiver เป็นคู่ที่มี Wavelength ตรงกัน
ดังนั้นจำนวน Link ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวน Core เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับเทคโนโลยีที่ใช้ด้วย
สาย 6 Core เหมาะกับบ้านหรือไม่
เหมาะในบางกรณี
สำหรับ FTTH จากผู้ให้บริการเข้าบ้านทั่วไป 6 Core อาจมากเกินความจำเป็น
แต่ถ้าเป็นบ้านขนาดใหญ่หรือมีหลายอาคาร เช่น
- บ้านหลัก
- บ้านพักแขก
- สำนักงาน
- โรงรถ
- อาคารรักษาความปลอดภัย
สาย 6 Core อาจเหมาะมาก
เพราะสามารถแบ่ง Core ไปยังระบบต่าง ๆ ได้
บ้านแบบไหนควรใช้ 6 Core
บ้านที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่หรือมีระบบ Network ซับซ้อน เช่น
- Smart Home
- CCTV จำนวนมาก
- NAS
- Server
- Access Point หลายจุด
- อาคารแยก
อาจได้ประโยชน์จากการเดิน 6 Core ตั้งแต่แรก
โดยเฉพาะถ้าแนวสายต้องฝังดินหรือเดินระหว่างอาคาร
สำนักงานควรใช้ 6 Core หรือไม่
เหมาะมากสำหรับสำนักงานขนาดเล็กถึงกลาง
ตัวอย่างเช่น
Main Rack → Rack ชั้น 2
สามารถแบ่งได้ว่า
Core 1–2 = Network หลัก
Core 3–4 = Backup หรือระบบแยก
Core 5–6 = Spare
ช่วยให้ระบบมีความยืดหยุ่นในการขยาย
สำนักงานหลายชั้นใช้ 6 Core ได้ไหม
ได้ แต่ต้องดูจำนวนชั้นและจำนวน Link
ถ้ามีเพียง 2–3 จุดหลัก 6 Core อาจเพียงพอ
แต่ถ้าต้องกระจายไปหลาย Rack หรือหลายชั้น ควรพิจารณา
- 12 Core
- 24 Core
แทน
เพราะจะมี Core สำหรับขยายมากกว่า
สาย 6 Core เหมาะกับ Backbone หรือไม่
เหมาะกับ Backbone ขนาดเล็กถึงกลาง
เช่น
- อาคาร A → อาคาร B
- Main Rack → Sub Rack
- Office → Warehouse
- Control Room → Production Area
ถ้าต้องใช้เพียง 1–2 Links และต้องการ Core สำรอง 6 Core ถือว่าเหมาะมาก
แต่ถ้าเป็น Backbone หลักของอาคารใหญ่ 12 Core หรือมากกว่าอาจเหมาะกว่า
เชื่อมระหว่างอาคารควรใช้ 6 Core ไหม
ถ้าปัจจุบันต้องใช้ 2 Core และคาดว่าจะมีการเพิ่มระบบในอนาคต 6 Core เป็นตัวเลือกที่ดี
ตัวอย่างเช่น
วันนี้ใช้
Core 1–2 = Network
ในอนาคตสามารถใช้
Core 3–4 = CCTV
และเหลือ
Core 5–6 = Spare
ไม่ต้องเดินสายใหม่
งาน CCTV เหมาะกับ 6 Core อย่างไร
ระบบ CCTV มักใช้ Fiber เป็น Backbone เพื่อเชื่อมตู้ Network ในแต่ละพื้นที่
สาย 6 Core เหมาะกับระบบที่ต้องการ
- Network Link
- Backup Link
- Core สำรอง
หากกล้องทั้งหมดรวมผ่าน Switch ที่ปลายทาง อาจไม่จำเป็นต้องใช้ Core จำนวนมาก
จึงทำให้ 6 Core เป็นขนาดที่ค่อนข้างสมดุล
โรงงานควรใช้สาย 6 Core หรือไม่
เหมาะกับโรงงานขนาดเล็กหรือการเชื่อมบางส่วนของระบบ
เช่น
- Office → Production
- Production → Warehouse
- Control Room → Machine Area
แต่ถ้าเป็น Main Backbone ของโรงงานขนาดใหญ่ ควรพิจารณา 12 Core หรือสูงกว่า
6 Core เหมาะกับ Campus Network ไหม
สามารถใช้ได้กับ Link ย่อย
เช่น อาคารย่อยเชื่อมกลับไปยังอาคารหลัก
แต่ถ้าเป็น Main Backbone ที่ต้องรองรับหลายอาคาร Core อาจไม่เพียงพอในอนาคต
จึงควรเลือกจำนวน Core ตามระดับของ Backbone
สาย 6 Core Single Mode หรือ Multimode ดี
ขึ้นอยู่กับระยะทางและระบบ
Single Mode
เหมาะกับ
- ระยะไกล
- เชื่อมอาคาร
- Backbone
- Outdoor
Multimode
เหมาะกับ
- ภายในอาคาร
- Data Center
- ระยะไม่ไกลมาก
- ระบบที่ออกแบบมาใช้ Multimode
หากเป็นการเชื่อมระหว่างอาคาร ส่วนใหญ่ Single Mode จะมีความยืดหยุ่นมากกว่าในระยะยาว
6 Core ควรเลือก G.652D หรือ G.657A1
ถ้าเป็น Outdoor Backbone ที่แนวสายค่อนข้างตรง
G.652D เป็นตัวเลือกที่พบได้บ่อย
ถ้าเป็น Indoor หรือ FTTH ที่ต้องมีการโค้ง
G.657A1 จะได้เปรียบกว่า
ดังนั้นจำนวน Core และมาตรฐาน Fiber เป็นคนละเรื่องกัน
6 Core มีโครงสร้างสายแบบไหนบ้าง
สามารถพบได้หลายแบบ เช่น
- Loose Tube
- Tight Buffer
- ADSS
- Figure-8
- Armored
- Duct Cable
- Direct Burial
- Distribution Cable
จึงต้องเลือกให้ตรงกับหน้างาน
ถ้าเดิน Outdoor ควรเลือกแบบไหน
ควรดูเพิ่มเรื่อง
- UV Resistance
- Water Blocking
- PE Jacket
- Tensile Strength
- Crush Resistance
ถ้าต้องแขวนบนเสา อาจพิจารณา ADSS หรือ Figure-8
ถ้าต้องฝังดิน อาจเลือก Direct Burial หรือ Armored Cable ตามสภาพพื้นที่
ถ้าเดิน Indoor ควรดูอะไร
ควรตรวจ
- LSZH
- Riser Rating
- Plenum Rating
- Bend Radius
- ขนาด Cable
ให้ตรงกับข้อกำหนดของอาคาร
6 Core ต้องเผื่อ Core อีกไหม
ควรเผื่อ
สมมติใช้งานจริง 4 Core
การเลือก 6 Core ทำให้เหลือ 2 Core เป็น Spare
ซึ่งเหมาะมากกับระบบที่ต้องการสำรอง
แต่ถ้าคาดว่าจะใช้เกิน 4 Core ในอนาคต ควรขยับไป 12 Core ตั้งแต่แรก
6 Core กับ 4 Core เลือกอะไรดี
ถ้าใช้งานจริง 2 Core
4 Core อาจเพียงพอ
แต่ 6 Core ให้พื้นที่เพิ่มอีก 2 Core
จึงเหมาะกับงานที่อาจเพิ่มระบบในอนาคต
ถ้าแนวสายติดตั้งยาก ค่าเพิ่มจาก 4 Core เป็น 6 Core อาจคุ้มกว่าการเดินใหม่ภายหลัง
6 Core กับ 12 Core เลือกอะไรดี
ถ้าเป็นอาคารขนาดเล็กหรือ Link ไม่มาก 6 Core มักเพียงพอ
ถ้าเป็น
- อาคารหลายชั้น
- โรงงานใหญ่
- Campus
- Main Backbone
12 Core จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า
ต้องสไปซ์ครบ 6 Core หรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป
สามารถสไปซ์เฉพาะ Core ที่ใช้งาน แล้วเก็บ Core ที่เหลือไว้เป็น Spare
หรือบางโครงการอาจสไปซ์ครบเพื่อเตรียมพร้อมใช้งาน
ขึ้นอยู่กับนโยบายของระบบ
การจัด Core ใน Splice Tray สำคัญหรือไม่
สำคัญมาก
ควรจัด Fiber ให้
- ไม่ไขว้กัน
- ไม่งอเกินกำหนด
- ไม่ถูกกด
- ระบุสีชัดเจน
เพื่อให้ง่ายต่อ Maintenance
หากเป็นระบบหลาย Core สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับ บริการสไปซ์สายไฟเบอร์ออฟติก เพื่อศึกษาแนวทาง Fusion Splice และการจัด Core ใน Splice Tray เพิ่มเติม
ควรทำ Label อย่างไร
ควรระบุอย่างน้อย
- Cable ID
- ต้นทาง
- ปลายทาง
- Core Number
- ระบบที่ใช้
- Core Spare
เช่น
Core 1–2 = LAN
Core 3–4 = CCTV
Core 5–6 = Spare
ช่วยให้ตรวจสอบระบบได้ง่ายมาก
จุดผิดพลาดที่พบบ่อย
ใช้ครบทั้ง 6 Core โดยไม่มี Spare
เมื่อ Fiber เสียจะไม่มี Core สำรอง
ไม่บันทึก Color Code
ทำให้ Maintenance ยาก
เลือก Cable ผิดประเภท
เช่น นำสาย Indoor ไปใช้ Outdoor
ไม่วางแผนอนาคต
ทำให้ต้องเดินสายใหม่เร็วกว่าที่ควร
วิธีเลือก 6 Core แบบง่ายที่สุด
เลือก 6 Core เมื่อ
- ต้องใช้จริง 2–4 Core
- ต้องการ Spare
- เชื่อมระหว่างอาคาร
- สำนักงานขนาดเล็กถึงกลาง
- ระบบ CCTV
- Backbone ย่อย
- คาดว่าจะขยายระบบบ้าง
สรุป สาย Fiber 6 Core เหมาะกับงานอะไร
สาย 6 Core เหมาะกับงานที่ต้องการมากกว่า Link เดียวและยังต้องการพื้นที่สำรอง
สำหรับบ้านทั่วไปอาจมากเกินความจำเป็น แต่เหมาะกับบ้านขนาดใหญ่หรือพื้นที่มีหลายอาคาร
สำหรับสำนักงานถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีมาก
สำหรับ Backbone เหมาะกับระดับเล็กถึงกลาง แต่ถ้าเป็นโครงข่ายหลักขนาดใหญ่ควรพิจารณา 12 Core หรือมากกว่า
หลักที่ comsiam ใช้คือ ถ้าการเดินสายใหม่ในอนาคตทำได้ยาก ควรเผื่อ Core ตั้งแต่วันแรก เพราะต้นทุนเพิ่มจากจำนวน Core มักต่ำกว่าค่าแรงและค่าโครงสร้างในการติดตั้งใหม่ทั้งเส้น






