ComSiam Service
การเลือกจำนวน Core ของสายไฟเบอร์ออฟติกเป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม ทั้งที่มีผลโดยตรงต่อการขยายระบบในอนาคต เพราะถ้าเลือก Core น้อยเกินไป แม้วันแรกจะใช้งานได้ แต่เมื่อมีการเพิ่มอุปกรณ์ เพิ่ม Link หรือเปลี่ยนโครงสร้างระบบ อาจต้องเดินสายใหม่ทั้งเส้น
สำหรับงานติดตั้งจริง comsiam แนะนำว่าอย่าดูเพียงจำนวน Core ที่ใช้งานในวันนี้ แต่ควรเผื่อความต้องการในอนาคตด้วย โดยเฉพาะแนวสายที่เดินยาก เช่น ระหว่างอาคาร ในท่อใต้ดิน บนเสา หรือผ่าน Shaft ภายในอาคาร
Core ของสายไฟเบอร์คืออะไร
คำว่า Core ในงาน Fiber หมายถึงจำนวนเส้นใยแก้วนำแสงที่อยู่ภายในสาย Cable หนึ่งเส้น
ตัวอย่างเช่น
- 1 Core = มีใยแก้ว 1 เส้น
- 2 Core = มีใยแก้ว 2 เส้น
- 4 Core = มีใยแก้ว 4 เส้น
สายหนึ่งเส้นจึงสามารถรองรับจำนวน Link ได้แตกต่างกันตามจำนวน Fiber Core ที่อยู่ภายใน
1 Core ใช้งานแบบไหน
สาย Fiber 1 Core มักใช้ในระบบที่ต้องการ Fiber เพียงเส้นเดียวต่อ Link
ตัวอย่างที่พบได้ เช่น
- FTTH บางระบบ
- PON Network
- Drop Cable จาก Splitter ไปบ้าน
- ระบบที่ใช้ BiDi Transceiver
- งานเฉพาะจุดที่กำหนดไว้แล้ว
ข้อดีคือ
- ราคาประหยัด
- สายมีขนาดเล็ก
- เดินง่าย
- เหมาะกับ Drop Cable
แต่ข้อเสียคือแทบไม่มี Core สำรอง
ถ้า Fiber เสียหรือจำเป็นต้องเพิ่ม Link อาจต้องเดินสายใหม่
2 Core เหมาะกับงานอะไร
2 Core เป็นจำนวนที่นิยมมากในงาน Point-to-Point
เพราะระบบ Ethernet แบบ Fiber ทั่วไปจำนวนมากใช้
1 Core สำหรับ TX
และ
1 Core สำหรับ RX
จึงใช้ทั้งหมด 2 Core ต่อหนึ่ง Link
ตัวอย่างเช่น
Switch อาคาร A → Switch อาคาร B
สามารถใช้สาย 2 Core ได้พอดี
ข้อดีของสาย 2 Core
สาย 2 Core มีข้อดีคือ
- ราคาไม่สูง
- สายไม่ใหญ่
- เหมาะกับ Link เดียว
- ติดตั้งง่าย
- Splice ไม่มาก
จึงเหมาะกับงานขนาดเล็กที่ไม่มีแผนขยายมากนัก
ข้อเสียของสาย 2 Core
ปัญหาหลักคือไม่มี Core สำรองหากใช้ครบทั้งสองเส้น
สมมติว่า
Core 1 = TX
Core 2 = RX
หาก Core ใดเสีย อาจไม่มี Core สำรองให้ย้ายระบบทันที
นี่เป็นเหตุผลที่โครงการจำนวนมากเลือก 4 Core แทน 2 Core แม้ปัจจุบันใช้เพียง 2 Core
4 Core เหมาะกับงานอะไร
4 Core เป็นจำนวนที่เหมาะมากสำหรับงานขนาดเล็กถึงกลาง
เพราะสามารถใช้งาน 2 Core และเหลือสำรองอีก 2 Core
ตัวอย่างเช่น
- บ้านไปสำนักงาน
- อาคาร A ไปอาคาร B
- Main Rack ไป Sub Rack
- ระบบ CCTV
- โรงงานขนาดเล็ก
- ระบบ Network ภายในพื้นที่เดียวกัน
จึงให้ความยืดหยุ่นมากกว่า
ตัวอย่างการใช้สาย 4 Core
สมมติมีสาย 4 Core
สามารถแบ่งได้เป็น
Core 1–2 = Network หลัก
Core 3–4 = Spare
หาก Core 1 หรือ 2 มีปัญหา สามารถย้ายไปใช้ Core สำรองได้
หรือในอนาคตสามารถนำ Core 3–4 ไปใช้เพิ่มอีกหนึ่ง Link ได้
1 Core กับ 2 Core ต่างกันอย่างไร
ความแตกต่างสำคัญคือรูปแบบการส่งข้อมูล
ระบบทั่วไปแบบ Duplex มักใช้ 2 Core
แต่ระบบ BiDi สามารถส่งและรับข้อมูลผ่าน Fiber Core เดียว โดยใช้ความยาวคลื่นต่างกัน
ดังนั้น 1 Core ไม่ได้หมายความว่าใช้ไม่ได้กับ Ethernet
แต่ต้องใช้อุปกรณ์ที่รองรับ BiDi
BiDi คืออะไร
BiDi ย่อมาจาก Bidirectional
เป็นเทคโนโลยีที่ให้สัญญาณส่งและรับเดินทางผ่าน Fiber เส้นเดียว
ตัวอย่างเช่น
ฝั่งหนึ่งส่ง 1310 nm และรับ 1550 nm
อีกฝั่งส่ง 1550 nm และรับ 1310 nm
จึงประหยัด Fiber Core ได้
แต่ต้องเลือก Transceiver เป็นคู่ที่ตรงกัน
2 Core กับ 4 Core เลือกอะไรดี
ถ้าต้องการ Link เดียวและมั่นใจว่าไม่มีการขยาย
2 Core ใช้งานได้
แต่ถ้าแนวสายเดินยากหรือคาดว่าจะใช้งานหลายปี
4 Core มักคุ้มกว่า
เพราะค่า Cable ที่เพิ่มขึ้นมักน้อยกว่าค่าแรงเดินสายใหม่ในอนาคต
บ้านควรใช้กี่ Core
ถ้าเป็นสาย FTTH จากผู้ให้บริการเข้า ONU
1 Core อาจเพียงพอ
แต่ถ้าเป็นการเดิน Fiber ภายในพื้นที่ส่วนตัว เช่น
บ้านหลัก → บ้านอีกหลัง
หรือ
บ้าน → Office
แนะนำพิจารณาอย่างน้อย 2 Core หรือ 4 Core
โดยเฉพาะถ้าต้องการสำรองระบบ
สำนักงานขนาดเล็กควรใช้กี่ Core
ถ้าเชื่อมเพียง 2 จุด
4 Core เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก
สามารถใช้ 2 Core สำหรับระบบหลักและเหลือ 2 Core สำรอง
ถ้ามีแนวโน้มเพิ่ม
- CCTV
- Access Point
- Network แยก
- Backup Link
อาจพิจารณา 6 Core หรือมากกว่า
ระบบ CCTV ควรใช้กี่ Core
ถ้าใช้ Fiber เป็น Backbone จากตู้กล้องไปห้อง Control
จำนวน Core ขึ้นอยู่กับการออกแบบ
ถ้าทุกระบบรวมผ่าน Network Switch อาจใช้เพียง 2 Core ต่อ Link
แต่ควรเผื่อ Spare
ดังนั้น 4 Core มักเหมาะกว่าสาย 2 Core
เชื่อมระหว่างอาคารควรใช้กี่ Core
ถ้าเป็นแนวสายสำคัญ comsiam แนะนำว่าอย่าคิดเพียงจำนวน Core ที่ใช้งานทันที
เพราะการเดินสายระหว่างอาคารมีต้นทุนอื่น เช่น
- ค่าแรง
- ท่อ
- ราง
- งานขุด
- งานขึ้นเสา
- อุปกรณ์แขวน
ดังนั้นการเพิ่มจำนวน Core ตั้งแต่ต้นมักประหยัดกว่าการเดินใหม่
สำหรับ Link ขนาดเล็ก 4 Core เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
ควรเผื่อ Core เท่าไร
ไม่มีตัวเลขตายตัวสำหรับทุกโครงการ
แต่หลักง่าย ๆ คือควรมี Spare Core
ตัวอย่างเช่น
ต้องใช้จริง 2 Core
อาจเลือก 4 Core
ต้องใช้จริง 4 Core
อาจเลือก 6 หรือ 12 Core
ขึ้นอยู่กับโอกาสขยายระบบ
ทำไมไม่ควรเลือก Core เท่าที่ใช้พอดี
เพราะระบบจริงอาจเกิด
- Fiber ขาด
- Splice เสีย
- Core Loss สูง
- ต้องเพิ่ม Link
- ต้องแยกระบบ
- เพิ่มกล้อง
- เพิ่ม Network
หากไม่มี Spare Core การแก้ปัญหาจะยากขึ้น
สาย Core เยอะทำให้ Loss สูงขึ้นไหม
ไม่
จำนวน Core ภายใน Cable ไม่ได้ทำให้ Loss ของ Fiber แต่ละเส้นสูงขึ้นโดยตรง
ค่า Loss ขึ้นอยู่กับ
- คุณภาพ Fiber
- ระยะทาง
- Connector
- Fusion Splice
- Bend
- Wavelength
ดังนั้นสาย 24 Core ไม่ได้มี Loss มากกว่าสาย 2 Coreเพียงเพราะมี Core มากกว่า
สาย Core เยอะใหญ่ขึ้นหรือไม่
โดยทั่วไปใหญ่ขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องเพิ่มตามจำนวน Core แบบตรงตัว
ผู้ผลิตใช้โครงสร้างหลายแบบ เช่น
- Loose Tube
- Central Tube
- Ribbon Fiber
- Micro Cable
เพื่อบรรจุ Core จำนวนมากใน Cable ที่มีขนาดเหมาะสม
Core เยอะสไปซ์ยากขึ้นหรือไม่
จำนวนจุด Splice เพิ่มขึ้นตาม Core ที่ใช้งาน
ถ้ามีสาย 4 Core แต่ใช้เพียง 2 Core ก็ไม่จำเป็นต้อง Fusion ทุก Core เสมอไป
Core สำรองสามารถจัดเก็บไว้ใน Splice Tray ได้
เมื่อจำเป็นจึงนำมาใช้งาน
ควรสไปซ์ Core สำรองไว้เลยหรือไม่
ขึ้นอยู่กับระบบ
บางโครงการ Splice ทุก Core เพื่อเตรียมพร้อมใช้งานทันที
บางโครงการ Splice เฉพาะ Core ที่ใช้งาน
ถ้า Core จำนวนไม่มาก การเตรียม Core สำรองให้พร้อมอาจช่วยลดเวลาเมื่อเกิดปัญหา
หากต้องจัดการสายหลาย Core สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับ บริการสไปซ์สายไฟเบอร์ออฟติก เพื่อทำความเข้าใจการจัด Splice Tray และการตรวจวัด Link เพิ่มเติม
ต้องกำหนดสี Core หรือไม่
ควรกำหนด
สาย Fiber หลาย Core จะใช้ Color Code เพื่อแยก Fiber แต่ละเส้น
เช่น
- Blue
- Orange
- Green
- Brown
และสีอื่นตามมาตรฐานของผู้ผลิต
ช่างควรบันทึกให้ชัดเจนว่า Core ใดใช้กับระบบอะไร
ควรติด Label หรือไม่
ควรติดอย่างมาก
โดยเฉพาะสาย 4 Core ขึ้นไป
ควรระบุ
- ต้นทาง
- ปลายทาง
- Core ที่ใช้งาน
- Core สำรอง
- วันที่ติดตั้ง
ช่วยให้ Maintenance ง่ายขึ้นมาก
ซื้อ 4 Core แพงกว่า 2 Core มากไหม
ราคาขึ้นอยู่กับประเภทสายและผู้ผลิต
แต่ในหลายกรณี ส่วนต่างของราคาสายไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับต้นทุนเดินสายใหม่
ดังนั้นหากแนวเดินสายมีความยาก การเพิ่ม Core ตั้งแต่แรกมักคุ้มกว่า
วิธีเลือกแบบง่ายที่สุด
เลือก 1 Core เมื่อ
- FTTH
- PON
- ใช้ BiDi
- ไม่มีความต้องการสำรอง
เลือก 2 Core เมื่อ
- Point-to-Point Link เดียว
- ระบบ Duplex
- ไม่มีแผนขยายมาก
เลือก 4 Core เมื่อ
- ต้องการ Spare
- เชื่อมอาคาร
- ระบบสำคัญ
- อาจขยายในอนาคต
ถ้าลังเลระหว่าง 2 Core กับ 4 Core เลือกอะไร
ถ้าแนวสายเดินง่ายและเปลี่ยนใหม่ได้สะดวก 2 Core อาจเพียงพอ
แต่ถ้าแนวสาย
- ฝังดิน
- เดินบนเสา
- ลอดท่อไกล
- ผ่านหลายชั้น
- เชื่อมอาคาร
4 Core มักเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าในระยะยาว
สรุป 1 Core, 2 Core และ 4 Core เลือกอย่างไร
จำง่าย ๆ ว่า
1 Core = ระบบที่ใช้ Fiber เส้นเดียว เช่น FTTH หรือ BiDi
2 Core = Link Duplex หนึ่งชุด
4 Core = ใช้ 2 Core และเหลือ Spare หรือรองรับ Link เพิ่ม
ถ้าเป็นงานที่เดินสายใหม่ภายหลังยาก อย่าประหยัดจำนวน Core มากเกินไป เพราะต้นทุนสายที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายจำนวนมากในอนาคต
หลักสำคัญที่ comsiam ใช้คือ “เผื่อ Core ตอนเดินสายง่ายกว่าเดินสายใหม่ตอนระบบเต็ม” โดยเฉพาะ Backbone และสายเชื่อมระหว่างอาคาร






