วิธีวัดค่าแสงไฟเบอร์ด้วย Optical Power Meter แบบเข้าใจง่าย

การวัดค่าแสงไฟเบอร์ด้วย Optical Power Meter คือวิธีตรวจว่า Optical Signal ที่เดินทางมาถึงปลายสายมีระดับกำลังเท่าไร โดยค่าที่เห็นบนหน้าจอมักแสดงเป็น dBm

สำหรับงาน FTTH สิ่งที่ผู้ใช้และช่างอยากรู้มากที่สุดคือ ค่าแสงที่มาถึง ONT อยู่ในช่วงที่ระบบรับได้หรือไม่ และยังเหลือ Optical Margin เพียงพอหรือเปล่า

หลักการสำคัญคือ

ยิ่งค่า dBm ติดลบมาก แสงยิ่งอ่อน

ตัวอย่างเช่น

  • -10 dBm แรงกว่า -20 dBm
  • -20 dBm แรงกว่า -25 dBm
  • -25 dBm แรงกว่า -30 dBm

แต่ไม่ควรตัดสินจากตัวเลขอย่างเดียว ต้องเทียบกับ Receiver Range ของระบบจริง

สำหรับงาน Fiber comsiam แนะนำให้วัดค่าแสงทุกครั้งหลังเดินสายใหม่, Fusion Splice, เปลี่ยน Fast Connector หรือย้ายจุด Fiber เพื่อเก็บเป็น Baseline สำหรับเปรียบเทียบในอนาคต

หากต้องการตรวจค่าแสงหรือแก้จุด Loss สามารถดูรายละเอียด บริการวัดค่าและสไปซ์ไฟเบอร์ออฟติก สำหรับงาน Optical Power Test และ Fusion Splice ได้

① Optical Power Meter คืออะไร

คือเครื่องมือสำหรับวัดกำลังแสงใน Fiber

ค่าที่ใช้กันบ่อยคือ dBm

เหมาะกับงาน

  • FTTH
  • Backbone
  • ODF
  • Splitter
  • Patch Cord

และงานตรวจหลังซ่อม

② ก่อนวัดต้องรู้ว่า Fiber เป็น Active หรือ Passive

ต้องรู้ก่อน

ถ้าเป็น Active Fiber จะมี Optical Signal จากอุปกรณ์ต้นทางอยู่แล้ว

ถ้าเป็น Passive Link อาจต้องใช้ Light Source เพิ่ม

③ ถ้าวัด Fiber จาก ISP ต้องทำอย่างไร

โดยทั่วไปจะวัด Optical Signal ที่ปลายสายก่อนเข้า ONT

ควรใช้ Meter ที่รองรับ Wavelength และช่วงกำลังของระบบนั้น

④ ต้องปิด ONT ก่อนหรือไม่

ขึ้นอยู่กับขั้นตอนงาน

หากต้องถอด Fiber ออกจาก ONT เพื่อวัด ให้ทำอย่างระมัดระวังและไม่มองเข้า Connector

⑤ ห้ามมองเข้าปลาย Fiber จริงไหม

จริง

เพราะ Active Fiber อาจมี Infrared ที่ตามองไม่เห็น

ควรใช้เครื่องมือวัดแทนตาเสมอ

⑥ ขั้นตอนแรกก่อนวัดคืออะไร

ตรวจ Connector

ดูว่า

  • ชนิดตรงกัน
  • ไม่มีความเสียหาย
  • ไม่มีฝุ่น

จากนั้น Clean ตามความเหมาะสม

⑦ ทำไม Connector ต้องสะอาด

เพราะฝุ่นเพียงเล็กน้อยสามารถเพิ่ม Optical Loss ได้

ถ้าวัดทั้งที่หัวสกปรก ค่าที่ได้อาจต่ำกว่าความเป็นจริง

⑧ ใช้ผ้าเสื้อเช็ดได้ไหม

ไม่ควร

ควรใช้

  • One-Click Cleaner
  • Lint-Free Wipe
  • Cleaning Tool สำหรับ Fiber

โดยเฉพาะ

⑨ ขั้นตอนต่อไปคือเปิด Meter ใช่ไหม

ใช่

เปิดเครื่องและตรวจว่า

  • Battery พร้อม
  • Display ปกติ
  • Adapter ติดแน่น

ก่อนต่อ Fiber

⑩ ต้องเลือก Wavelength ก่อนวัดไหม

ต้อง

นี่เป็นขั้นตอนสำคัญมาก

ถ้า Wavelength ผิด ค่าอาจคลาดเคลื่อน

⑪ GPON Downstream มักวัดที่ Wavelength ไหน

โดยทั่วไปใช้ประมาณ 1490 nm สำหรับ Downstream

แต่ควรตรวจระบบจริง

เพราะ Network อาจมี Wavelength อื่นร่วมด้วย

⑫ ถ้าเป็น XGS-PON ต้องใช้ค่าเดียวกันไหม

ไม่เสมอไป

XGS-PON ใช้ Wavelength ต่างจาก GPON บางส่วน

Meter ต้องรองรับระบบนั้น

⑬ ถ้าไม่รู้ Wavelength ทำอย่างไร

ควรตรวจ

  • Specification ของระบบ
  • ONT/OLT
  • ISP
  • คู่มืออุปกรณ์

ก่อนวัด

ไม่ควรเดา

⑭ ถ้าตั้ง Wavelength ผิด ค่าจะเพี้ยนไหม

เพี้ยนได้

เพราะ Detector มี Response ต่างกันตาม Wavelength

จึงต้องตั้งให้ถูก

⑮ ขั้นตอนการต่อ Meter ทำอย่างไร

โดยทั่วไป

Fiber จากระบบ
↓
Adapter ที่ถูกชนิด
↓
Optical Power Meter

จากนั้นรอให้ค่า Stable แล้วอ่าน dBm

⑯ ต้องใช้ Adapter แบบไหน

ขึ้นอยู่กับ Connector

เช่น

  • SC
  • FC
  • LC

ต้องใช้ Adapter ให้ตรง Ferrule และ Interface

⑰ SC/APC ใช้กับ Meter ได้ไหม

ได้ถ้า Adapter รองรับ

แต่ควรหลีกเลี่ยงการเอา APC ไปสัมผัส UPC โดยตรง

⑱ SC/UPC ใช้ได้ไหม

ได้เช่นกัน

ต้อง Match Connector Geometry ให้ถูก

⑲ เสียบ Connector จนสุดสำคัญไหม

สำคัญ

ถ้า Connector ไม่ Lock หรือไม่อยู่ตำแหน่ง อาจทำให้ค่าแกว่งหรืออ่านต่ำผิดปกติ

⑳ หลังเสียบแล้วควรรอกี่วินาที

รอจนค่าบนหน้าจอ Stable

ไม่ต้องรีบจดค่าทันที

ถ้าค่าแกว่งให้ตรวจ Connector ก่อน

㉑ ค่า Stable คืออะไร

คือค่าที่เปลี่ยนเพียงเล็กน้อยและไม่แกว่งหลาย dB

ถ้าแกว่งมากผิดปกติควรหยุดตรวจ

㉒ ถ้าค่าแกว่ง 0.1 dB ถือว่าปกติไหม

อาจเกิดได้ตาม Accuracy และ Stability ของ Source/Meter

ต้องดู Specification ของเครื่อง

㉓ ถ้าแกว่ง 3–5 dB ล่ะ

ถือว่าน่าสงสัย

ควรตรวจ

  • Connector
  • Fiber Bend
  • Adapter
  • Source

ก่อนบันทึกค่า

㉔ อ่านค่า dBm ยังไง

ตัวอย่าง

-12 dBm = แสงค่อนข้างแรงกว่า -20 dBm

-20 dBm = อ่อนกว่า -12 dBm

-28 dBm = อ่อนกว่า -20 dBm อีก

หลักคือยิ่งติดลบมากยิ่งอ่อน

㉕ 0 dBm คืออะไร

0 dBm = 1 mW

เป็น Reference ของหน่วย dBm

ไม่ใช่ค่าปกติที่ต้องพยายามให้ Fiber บ้านได้ถึง

㉖ -10 dBm เท่ากับเท่าไร

ประมาณ 0.1 mW

㉗ -20 dBm เท่ากับเท่าไร

ประมาณ 0.01 mW

㉘ -30 dBm เท่ากับเท่าไร

ประมาณ 0.001 mW

จึงเห็นว่า dBm เป็น Logarithmic Scale

㉙ ต่าง 3 dB หมายถึงอะไร

Power ต่างกันประมาณ 2 เท่า

เช่นจาก -15 เป็น -18 dBm

กำลังแสงลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง

㉚ ต่าง 10 dB หมายถึงอะไร

Power ต่างกันประมาณ 10 เท่า

จึงเป็นความต่างที่ใหญ่มาก

㉛ วิธีรู้ว่าค่าปกติไหม

ต้องเทียบกับ

  • Receiver Range
  • ISP Specification
  • PON Class
  • Baseline เดิม

ไม่ควรใช้เลขเดียวตัดสินทุกระบบ

㉜ ถ้าได้ -18 dBm ถือว่าปกติไหม

ในระบบ FTTH จำนวนมากอาจอยู่ในช่วงใช้งานได้ดี

แต่ต้องเทียบกับระบบจริงก่อนสรุป

㉝ ถ้าได้ -25 dBm ล่ะ

อาจยังใช้งานได้

แต่ต้องดูว่าใกล้ Receiver Limit หรือไม่

และ Baseline เดิมเป็นเท่าไร

㉞ ถ้าได้ -30 dBm ล่ะ

อาจต่ำเกินไปสำหรับบางระบบ

ควรตรวจ Specification และหา Loss เพิ่ม

㉟ ถ้า Meter ขึ้น LO หมายถึงอะไร

อาจหมายถึง

  • Signal ต่ำกว่าช่วงวัด
  • ไม่มี Signal
  • Connector ไม่ดี

ต้องตรวจ Setup ก่อน

㊱ ถ้า Meter ไม่ขึ้นค่าเลยทำอย่างไร

ตรวจ

  1. เครื่องเปิดหรือไม่
  2. Wavelength ถูกหรือไม่
  3. Adapter แน่นหรือไม่
  4. Fiber มีแสงหรือไม่
  5. Connector สะอาดหรือไม่

ก่อนสรุปว่าสายขาด

㊲ VFL ช่วยตรวจต่อได้ไหม

ได้

ถ้าสงสัยสายขาดหรือ Continuity

VFL ช่วยไล่สายได้

แต่ไม่ได้วัด dBm

㊳ OTDR ใช้ต่อเมื่อไร

เมื่อ

  • ค่าแสงต่ำ
  • ไม่รู้จุด Loss
  • สายยาว
  • สายอยู่ในท่อ

OTDR ช่วยระบุตำแหน่ง Event ตามระยะ

㊴ การวัดแบบ Absolute Power คืออะไร

คือการอ่านค่ากำลังแสงโดยตรงเป็น dBm

เหมาะกับการดูว่า Receiver ได้รับแสงเท่าไร

㊵ การวัดแบบ Relative dB คืออะไร

คือการตั้ง Reference Point แล้ววัดความต่าง

เหมาะกับการหา Insertion Loss ของ Link

㊶ ถ้าต้องการวัด Loss ของสายต้องใช้อะไรเพิ่ม

ควรใช้ Optical Light Source ร่วมกับ Power Meter

เรียกว่า End-to-End Loss Test

㊷ Light Source ทำหน้าที่อะไร

ส่ง Optical Power ที่ทราบค่าและ Wavelength เข้า Fiber

ปลายอีกด้านใช้ Meter วัด

จากนั้นคำนวณ Loss

㊸ ตัวอย่างการคำนวณ Loss

ถ้า Source Reference = -5 dBm

ปลายทาง = -8 dBm

Loss = 3 dB

㊹ Loss ใช้หน่วย dB ใช่ไหม

ใช่

อย่าสับสนกับ dBm

dBm = Power

dB = Difference/Loss

㊺ วิธีวัด Patch Cord ทำอย่างไร

ใช้ Light Source + Power Meter

ตั้ง Reference ก่อน

จากนั้นแทรก Patch Cord เข้า Test Path แล้วดู Loss เพิ่ม

㊻ วิธีวัด Splitter ทำอย่างไร

วัด

  • Input Power
  • Output Power แต่ละ Port

แล้วคำนวณ Loss

ช่วยดู Uniformity ได้ด้วย

㊼ Splitter 1:8 แต่ละ Port ต้องเท่ากันไหม

ไม่เท่ากันเป๊ะ

แต่ควรใกล้กันตาม Specification

ถ้าบาง Port แย่มากควรตรวจ

㊽ วิธีวัดหลัง Fusion Splice ทำอย่างไร

สามารถวัด End-to-End Optical Power ก่อนและหลังงาน

ถ้าค่าลดลงผิดปกติควรตรวจ Splice

㊾ เครื่อง Splicer บอก Loss แล้วทำไมต้อง Meter อีก

เพราะค่าใน Splicer มักเป็น Estimated Loss

Meter วัด Optical Power จริงของ Link

จึงให้ข้อมูลคนละแบบ

㊿ วิธีวัด Fast Connector ล่ะ

หลัง Terminate แล้วต่อ Link ให้สมบูรณ์

วัด Power ที่ปลายทาง

ถ้าค่าต่ำผิดปกติควรตรวจ Cleave และ Connector

51. ถ้าขยับ Fast Connector แล้วค่าเปลี่ยนผิดปกติไหม

ผิดปกติ

อาจเป็น Mechanical Contact ไม่แน่น

ควร Terminate ใหม่

52. ต้องวัดก่อนและหลังเปลี่ยน Connector ไหม

ถ้ากำลัง Troubleshoot ควร

จะรู้ว่าการเปลี่ยนช่วยได้จริงหรือไม่

53. ต้องวัดก่อนและหลัง Clean หัวไหม

ดีมาก

ถ้าค่าดีขึ้นหลัง Cleaning แสดงว่า Contamination มีผล

54. ต้องถ่ายรูปค่าหรือไม่

ควร

โดยเฉพาะงานติดตั้งใหม่

ช่วยเก็บ Baseline ได้ง่าย

55. ควรถ่ายอะไรบ้าง

แนะนำ

  • หน้าจอ Meter
  • จุดที่วัด
  • Connector
  • Label Fiber

เพื่อให้กลับมาดูแล้วเข้าใจ Context

56. Baseline สำคัญอย่างไร

ถ้าอนาคตค่าเปลี่ยนจาก

-17 dBm → -22 dBm

จะเห็นทันทีว่า Link สูญเสียเพิ่ม 5 dB

57. ไม่มี Baseline ทำอย่างไร

ต้องเทียบกับ

  • Receiver Specification
  • Network Design
  • Path ใกล้เคียง

และใช้เครื่องมืออื่นช่วย

58. ต้องวัดทุกครั้งหลังช่างติดตั้งไหม

ควรอย่างมาก

เป็นวิธีง่ายที่สุดในการยืนยัน Physical Layer

59. Speed Test ใช้แทนได้ไหม

ไม่ได้

Speed Test วัด Throughput

Power Meter วัด Optical Power

คนละ Layer

60. ค่าแสงดีแต่ Speed Test ช้าได้ไหม

ได้

ต้องตรวจ

  • Router
  • LAN
  • Wi-Fi
  • ISP

ต่อ

61. ค่าแสงต่ำแต่ Speed Test ยังเต็มได้ไหม

ได้ถ้ายังอยู่ใน Working Range

แต่ Margin อาจน้อย

ไม่ควรมองข้าม

62. ONT มีเมนูดู Optical Power ได้ไหม

บางรุ่นมี

สามารถดู RX/TX Optical Power ได้

แต่สิทธิ์เข้าถึงขึ้นกับ ISP

63. ใช้ค่าจาก ONT แทน Meter ได้ไหม

ใช้เป็น Reference ได้

แต่ Meter Professional เหมาะกว่าเมื่อทำ Acceptance หรือ Troubleshooting

64. ค่า RX คืออะไร

คือ Optical Power ที่อุปกรณ์รับ

ใน ONT มักใช้ดูสัญญาณจาก OLT

65. ค่า TX คืออะไร

คือ Optical Power ที่อุปกรณ์ส่ง

เช่น ONT ส่งกลับ OLT

66. วัด Downstream อย่างเดียวพอไหม

บ้านทั่วไปมักเน้น RX ที่ ONT

แต่ Provider อาจต้องตรวจ Upstream ที่ OLT ด้วย

67. PON Power Meter มีข้อดีอะไร

สามารถออกแบบมาเพื่อแยก Wavelength ของ PON

ทำให้ตรวจ Downstream/Upstream ได้เหมาะกับงานมากกว่า Meter ทั่วไป

68. Meter ธรรมดาวัด GPON ได้ไหม

ได้ในหลายกรณี

ถ้ารองรับ

  • Wavelength
  • Power Range

ที่ต้องการ

69. ต้องดู Maximum Input Power ไหม

ต้อง

ไม่ควรป้อนแสงแรงเกิน Range ของ Detector

70. แสงแรงเกินทำเครื่องเสียได้ไหม

มีความเสี่ยงหากเกิน Specification

จึงควรตรวจค่าก่อนใช้งานกับ Source ที่ไม่รู้ระดับ

71. Power Meter ต้อง Calibration ไหม

งาน Professional ควรมี Calibration ตามรอบ

เพื่อรักษาความแม่นยำ

72. บ้านทั่วไปต้องสนใจ Calibration ไหม

ไม่มาก

แต่ถ้าใช้เครื่องราคาถูกมาก ควรเข้าใจว่าค่าอาจคลาดเคลื่อน

73. วิธีเช็ก Meter เบื้องต้นทำอย่างไร

ใช้ Source ที่ทราบค่าหรือเปรียบเทียบกับเครื่องที่เชื่อถือได้

ถ้าต่างมากผิดปกติควรตรวจเครื่อง

74. Adapter ของ Meter มีผลไหม

มี

ถ้าหลวม สกปรก หรือเสีย

ค่าที่วัดอาจต่ำกว่าจริง

75. Port ของ Meter ต้องปิด Dust Cap ไหม

ควร

ช่วยลดฝุ่นเมื่อไม่ได้ใช้งาน

76. ต้อง Clean Port เองไหม

ควรตามคู่มือ

ห้ามใช้ของแข็งหรือของที่ทิ้งคราบเข้าไป

77. วัดค่าแล้วถอด Connector บ่อย ๆ ดีไหม

ไม่ควรโดยไม่มีเหตุผล

ทุกครั้งที่ถอดมีความเสี่ยงเรื่องฝุ่นและ End Face Damage

78. ถอด Connector ต้องจับตรงไหน

จับที่ Housing

ไม่ควรดึงจากสายหรือแตะ Ferrule

79. ห้ามแตะปลาย Ferrule ใช่ไหม

ใช่

น้ำมันจากนิ้วสามารถทำให้ Optical Surface สกปรกได้

80. ใช้ Dust Cap เดิมใส่กลับได้ไหม

ได้ถ้าสะอาด

แต่ Dust Cap เองก็สามารถมีฝุ่นได้

จึงไม่ควรคิดว่าปิด Cap แล้วสะอาด 100%

81. วิธีวัดค่าแสงบ้าน FTTH แบบสั้นที่สุดคืออะไร

  1. ถอด Fiber จาก ONT อย่างระมัดระวัง
  2. Inspect/Clean Connector
  3. ตั้ง Wavelength ถูกต้อง
  4. เสียบเข้า Meter
  5. รอค่า Stable
  6. อ่าน dBm
  7. เทียบ Receiver Range
  8. บันทึกค่า
  9. เสียบ Fiber กลับ ONT
  10. ตรวจ PON/Internet

82. ถ้าไม่แน่ใจเรื่อง Wavelength ควรถอดวัดเองไหม

ไม่ควรเดา

ให้ช่างหรือ ISP ตรวจดีกว่า

โดยเฉพาะระบบที่มีหลาย PON Technology ร่วมกัน

83. ถ้าค่าแสงต่ำ ควรทำอะไรอันดับแรก

ตรวจ

  • Connector
  • Patch Cord
  • Bend
  • Adapter

ก่อน

เพราะแก้ง่ายที่สุด

84. ถ้ายังต่ำต่อทำอะไร

ตรวจ

  • Fast Connector
  • Fusion Splice
  • Drop Fiber
  • Splitter

ตามลำดับ

85. ถ้าหลายบ้านค่าแสงต่ำพร้อมกันล่ะ

ควรสงสัย Network ภายนอก

เช่น

  • Feeder Fiber
  • Splitter
  • OLT Side

ให้ Provider ตรวจ

86. ถ้าบ้านเดียวต่ำล่ะ

มักเริ่มจาก Drop Fiber และจุดภายในบ้าน

แต่ต้องวัดจริงก่อนสรุป

87. ค่าแสงต่ำจาก Fiber งอแก้ยังไง

คลายสาย

จัด Bend Radius ใหม่

แล้ววัดซ้ำ

ถ้าค่ายังไม่กลับอาจมี Fiber Damage แล้ว

88. ค่าแสงต่ำจาก Connector สกปรกแก้ยังไง

Inspect/Clean ด้วยเครื่องมือ Fiber ที่เหมาะ

แล้ววัดซ้ำ

ไม่ควรเป่าปากหรือเช็ดด้วยเสื้อ

89. ค่าแสงต่ำจาก Fast Connector แก้ยังไง

อาจต้อง Terminate ใหม่

โดย

  • Strip
  • Clean
  • Cleave
  • Insert
  • Lock

ใหม่ทั้งหมด

90. ค่าแสงต่ำจาก Fusion Splice แก้ยังไง

Re-Splice จุดนั้น

แล้ววัดหรือ OTDR ซ้ำ

เพื่อยืนยันผล

91. ค่าแสงต่ำจาก Splitter แก้ยังไง

ตรวจ

  • Input
  • Output
  • Connector
  • Port

ถ้า Splitter เสียอาจต้องเปลี่ยน

แต่ต้องดู Optical Design ก่อน

92. Meter บอกค่าดีแต่ LOS ยังแดงทำยังไง

ตรวจว่า

  • วัด Wavelength ถูกไหม
  • ONT Provision ถูกไหม
  • Connector เสียบถูกไหม
  • PON Protocol มีปัญหาหรือไม่

อาจไม่ใช่ปัญหากำลังแสง

93. Meter บอกค่าต่ำมากแต่ PON ยังติดต้องทำยังไง

ควรตรวจ Margin

ระบบอาจยังใช้งานได้แต่ใกล้ Receiver Limit

ไม่ควรปล่อยโดยไม่วิเคราะห์

94. ควรจดค่าเป็น dBm หรือ dB

ถ้าวัด Optical Power ณ จุดหนึ่ง ใช้ dBm

ถ้าวัด Loss ระหว่างสองจุด ใช้ dB

จำให้ชัด

95. รายงานง่าย ๆ ควรเขียนยังไง

ตัวอย่าง

Fiber ID: FTTH-01
Point: Before ONT
Wavelength: 1490 nm
Power: -18.4 dBm
Status: Pass ตามเกณฑ์ระบบ

ข้อมูลแค่นี้ก็มีประโยชน์มาก

96. ต้องระบุวันที่ด้วยไหม

ควร

เพราะ Baseline ต้องมี Timeline

อนาคตจะได้รู้ว่าค่าเปลี่ยนเมื่อไร

97. Checklist ก่อนวัด Optical Power

  1. รู้ว่า Fiber Active หรือ Passive
  2. รู้ Wavelength
  3. Meter รองรับ
  4. Connector Type ตรง
  5. APC/UPC ถูกต้อง
  6. Connector สะอาด
  7. Power Range เหมาะ
  8. Fiber ไม่งอ
  9. ห้ามมองเข้า Fiber
  10. เตรียมบันทึกค่า

98. Checklist หลังวัด

  1. บันทึกค่า dBm
  2. บันทึก Wavelength
  3. ถ่ายรูป Meter
  4. ปิด Dust Cap
  5. เสียบ Fiber กลับให้ถูก
  6. ตรวจ PON
  7. ตรวจ LOS
  8. ทดสอบ Internet
  9. จัดสายใหม่
  10. เก็บ Baseline

99. เมื่อไรควรให้ช่างวัดแทน

ควรเรียกช่างเมื่อ

  • ไม่รู้ PON/Wavelength
  • ค่าแสงต่ำมาก
  • ต้อง Fusion Splice
  • ต้องใช้ OTDR
  • มี Splitter หลายชั้น
  • Fiber ของ ISP มีปัญหา

หากต้องการตรวจระบบจริง สามารถใช้ บริการวัดค่าและสไปซ์ไฟเบอร์ออฟติก เพื่อวัด Optical Power และหาจุด Loss ได้

100. สรุป วิธีวัดค่าแสง Fiber ด้วย Optical Power Meter

ขั้นตอนหลักมีเพียงไม่กี่อย่าง

① ตรวจ Connector และทำความสะอาด
② ตั้ง Wavelength ให้ตรง
③ ต่อ Fiber เข้า Optical Power Meter
④ รอค่า Stable
⑤ อ่านค่าเป็น dBm
⑥ เทียบกับ Receiver Range ของระบบ
⑦ บันทึกค่าไว้เป็น Baseline

หลักการอ่านค่าคือ

ยิ่ง dBm ติดลบมาก แสงยิ่งอ่อน

แต่ห้ามตัดสินว่า “ดีหรือแย่” จากตัวเลขเดียว เพราะต้องดูระบบจริงและ Optical Budget ร่วมด้วย

สำหรับงาน Fiber comsiam แนะนำให้วัดค่าแสงหลังทุกงานที่มีการ Splice, เปลี่ยน Connector หรือเดินสายใหม่ เพราะเป็นวิธีที่ง่ายและตรงที่สุดในการยืนยันว่า Optical Link ยังมีคุณภาพก่อนส่งมอบ