ค่าแสงไฟเบอร์ dBm คืออะไร? ตัวเลขติดลบทำไมยิ่งมากยิ่งต้องระวัง

ค่าแสงไฟเบอร์ที่ช่างพูดกันว่า -10 dBm, -20 dBm หรือ -25 dBm คือค่ากำลังแสงที่วัดได้ในระบบ Fiber โดยใช้หน่วย dBm

สิ่งที่ทำให้มือใหม่สับสนมากที่สุดคือ ทำไมตัวเลขยิ่งติดลบมากจึงหมายถึงสัญญาณยิ่งอ่อน

คำตอบคือ dBm เป็นหน่วยแบบลอการิทึมที่อ้างอิงกับกำลัง 1 mW ดังนั้น

  • -10 dBm แรงกว่า -20 dBm
  • -20 dBm แรงกว่า -25 dBm
  • -25 dBm แรงกว่า -30 dBm

จำง่าย ๆ ว่า ตัวเลขยิ่งติดลบมาก แสงยิ่งอ่อน

สำหรับงาน FTTH comsiam แนะนำว่าอย่าดูแค่ไฟ PON ว่าติดหรือไม่ เพราะระบบอาจยังใช้งานได้แม้ค่า Optical Power ใกล้ขีดจำกัด ถ้าต้องการรู้คุณภาพของ Link จริงควรวัดค่า dBm และเทียบกับ Specification ของระบบ

หากต้องตรวจค่าแสงหรือแก้จุด Loss สามารถดูรายละเอียด บริการตรวจและวัดค่าไฟเบอร์ออฟติก สำหรับงาน Optical Power Test, Fusion Splice และตรวจคุณภาพหลังซ่อมได้

① dBm คืออะไร

dBm คือหน่วยวัด Power แบบ Logarithmic

อ้างอิงกับ

1 mW = 0 dBm

ถ้าต่ำกว่า 1 mW ค่าจะเป็นติดลบ

② ทำไม Fiber ใช้ค่า dBm

เพราะ Optical Power ในระบบสื่อสารมักมีค่าต่ำมาก

การใช้ dBm ช่วยให้เปรียบเทียบค่าได้สะดวกกว่าการเขียนเป็น mW หรือ µW เล็ก ๆ

③ 0 dBm แรงแค่ไหน

0 dBm เท่ากับ 1 mW

ถือว่าสูงกว่าค่าที่พบในปลายทาง FTTH จำนวนมาก

แต่จะเหมาะหรือไม่ต้องดู Specification ของอุปกรณ์

④ -10 dBm หมายถึงอะไร

ประมาณ 0.1 mW

ยังถือว่ามีกำลังแสงมากกว่า -20 dBm ถึง 10 เท่า

⑤ -20 dBm หมายถึงอะไร

ประมาณ 0.01 mW

จึงอ่อนกว่า -10 dBm 10 เท่า

⑥ -30 dBm หมายถึงอะไร

ประมาณ 0.001 mW

อ่อนกว่า -20 dBm 10 เท่า

และอ่อนกว่า -10 dBm 100 เท่า

⑦ ทำไมต่างกัน 10 dB ถึงต่าง 10 เท่า

เพราะ dBm ใช้ Logarithmic Scale

ความต่าง 10 dB หมายถึง Power ต่างกัน 10 เท่า

⑧ ต่างกัน 3 dB หมายถึงอะไร

ประมาณ 2 เท่า

เช่นถ้าค่าแสงลดลง 3 dB Optical Power จะเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง

⑨ -15 dBm กับ -18 dBm ต่างกันมากไหม

ต่าง 3 dB

จึงหมายถึงกำลังแสงต่างกันประมาณ 2 เท่า

ถือว่าเป็นความต่างที่มีนัยสำคัญในงาน Optical

⑩ ทำไมดูตัวเลขอย่างเดียวแล้วหลอกตา

เพราะ -20 กับ -23 ดูต่างแค่ 3 หน่วย

แต่ในเชิง Power ต่างกันประมาณ 2 เท่า

นี่คือเหตุผลที่ต้องเข้าใจ dB/dBm

⑪ dBm กับ dB ต่างกันอย่างไร

dBm = กำลังแสง ณ จุดหนึ่ง

dB = ค่า Gain หรือ Loss ระหว่างสองจุด

ตัวอย่าง

ต้นทาง -10 dBm
ปลายทาง -13 dBm

Loss = 3 dB

⑫ ทำไม Loss ใช้ dB ไม่ใช่ dBm

เพราะ Loss เป็น “ความแตกต่าง” ระหว่างกำลังสองจุด

จึงใช้หน่วย dB

ส่วนค่าที่เครื่อง Power Meter วัด ณ จุดเดียวใช้ dBm

⑬ Optical Power Meter อ่านค่า dBm ใช่ไหม

ใช่

นี่คือเครื่องมือหลักที่ใช้วัดค่าแสง Fiber

ต้องตั้ง Wavelength ให้ตรงกับระบบก่อนวัด

⑭ ค่า dBm ที่ดีควรเท่าไร

ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้ทุกระบบ

ต้องดู

  • GPON/XGS-PON
  • Optical Class
  • ONT Receiver Range
  • ISP Specification

เป็นหลัก

⑮ ทำไมบอกว่า -20 dBm ดีเสมอไม่ได้

เพราะ Receiver ของแต่ละระบบมีช่วงทำงานต่างกัน

บางระบบอาจรับได้สบาย

บางระบบอาจเหลือ Margin น้อยกว่า

⑯ ค่า dBm ยิ่งสูงยิ่งดีไหม

ไม่เสมอไป

Optical Receiver มีทั้ง Minimum และ Maximum Input

ถ้าแสงแรงเกินไปก็อาจ Overload ได้

⑰ แปลว่า -5 dBm อาจแรงเกินได้ไหม

เป็นไปได้

ต้องดู Maximum Receive Power ของอุปกรณ์

อย่าสรุปว่า “ติดลบน้อยที่สุดดีที่สุด” แบบเหมารวม

⑱ ค่าแสงต่ำเกินไปเกิดอะไร

อาจเกิด

  • PON ไม่ขึ้น
  • LOS แดง
  • Link หลุด
  • Margin ต่ำ

โดยเฉพาะเมื่อใกล้ Receiver Sensitivity

⑲ Receiver Sensitivity คืออะไร

คือกำลังแสงต่ำสุดที่ Receiver ยังสามารถรับข้อมูลได้ตาม Specification

ถ้าต่ำกว่านี้ Link อาจใช้งานไม่ได้

⑳ Receiver Overload คืออะไร

คือกำลังแสงสูงเกิน Maximum Input ของ Receiver

ทำให้วงจรรับสัญญาณทำงานผิดปกติได้

㉑ Optical Margin คืออะไร

คือระยะเผื่อระหว่างค่าที่วัดได้จริงกับขีดจำกัดของระบบ

Margin ยิ่งมาก ยิ่งรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ดี

㉒ ทำไมต้องเผื่อ Margin

เพราะระบบอาจมี Loss เพิ่มจาก

  • Connector สกปรก
  • Splice เสื่อม
  • Fiber Bend
  • Aging
  • Repair

ในอนาคต

㉓ ค่าแสงวันนี้ปกติ แต่อีกปีต่ำลงได้ไหม

ได้

ถ้ามีปัญหาเพิ่มใน Optical Path

จึงควรมี Baseline ตอนติดตั้ง

㉔ Baseline dBm คืออะไร

คือค่าที่บันทึกไว้ตอนระบบทำงานปกติ

ใช้เปรียบเทียบกับค่าที่วัดใหม่เมื่อเกิดปัญหา

㉕ ค่าเปลี่ยนจาก -16 เป็น -20 dBm หมายถึงอะไร

ลดลง 4 dB

ถือว่ากำลังแสงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ควรตรวจหาสาเหตุ

㉖ ลด 1 dB ต้องกังวลไหม

ขึ้นอยู่กับระบบและ Accuracy ของเครื่อง

อาจเกิดจาก Connector Repeatability หรือ Measurement Tolerance

ต้องดูแนวโน้มและ Specification

㉗ ลด 3 dB น่ากังวลกว่าใช่ไหม

ใช่

เพราะเทียบเท่ากับกำลังแสงลดประมาณครึ่งหนึ่ง

ควรตรวจ

  • Connector
  • Bend
  • Splice
  • Splitter

㉘ ลด 10 dB รุนแรงไหม

มาก

เพราะกำลังแสงลดลงประมาณ 10 เท่า

ถือว่ามีปัญหาใหญ่หรือมี Component เพิ่ม Loss สูง

㉙ Splitter ทำให้ dBm ลดไหม

ลด

เพราะแบ่ง Optical Power ไปหลาย Output

เช่น 1:2 มี Split Loss ทางทฤษฎีประมาณ 3 dB

㉚ 1:4 ลดมากกว่าหรือไม่

มากกว่า

ทางทฤษฎีประมาณ 6 dB จากการแบ่ง

ก่อนรวม Excess Loss ของอุปกรณ์จริง

㉛ 1:8 ล่ะ

ประมาณ 9 dB ทางทฤษฎี

จึงเห็นได้ว่าจำนวน Split มีผลกับค่า dBm มาก

㉜ ถ้า Input -5 dBm ผ่าน Splitter 1:8 จะเหลือประมาณเท่าไร

ถ้าคิดเฉพาะ Split Loss ทางทฤษฎี

ประมาณ -14 dBm

แต่ของจริงต้องหัก Loss เพิ่มจากอุปกรณ์และ Connector

㉝ Fiber ยาวทำให้ dBm ลดไหม

ใช่

Fiber มี Attenuation ตามระยะทาง

ยิ่งยาว Total Loss ยิ่งเพิ่ม

㉞ Connector ทำให้ dBm ลดไหม

ทำ

แต่ Connector คุณภาพดีและสะอาดควรมี Loss ต่ำ

ถ้าสกปรก Loss อาจเพิ่มมาก

㉟ Fusion Splice ทำให้ dBm ลดไหม

มี Loss เล็กน้อย

แต่ Fusion Splice ที่ดีมี Loss ต่ำมาก

จึงนิยมในงาน Backbone

㊱ Fast Connector มีผลต่อ dBm ไหม

มี

Mechanical Joint ภายในอาจมี Loss สูงกว่า Fusion Splice

ขึ้นกับคุณภาพ Connector และการติดตั้ง

㊲ Fiber งอมีผลไหม

มี

Macro Bend และ Micro Bend สามารถเพิ่ม Optical Loss

ทำให้ค่าปลายทางติดลบมากขึ้น

㊳ งอแล้วค่าเปลี่ยนทันทีได้ไหม

ได้

ถ้า Bend รุนแรง

Power Meter อาจแสดงค่าลดลงทันทีเมื่อขยับสาย

㊴ หัว Fiber สกปรกทำให้ค่าตกได้ไหม

ได้มาก

เป็นสาเหตุที่พบบ่อยมาก

ก่อนวัดหรือเสียบ Connector ควร Inspect/Clean ตามขั้นตอนที่เหมาะสม

㊵ Adapter เสียมีผลไหม

มี

ถ้า Alignment ภายในไม่ดีหรือมีสิ่งสกปรก

Optical Loss อาจเพิ่ม

㊶ Patch Cord เสียมีผลไหม

มี

โดยเฉพาะ

  • สายหัก
  • งอ
  • Connector เสีย
  • Ferrule สกปรก

ควรลองเปลี่ยนสายเทียบค่า

㊷ ค่า dBm ใช้เช็กสายขาดได้ไหม

ถ้าสายขาดสนิท Power Meter อาจอ่านค่าได้ต่ำมากหรือไม่พบสัญญาณ

แต่ไม่สามารถบอกระยะจุดขาด

ต้องใช้ OTDR

㊸ VFL อ่าน dBm ได้ไหม

ไม่ได้

VFL ใช้ Visible Red Light สำหรับไล่สาย

ไม่ใช่เครื่องวัดกำลังแสง

㊹ OTDR อ่าน dBm แบบเดียวกับ Power Meter ไหม

OTDR วิเคราะห์ Backscatter และ Event ตามระยะ

ไม่ใช่การวัด Receiver Power ณ ปลายทางแบบ Power Meter

จึงเป็นคนละประเภทข้อมูล

㊺ Speed Test บอกค่า dBm ได้ไหม

ไม่ได้

Speed Test วัดความเร็ว Network

ไม่ใช่ Optical Power

㊻ เน็ตเร็วเต็มแต่ค่าแสงต่ำได้ไหม

ได้

ถ้าค่ายังอยู่ใน Receiver Range

ระบบอาจทำงานเต็มความเร็วแม้ Margin เหลือน้อย

㊼ เน็ตช้าแต่ค่าแสงดีได้ไหม

ได้

สาเหตุอาจเป็น

  • Wi-Fi
  • Router
  • LAN
  • ISP
  • Server

ค่าแสงดีไม่ได้การันตีว่า Internet จะเร็วเสมอ

㊽ ค่า dBm มีผลกับ Latency ไหม

ไม่ใช่แบบตรง ๆ

ตราบใดที่ Optical Link ทำงานปกติ Latency ขึ้นกับ Network Path และระบบมากกว่า

แต่ Link ที่ไม่เสถียรอาจสร้างปัญหาอื่นตามมา

㊾ ค่าแสงต่ำทำให้ Packet Loss ได้ไหม

หากต่ำจน Physical Link เริ่มผิดพลาดหรือหลุด อาจส่งผลต่อการรับส่งข้อมูล

แต่ควรตรวจค่าระบบจริงก่อนสรุป

㊿ PON ติดแต่ dBm ต่ำควรแก้ไหม

ถ้าต่ำใกล้ขีดจำกัด ควรตรวจ

อย่ารอจน LOS แดง

เพราะ Margin ที่ต่ำทำให้ระบบไวต่อความเปลี่ยนแปลง

51. LOS แดงสัมพันธ์กับ dBm อย่างไร

LOS หมายถึง Loss of Signal

อาจเกิดเมื่อ Optical Signal ต่ำเกินระดับที่ ONT ตรวจจับได้ หรือไม่มี Signal

แต่สาเหตุจริงต้องวัด

52. PON เขียวหมายถึงค่าแสงดีแน่นอนไหม

ไม่แน่นอน

หมายถึง ONT สามารถ Register/รับ Optical Link ได้ในขณะนั้น

ไม่ได้บอกว่า Margin สูง

53. Internet เขียวแต่ค่าแสงแย่ได้ไหม

เป็นไปได้

ระบบยังทำงานอยู่แต่ใกล้ Limit

ควรวัดและเทียบ Specification

54. ONT บางรุ่นดูค่า Optical Power ได้ไหม

บางรุ่นสามารถแสดง Optical RX/TX Power ในหน้า Status

แต่ความแม่นยำและสิทธิ์เข้าถึงขึ้นกับรุ่น/ISP

55. ใช้ค่าใน ONT แทน Power Meter ได้ไหม

ใช้เป็น Reference ได้

แต่สำหรับงาน Acceptance หรือ Troubleshooting จริง Power Meter ที่เหมาะสมให้ความมั่นใจกว่า

56. ค่า RX กับ TX ต่างกันอย่างไร

RX = Power ที่อุปกรณ์รับ

TX = Power ที่อุปกรณ์ส่ง

ใน PON ทั้งสองด้านมี Optical Transceiver ทำงานตาม Wavelength ของระบบ

57. ค่า RX ของ ONT สำคัญอย่างไร

ใช้ดูว่าจาก OLT ผ่าน Fiber/Splitter มาถึง ONT เหลือแสงเท่าไร

เป็นค่าที่ช่วยวิเคราะห์ Downstream Path

58. ค่า TX ของ ONT ใช้ทำอะไร

เป็นกำลังส่งจาก ONT กลับไป OLT

ไม่ได้หมายความว่า OLT รับได้เท่ากับค่า TX เพราะยังมี Loss ระหว่างทาง

59. OLT ก็มี RX Power ใช่ไหม

ใช่

OLT รับ Optical Signal จาก ONT

ระบบ PON ต้องมีทั้ง Upstream และ Downstream อยู่ในช่วงที่รองรับ

60. ทำไมวัดปลายบ้านอย่างเดียวอาจไม่ครบ

เพราะปัญหาอาจเกิดเฉพาะ Upstream หรือ Downstream

งาน Provider ระดับลึกอาจต้องดูค่าทั้ง OLT และ ONT

61. PON ใช้สองทิศทางใน Fiber เส้นเดียวได้อย่างไร

ใช้ Wavelength ต่างกันสำหรับ Upstream และ Downstream

จึงสื่อสารสวนทางกันใน Fiber เส้นเดียวได้

62. ค่า dBm จึงต้องระบุ Wavelength ด้วยไหม

ควร

โดยเฉพาะงานรายงาน

เช่น

  • -18 dBm @ 1490 nm

มีความหมายชัดกว่าระบุเพียง -18 dBm

63. วัดผิด Wavelength แล้วค่าเพี้ยนได้ไหม

ได้

Power Meter มี Calibration แตกต่างกันตาม Wavelength

จึงต้องตั้งให้ถูก

64. เครื่องราคาถูกเพี้ยนหลาย dB ได้ไหม

เป็นไปได้ถ้า Accuracy/Calibration ไม่ดี

จึงควรเลือกเครื่องที่มี Specification น่าเชื่อถือ

65. ค่าจากเครื่องสองตัวไม่เท่ากันทำไม

อาจเกิดจาก

  • Calibration
  • Detector
  • Adapter
  • Connector
  • Wavelength Setting

ต่างกัน

66. ถ้าต่าง 0.5 dB ถือว่ามากไหม

ขึ้นอยู่กับ Accuracy ของเครื่องและงาน

สำหรับงานทั่วไปอาจยังอยู่ใน Measurement Uncertainty

แต่โครงการมาตรฐานสูงต้องดู Spec

67. ถ้าต่าง 3 dB ต้องสงสัยไหม

ควร

เพราะต่างประมาณครึ่งหนึ่งของ Power

อาจมีปัญหา Measurement Setup หรือเครื่องใดเครื่องหนึ่งผิด

68. ค่า dBm ควรวัดกี่ครั้ง

ควรวัดซ้ำอย่างน้อยเพื่อดู Stability

ถ้าค่าแกว่งควรตรวจ Connector และ Fiber ก่อนบันทึกผล

69. ต้อง Clean Connector ทุกครั้งไหม

ควร Inspect/Clean ตามความเหมาะสม

โดยเฉพาะก่อน Acceptance Test

เพราะ Connector Dirty เป็นสาเหตุ Error ที่พบบ่อย

70. เสียบ Connector ซ้ำแล้วค่าเปลี่ยนได้ไหม

ได้

เรียกว่า Connection Repeatability

จึงควรเสียบอย่างถูกต้องและไม่ขยับระหว่างวัด

71. ค่าแสงแกว่งตลอดเกิดจากอะไร

อาจเกิดจาก

  • Connector หลวม
  • Fiber ขยับ
  • Source ไม่เสถียร
  • Bend
  • Equipment Fault

ต้องแยกตรวจทีละจุด

72. ค่าแสงตกเมื่อจับสายแปลว่าอะไร

มีโอกาสว่า Fiber Route หรือ Connector มีปัญหา Mechanical

เช่น Bend หรือ Contact ไม่แน่น

ควรตรวจทันที

73. ค่าแสงตกเฉพาะกลางวันได้ไหม

เป็นไปได้ถ้า Environment ส่งผลต่อ Cable/Connector หรือระบบต้นทาง

แต่ต้องมีข้อมูลวัดซ้ำก่อนสรุป

74. อุณหภูมิมีผลไหม

Component Optical มี Temperature Specification

การเปลี่ยนแปลงปกติไม่ควรทำให้ระบบดี ๆ หลุดง่าย

ถ้าค่าเปลี่ยนมากควรตรวจ Installation

75. น้ำเข้ากล่อง Fiber มีผลต่อ dBm ไหม

มีได้

Connector/Adapter หรือ Fiber อาจได้รับผลกระทบจน Loss เพิ่ม

โดยเฉพาะ Outdoor Box ที่ Seal ไม่ดี

76. หนูกัดสายแต่ยังไม่ขาด ค่าแสงลดได้ไหม

ได้

ถ้า Fiber ถูกกด หัก หรืองอ

อาจเกิด Loss โดยยังมี Signal ผ่านอยู่

77. Macro Bend ทำให้ dBm ติดลบมากขึ้นใช่ไหม

ใช่

เพราะ Optical Power สูญเสียออกจาก Core มากขึ้น

78. Micro Bend ล่ะ

ก็ทำให้ Loss เพิ่มได้

แม้ภายนอกอาจมองไม่เห็นการงอชัดเจน

79. Splice หลายจุดทำให้ค่าแสงลดสะสมใช่ไหม

ใช่

Loss ของแต่ละ Splice รวมกันเป็น Total Loss

จึงไม่ควรเพิ่มจุดต่อโดยไม่จำเป็น

80. Adapter หลายตัวก็เหมือนกันไหม

ใช่

ทุก Connector Pair มี Insertion Loss

จำนวน Interface มากขึ้น Total Loss ก็เพิ่ม

81. Optical Budget คืออะไรแบบง่ายที่สุด

คือ “งบค่าแสง” ที่ระบบยอมเสียได้ทั้งหมดก่อนถึง Receiver

ต้องรวม

  • Fiber
  • Splitter
  • Splice
  • Connector

และเผื่อ Margin

82. ถ้าใช้ Budget หมดพอดีดีไหม

ไม่ดี

ควรเหลือ Engineering Margin

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

83. Engineering Margin ควรมีเท่าไร

ไม่มีตัวเลขเดียวสำหรับทุกโครงการ

ต้องดู Design Standard และ Requirement

หลักสำคัญคือไม่ควรออกแบบชิด Limit เกินไป

84. ค่า dBm ใช้วิเคราะห์ระบบเก่าได้ไหม

ได้ดีมาก

ถ้ามี Baseline เดิมยิ่งมีประโยชน์

สามารถดูว่า Loss เพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าไร

85. ไม่มี Baseline ทำยังไง

ต้องเทียบกับ

  • System Specification
  • Receiver Range
  • Neighboring Ports
  • Path Design

และตรวจ Physical Layer เพิ่ม

86. เทียบค่ากับบ้านข้าง ๆ ได้ไหม

ใช้เป็น Reference คร่าว ๆ ได้ถ้าอยู่ Splitter/Route เดียวกัน

แต่ไม่ควรถือว่าได้ค่าต้องเท่ากันเป๊ะ

แต่ละ Path มีระยะและ Connection ต่างกัน

87. ค่าแสงต่างกัน 1–2 dB ระหว่างสองบ้านปกติไหม

อาจปกติได้

เพราะ

  • ระยะ
  • Splice
  • Connector
  • Splitter Port

ต่างกัน

ต้องดู Specification

88. ต่างกัน 8–10 dB ควรตรวจไหม

ควรอย่างมากถ้า Architecture คล้ายกัน

อาจมี Loss สูงผิดปกติใน Path ใด Path หนึ่ง

89. ค่าแสงใช้ตรวจหลัง Fusion Splice ได้ไหม

ได้

ควรวัดก่อนและหลังงานเมื่อทำได้

ช่วยยืนยันว่าการซ่อมไม่ได้สร้าง Loss เพิ่มมากเกินไป

90. หลังเปลี่ยน Fast Connector ควรวัดไหม

ควร

เพราะ Fast Connector ไวต่อ Cleave และ Fiber Length

ค่า dBm ช่วยยืนยันผลได้ดี

91. หลังเปลี่ยน Patch Cord ควรวัดไหม

ถ้ากำลังแก้ปัญหา Optical ควร

ช่วยดูว่าสายใหม่ทำให้ค่าดีขึ้นหรือไม่

92. หลังล้างหัว Connector ควรวัดซ้ำไหม

ควร

ถ้าค่าดีขึ้นอย่างชัดเจนแสดงว่าปัญหาเดิมอาจมาจาก Contamination

93. ควรจดค่า dBm ไว้ตรงไหน

สามารถบันทึก

  • Label ในตู้
  • Report
  • Spreadsheet
  • รูปหน้าจอ Meter

เพื่อใช้เป็น Baseline

94. รายงานที่ดีควรมีอะไร

เช่น

  • Fiber ID
  • จุดวัด
  • Wavelength
  • dBm
  • วันที่
  • เครื่องมือ
  • ผู้ทดสอบ

ช่วยให้ข้อมูลมีความหมายในอนาคต

95. ทำไมค่า dBm สำคัญกว่าการดูว่าเน็ตติดหรือไม่

เพราะบอก Health ของ Optical Link ได้ละเอียดกว่า

ระบบที่ “ยังติด” อาจมี Margin น้อยและกำลังจะเกิดปัญหาในภายหลัง

96. มือใหม่ควรจำอะไรเกี่ยวกับ dBm

จำ 3 ข้อนี้

  1. dBm คือกำลังแสง
  2. ยิ่งติดลบมาก แสงยิ่งอ่อน
  3. ต้องเทียบกับ Specification ของระบบ

แค่นี้ก็ช่วยหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดได้มาก

97. Checklist ก่อนแปลผลค่า dBm

ตรวจ

  1. วัด Wavelength ถูกหรือไม่
  2. เครื่องรองรับหรือไม่
  3. Connector สะอาดหรือไม่
  4. APC/UPC ตรงกันหรือไม่
  5. Optical Path มี Splitter กี่ชั้น
  6. Fiber ยาวเท่าไร
  7. Receiver Range เท่าไร
  8. มี Baseline หรือไม่
  9. ค่าแกว่งหรือไม่
  10. มี Margin เพียงพอหรือไม่

ก่อนสรุปว่า “ค่าแสงดีหรือไม่ดี”

98. เมื่อไรควรเรียกช่าง

ควรเรียกเมื่อ

  • ค่าแสงต่ำลงหลาย dB
  • LOS แดง
  • PON หลุดบ่อย
  • ต้องหา Loss ตามระยะ
  • มีหลาย Splice/Splitter
  • ไม่ทราบ Optical Budget

เพื่อหลีกเลี่ยงการแก้ผิดจุด

99. หลังแก้ควรวัดอะไรอีก

ควรวัดค่า Optical Power ซ้ำและเปรียบเทียบก่อน/หลัง

ถ้ายังผิดปกติอาจใช้ OTDR เพื่อหาจุด Loss ต่อ

หากต้องตรวจจริง สามารถใช้ บริการวัดค่าและเชื่อมสายไฟเบอร์ออฟติก เพื่อหาสาเหตุค่าแสงตกและซ่อมจุดเสียได้

100. สรุป ค่าแสง dBm คืออะไร และทำไมยิ่งติดลบมากยิ่งต้องระวัง

dBm คือหน่วยที่ใช้บอก กำลังแสงในระบบ Fiber

หลักจำง่ายที่สุดคือ

-10 dBm แรงกว่า -20 dBm
-20 dBm แรงกว่า -30 dBm

ดังนั้นยิ่งค่าติดลบมาก Optical Power ยิ่งต่ำ

ความต่างเพียง 3 dB หมายถึงกำลังแสงต่างกันประมาณ 2 เท่า และความต่าง 10 dB หมายถึงต่างกันประมาณ 10 เท่า

แต่คำว่า “ค่าแสงดี” ไม่สามารถดูจากตัวเลขเดียวได้ ต้องเทียบกับ

  • PON Standard
  • ONT/OLT Receiver Range
  • Split Ratio
  • Fiber Distance
  • Optical Budget

ร่วมกัน

สำหรับงาน Fiber comsiam แนะนำให้บันทึกค่า dBm เป็น Baseline หลังติดตั้งทุกครั้ง เพราะเมื่อระบบเริ่มมีปัญหา ตัวเลขนี้จะช่วยบอกได้อย่างรวดเร็วว่าคุณภาพของ Optical Path เปลี่ยนไปจากเดิมมากน้อยเพียงใด