ComSiam Service
ทำไมต้องวัด OTDR สองทิศทาง? เพราะเครื่อง OTDR ประเมินการสูญเสียของรอยสไปซ์จากแสงที่กระเจิงย้อนกลับ (Backscatter) ซึ่งอาจมีระดับแตกต่างกันระหว่างเส้นใยแก้วนำแสงสองด้าน ทำให้การวัดจากทิศทางเดียวแสดงค่า Splice Loss สูงกว่าหรือต่ำกว่าความเป็นจริงได้ บางครั้งอาจแสดงเป็น Gainer หรือ Negative Loss แม้รอยสไปซ์ไม่ได้เพิ่มกำลังแสงจริง
Bidirectional OTDR Testing คือการวัดสาย Fiber Optic จากฝั่ง A ไปฝั่ง B และวัดย้อนกลับจาก B ไป A จากนั้นจับคู่รอยสไปซ์เดียวกันแล้วคำนวณค่าเฉลี่ย เพื่อลดผลของความแตกต่างด้าน Backscatter ระหว่างเส้นใย
สูตรที่ใช้คือ
Bidirectional Splice Loss = (Loss A→B + Loss B→A) ÷ 2
ตัวอย่างเช่น รอยสไปซ์เดียวกันวัดได้
- A → B = +0.18 dB
- B → A = -0.04 dB
ค่าเฉลี่ย = (0.18 – 0.04) ÷ 2 = 0.07 dB
ดังนั้นไม่ควรสรุปว่ารอยสไปซ์มี Loss 0.18 dB จากผลทิศทางแรกเพียงครั้งเดียว หรือถือว่าค่า -0.04 dB หมายถึงรอยสไปซ์สามารถขยายแสงได้
วิธีวัด OTDR สองทิศทางแบบรวดเร็ว
- ตรวจเส้นทาง Fiber และยืนยันความปลอดภัยก่อนทดสอบ
- ตรวจความสะอาดหัว Connector ทั้งสองฝั่ง
- ต่อ OTDR ผ่าน Launch Cable
- ใช้ Receive Cable เมื่อข้อกำหนดต้องตรวจ Connector ปลายทาง
- เลือก Wavelength เช่น 1310 nm และ 1550 nm สำหรับ Single-mode ตามแผนทดสอบ
- ตั้ง Distance Range, Pulse Width, Averaging Time และ IOR
- วัดจาก A → B และเก็บ OTDR Trace
- ย้ายไปวัดจาก B → A ด้วยการตั้งค่าที่สอดคล้องกัน
- จับคู่ Splice Event เดียวกันจากทั้งสองทิศทาง
- คำนวณค่า Bidirectional Average
- เปรียบเทียบกับเกณฑ์ตรวจรับ
- บันทึก Event Table, Trace และไฟล์ผลทดสอบ
บทความนี้ comsiam จะอธิบายหลักการวัด OTDR แบบ Bidirectional ตั้งแต่การเตรียมเครื่อง การตั้งค่า การจับคู่ Event การคำนวณ Loss การอ่าน Gainer และวิธีแก้ปัญหาที่พบในงานติดตั้ง Fiber Optic
① Bidirectional OTDR Testing คืออะไร?
Bidirectional OTDR Testing คือกระบวนการตรวจสอบเส้นใยแก้วนำแสงด้วย OTDR จากปลายทั้งสองด้านของลิงก์เดียวกัน
ตัวอย่างเช่น สาย Fiber เชื่อมระหว่างอาคาร A กับอาคาร B
การทดสอบประกอบด้วยสองทิศทาง
ทิศทางที่ 1: A → B
OTDR ส่งพัลส์แสงจากอาคาร A ไปตาม Fiber ถึงอาคาร B
ทิศทางที่ 2: B → A
ย้ายจุดทดสอบแล้วส่งพัลส์แสงจากอาคาร B ย้อนกลับไปยังอาคาร A
จากนั้นนำผลการวัดของรอยสไปซ์เดียวกันมาวิเคราะห์ร่วมกัน
วิธีนี้มีความสำคัญในงานตรวจรับรอย Fusion Splicing ที่ต้องประเมินค่า Splice Loss รายจุดอย่างเหมาะสม
② OTDR ทำงานอย่างไร?
OTDR ย่อมาจาก Optical Time Domain Reflectometer
เครื่องส่งพัลส์แสงเข้าสู่เส้นใย แล้วตรวจแสงที่ย้อนกลับมา ได้แก่
- Rayleigh Backscattering
- Fresnel Reflection จากจุดที่มีการสะท้อน
- สัญญาณย้อนกลับที่เปลี่ยนระดับตามสภาพเส้นใย
จากข้อมูลดังกล่าว เครื่องสามารถสร้างกราฟ OTDR Trace และประเมินเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น
- จุดเริ่มต้นสาย
- Connector
- Fusion Splice
- Mechanical Splice
- จุดสูญเสียผิดปกติ
- จุดที่มี Reflection
- จุดสิ้นสุดสาย
- จุดขาดของ Fiber
แต่เพราะ OTDR อาศัยสัญญาณย้อนกลับ การประเมิน Loss รายจุดจึงได้รับผลจากคุณสมบัติของเส้นใยและทิศทางการวัดด้วย
③ ทำไมวัด OTDR ทิศทางเดียวจึงคลาดเคลื่อนได้?
สาเหตุสำคัญคือเส้นใยสองด้านของรอยสไปซ์อาจมี Backscatter Coefficient แตกต่างกัน
สมมติ Fiber A กับ Fiber B มีระดับการกระเจิงแสงย้อนกลับไม่เท่ากัน
เมื่อวัดจาก A ไป B เครื่องอาจเห็นสัญญาณ Backscatter ลดระดับมากกว่าการสูญเสียจริง
แต่เมื่อวัดกลับจาก B ไป A เครื่องอาจเห็นการเปลี่ยนระดับตรงกันข้าม
จึงทำให้รอยสไปซ์เดียวกันมีค่า Event Loss ต่างกันตามทิศทาง
การวัดสองทิศทางช่วยลดอิทธิพลของความแตกต่างดังกล่าวเมื่อวิเคราะห์ด้วยวิธีที่ถูกต้อง
④ Rayleigh Backscattering คืออะไร?
Rayleigh Backscattering คือการกระเจิงของแสงบางส่วนย้อนกลับภายในเส้นใยแก้วนำแสง
OTDR ใช้แสงที่ย้อนกลับมาเพื่อประเมินระดับสัญญาณตามตำแหน่งต่าง ๆ บนเส้นใย
ปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับระดับ Backscatter ได้แก่
- โครงสร้างวัสดุของเส้นใย
- คุณสมบัติการกระเจิงแสง
- Mode Field Diameter
- ความยาวคลื่น
- คุณสมบัติทางแสงของ Fiber แต่ละชนิด
เมื่อสไปซ์เส้นใยต่างรุ่น ต่างล็อต หรือมีคุณสมบัติต่างกัน อาจเกิดการเปลี่ยนระดับ Backscatter ที่ทำให้ค่าการวัดจากทิศทางเดียวคลาดเคลื่อน
⑤ Splice Loss คืออะไร?
Splice Loss คือค่าการสูญเสียกำลังแสงที่เกิดบริเวณรอยต่อเส้นใยแก้วนำแสง
สำหรับ Fusion Splice ค่าการสูญเสียจริงเกี่ยวข้องกับปัจจัย เช่น
- Core Alignment
- Mode Field Diameter
- Cleave Quality
- ความสะอาดของ Bare Fiber
- Fusion Arc
- ความเข้ากันได้ของ Fiber
- ความสมบูรณ์ของรอยสไปซ์
หน่วยที่ใช้คือ dB
ตัวอย่างเช่น 0.03 dB, 0.05 dB และ 0.10 dB
แต่ตัวเลขที่ OTDR แสดงจากการวัดทิศทางเดียวอาจไม่เท่ากับค่า Splice Loss ที่ประเมินจากทั้งสองทิศทาง
⑥ Gainer หรือ Negative Loss คืออะไร?
Gainer เป็นเหตุการณ์ที่ OTDR ประเมิน Event Loss ออกมาเป็นค่าติดลบ
ตัวอย่างเช่น
- -0.02 dB
- -0.05 dB
- -0.10 dB
- -0.15 dB
สาเหตุที่พบได้คือความแตกต่างของระดับ Backscatter ระหว่างเส้นใยสองด้าน
Gainer ไม่ได้หมายความว่ารอยสไปซ์เพิ่มกำลังแสงได้จริง
ถ้าพบค่าติดลบ ต้องตรวจผลทิศทางกลับก่อนนำไปประเมินคุณภาพรอยต่อ
⑦ ตารางเปรียบเทียบ OTDR ทิศทางเดียวกับสองทิศทาง
| รายการ | Unidirectional | Bidirectional |
|---|---|---|
| จำนวนทิศทาง | 1 | 2 |
| จุดเริ่มวัด | A หรือ B | A และ B |
| ตรวจตำแหน่ง Event | ได้ | ได้ |
| ประเมิน Splice Loss | อาจมี Backscatter Bias | ลด Bias ได้เมื่อวิเคราะห์ถูกต้อง |
| วิเคราะห์ Gainer | มีข้อจำกัด | เหมาะสมกว่า |
| เวลาในการทดสอบ | น้อยกว่า | มากกว่า |
| การจับคู่ Event | ไม่จำเป็น | จำเป็น |
| เหมาะกับตรวจรับราย Splice | ขึ้นกับข้อกำหนด | เหมาะเมื่อกำหนดให้ใช้ Bidirectional |
การวัดทิศทางเดียวไม่ได้ไร้ประโยชน์ เพราะยังเหมาะกับงานค้นหาจุดขาดและตรวจสอบเส้นทางเบื้องต้น
⑧ สูตรคำนวณ Bidirectional Splice Loss
สูตรคือ
Lbi = (LAB + LBA) / 2
โดย
- Lbi = Bidirectional Splice Loss
- LAB = Event Loss จากฝั่ง A ไป B
- LBA = Event Loss จากฝั่ง B ไป A
ต้องใช้ค่าของ รอยสไปซ์เดียวกันและ Wavelength เดียวกัน
ตัวอย่าง
LAB = +0.16 dB
LBA = -0.02 dB
Lbi = (+0.16 – 0.02) / 2
Lbi = 0.07 dB
ไม่ควรนำค่า 1310 nm จากทิศทางหนึ่งไปเฉลี่ยกับค่า 1550 nm จากอีกทิศทาง
⑨ ตารางตัวอย่างผลวัด Splice Loss สองทิศทาง
| Splice | A → B | B → A | Average |
|---|---|---|---|
| 1 | +0.14 dB | -0.04 dB | 0.05 dB |
| 2 | +0.18 dB | -0.02 dB | 0.08 dB |
| 3 | +0.08 dB | +0.06 dB | 0.07 dB |
| 4 | -0.10 dB | +0.24 dB | 0.07 dB |
| 5 | +0.25 dB | +0.15 dB | 0.20 dB |
ข้อมูลเป็นตัวอย่างสมมติสำหรับฝึกคำนวณ ไม่ใช่ผลการวัดจริง
หากโครงการกำหนดเกณฑ์ไม่เกิน 0.10 dB สำหรับค่า Bidirectional Average จะมีเพียง Splice 5 ในตัวอย่างที่เกินเกณฑ์ดังกล่าว
⑩ ต้องวัด OTDR สองทิศทางทุกงานไหม?
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และข้อกำหนดโครงการ
งานตรวจเบื้องต้น
การวัดทิศทางเดียวอาจเพียงพอสำหรับการสำรวจเส้นทางหรือหาระยะจุดขาดในบางกรณี
งานตรวจรับ Splice Loss รายจุด
ควรใช้ Bidirectional Measurement เมื่อข้อกำหนดต้องการความถูกต้องในการประเมิน Loss ของรอยสไปซ์ และลดความคลาดเคลื่อนจาก Backscatter Mismatch
งานตรวจรับ End-to-End Link Loss
อาจต้องใช้ Optical Light Source และ Optical Power Meter หรือ OLTS เพิ่มเติมตามมาตรฐานที่กำหนด
OTDR และ OLTS ไม่ได้ทดแทนกันในทุกกรณี
⑪ ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง?
อุปกรณ์ที่ใช้ ได้แก่
- OTDR
- Launch Cable
- Receive Cable เมื่อจำเป็น
- Test Patch Cord
- Adapter ที่ตรงชนิด
- Optical Connector Cleaner
- Fiber Inspection Scope
- Cable Route Diagram
- Splice Closure Location
- Fiber Core List
- Acceptance Criteria
- แบบบันทึกผล
- เครื่องมือเก็บไฟล์ Trace
ต้องตรวจว่า OTDR และสายทดสอบรองรับชนิด Fiber กับ Wavelength ที่ใช้
⑫ ตรวจความปลอดภัยก่อนใช้ OTDR อย่างไร?
ก่อนเริ่มต้องตรวจสถานะของลิงก์ว่าเป็น Dark Fiber หรือ Live Fiber
OTDR แบบทั่วไปไม่ควรต่อเข้าระบบที่กำลังส่งสัญญาณโดยไม่มีวิธีการและอุปกรณ์ที่รองรับ
Checklist
- ตรวจสถานะ Active Equipment
- ตรวจว่าลิงก์มี Optical Power หรือไม่ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม
- ตรวจว่า OTDR รองรับ Live Fiber หรือไม่
- เลือก Wavelength และฟิลเตอร์ตามระบบเมื่อจำเป็น
- ตรวจ Connector Type
- ตรวจความสะอาด End Face
- ไม่มองเข้าปลาย Fiber โดยตรง
- ปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยของโครงการ
หากไม่แน่ใจสถานะของเส้นใย ควรยืนยันก่อนเชื่อมต่อเครื่องวัด
⑬ Launch Cable มีหน้าที่อะไร?
Launch Cable คือสายทดสอบที่เชื่อมระหว่าง OTDR กับ Fiber Under Test
ช่วยสร้างช่วง Backscatter ก่อนจุดเริ่มต้นของลิงก์ที่ต้องการตรวจ
มีประโยชน์ในการ
- ตรวจ Connector ต้นทาง
- ลดข้อจำกัดจาก Dead Zone
- สนับสนุนการอ่าน Event ใกล้ต้นทาง
- กำหนดช่วงอ้างอิงก่อน Fiber Under Test
ควรเลือกความยาวให้เหมาะกับเครื่องและ Pulse Width
ไม่ควรใช้ความยาว Launch Cable เดียวเป็นมาตรฐานสำหรับทุกงานโดยไม่ตรวจ Dead Zone ของเครื่อง
⑭ Receive Cable ใช้ทำอะไร?
Receive Cable หรือ Tail Cable ใช้ต่อที่ปลายทางของ Fiber Under Test
ช่วยให้มีช่วง Backscatter หลัง Connector สุดท้ายเพื่อใช้วิเคราะห์เหตุการณ์ปลายทาง
รูปแบบการต่อ
OTDR → Launch Cable → Fiber Under Test → Receive Cable
เมื่อย้ายไปวัดจากอีกด้าน ต้องจัดระบบให้จุดเริ่มต้นและปลายทางอยู่ภายใต้วิธีอ้างอิงที่สอดคล้องกัน
หากต้องตรวจ Connector ทั้งสองด้านของลิงก์อย่างครบถ้วน ควรใช้ Receive Cable เมื่อวิธีทดสอบกำหนด
⑮ วิธีตั้ง Wavelength สำหรับ Bidirectional OTDR
สำหรับงาน Single-mode นิยมใช้ Wavelength เช่น
- 1310 nm
- 1550 nm
ตามข้อกำหนดของงาน
หลักการ
- เลือก Wavelength ที่ต้องการตรวจ
- วัด A → B
- วัด B → A ที่ Wavelength เดียวกัน
- จับคู่ Event
- คำนวณค่าเฉลี่ย
- ทำซ้ำสำหรับ Wavelength อื่นเมื่อโครงการกำหนด
ต้องรายงานผลแยกตาม Wavelength ไม่ควรนำสองความยาวคลื่นมาเฉลี่ยแทนการวัดสองทิศทาง
⑯ Distance Range ตั้งอย่างไร?
Distance Range คือช่วงระยะที่ OTDR ใช้สำหรับการเก็บและแสดงผล
ต้องครอบคลุม
- Launch Cable
- Fiber Under Test
- Receive Cable เมื่อมี
ตัวอย่าง
สมมติ Fiber Under Test ยาว 12 กม.
Launch Cable ยาว 500 เมตร
Receive Cable ยาว 500 เมตร
ระยะรวมทางแสงประมาณ 13 กม.
ต้องเลือก Distance Range ที่ครอบคลุมระยะทั้งหมดตามตัวเลือกของเครื่อง
ไม่ควรตั้ง Range สั้นจนไม่เห็นช่วงปลายสาย
⑰ Pulse Width ตั้งอย่างไร?
Pulse Width คือความกว้างของพัลส์แสงที่ OTDR ส่งออกไป
มีผลต่อระยะการวัดและการแยก Event
Pulse Width สั้น
มักช่วยแยกเหตุการณ์ที่อยู่ใกล้กันได้ดีขึ้น แต่ระยะตรวจและคุณภาพสัญญาณอาจมีข้อจำกัด
Pulse Width ยาว
ช่วยให้วัดเส้นทางไกลขึ้นภายใต้บางเงื่อนไข แต่ Dead Zone อาจเพิ่มขึ้น
วิธีเลือก
ให้เลือก Pulse Width ที่มองเห็นปลายเส้นทางได้ชัดและยังแยก Splice Event ที่ต้องการได้
หากต้องวัดสองทิศทาง ควรใช้การตั้งค่าที่สอดคล้องกันและบันทึกค่าที่ใช้
⑱ Averaging Time คืออะไร?
Averaging Time คือเวลาที่เครื่องเก็บและเฉลี่ยข้อมูลเพื่อสร้าง Trace
การเพิ่ม Averaging Time อาจช่วยลด Noise และทำให้กราฟนิ่งขึ้น
แต่ไม่สามารถแก้ Backscatter Mismatch ได้โดยตรง
ดังนั้นการเพิ่มเวลาวัดไม่ได้ทดแทน Bidirectional Analysis
ควรเลือกเวลาให้ได้ Trace ที่มีคุณภาพเพียงพอและตรวจ Event ได้ชัดเจน
⑲ IOR คืออะไร?
IOR หรือ Index of Refraction เป็นค่าที่ OTDR ใช้คำนวณระยะทางตามเส้นใย
หากตั้งผิด อาจทำให้ตำแหน่ง Event คลาดเคลื่อน
วิธีตั้ง
- ตรวจข้อมูลจากผู้ผลิต Fiber
- ใช้ค่าที่ตรงกับ Wavelength เมื่อจำเป็น
- บันทึก IOR
- ใช้ค่าอ้างอิงที่สอดคล้องกันในการวัดสองทิศทาง
การตั้ง IOR ถูกต้องมีความสำคัญต่อการจับคู่ Event เพราะต้องเทียบตำแหน่งรอยสไปซ์จากคนละด้าน
⑳ วิธีวัด OTDR จาก A ไป B ทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1
ตรวจ Cable ID และ Fiber Number
ขั้นตอนที่ 2
ตรวจสถานะลิงก์และความปลอดภัย
ขั้นตอนที่ 3
ตรวจ OTDR และสายทดสอบ
ขั้นตอนที่ 4
ทำความสะอาด Connector
ขั้นตอนที่ 5
ต่อ Launch Cable ที่ฝั่ง A
ขั้นตอนที่ 6
ต่อ Receive Cable ที่ฝั่ง B เมื่อกำหนด
ขั้นตอนที่ 7
ตั้ง Wavelength
ขั้นตอนที่ 8
ตั้ง Distance Range
ขั้นตอนที่ 9
ตั้ง Pulse Width
ขั้นตอนที่ 10
ตั้ง Averaging Time
ขั้นตอนที่ 11
ตั้ง IOR
ขั้นตอนที่ 12
ตรวจ Event Threshold
ขั้นตอนที่ 13
เริ่ม Measurement
ขั้นตอนที่ 14
ตรวจ OTDR Trace
ขั้นตอนที่ 15
เปิด Event Table
ขั้นตอนที่ 16
บันทึก Splice Event Loss
ขั้นตอนที่ 17
เก็บไฟล์ A → B พร้อมข้อมูลการตั้งค่า
㉑ วิธีวัด OTDR จาก B ไป A ทีละขั้นตอน
เมื่อวัดฝั่ง A เสร็จแล้ว ให้ดำเนินการวัดย้อนกลับ
ขั้นตอนที่ 1
บันทึกผลจาก A → B ให้เรียบร้อย
ขั้นตอนที่ 2
ยืนยันความปลอดภัยก่อนเปลี่ยนการเชื่อมต่อ
ขั้นตอนที่ 3
ย้าย OTDR ไปฝั่ง B หรือใช้ OTDR อีกเครื่องตามแผนทดสอบ
ขั้นตอนที่ 4
ต่อ Launch Cable ที่ฝั่ง B
ขั้นตอนที่ 5
จัด Receive Cable ที่ฝั่ง A เมื่อกำหนด
ขั้นตอนที่ 6
ตรวจความสะอาด Connector
ขั้นตอนที่ 7
เลือก Fiber Number เดิม
ขั้นตอนที่ 8
ใช้ Wavelength เดียวกัน
ขั้นตอนที่ 9
ตั้ง Distance Range ให้ครอบคลุม
ขั้นตอนที่ 10
ใช้ Pulse Width และ Averaging Time ที่เหมาะสมและเทียบกันได้
ขั้นตอนที่ 11
ตรวจ IOR
ขั้นตอนที่ 12
เริ่ม Measurement
ขั้นตอนที่ 13
ตรวจ OTDR Trace
ขั้นตอนที่ 14
เปิด Event Table
ขั้นตอนที่ 15
บันทึกผล B → A
ขั้นตอนที่ 16
ตรวจว่าได้ข้อมูลครบทุก Event ตามแผน
㉒ วิธีจับคู่ Splice Event จากสองทิศทาง
นี่เป็นขั้นตอนสำคัญมาก เพราะการเฉลี่ยคนละ Event จะทำให้ผลผิด
สมมติ Fiber Under Test ยาว 10 กม.
รอยสไปซ์อยู่ห่างจาก A ประมาณ 3 กม.
เมื่อวัดจาก B รอยสไปซ์เดียวกันควรอยู่ห่างจาก B ประมาณ 7 กม.
สูตรเทียบตำแหน่งเบื้องต้น
Distance from A + Distance from B ≈ Fiber Length
โดยต้องเป็นระยะที่อ้างอิงเฉพาะ Fiber Under Test และปรับผลของ Launch Cable/Receive Cable ให้ถูกต้องแล้ว
ขั้นตอนจับคู่
- ตรวจความยาว Fiber Under Test
- ตรวจจุดเริ่มต้นของแต่ละ Trace
- ตรวจ Launch Cable Offset
- ตรวจ IOR
- ระบุ Splice Event จาก A
- ระบุ Event จาก B
- เปรียบเทียบระยะทาง
- ตรวจแผนผัง Closure
- ตรวจลักษณะ Event
- ยืนยันว่าเป็นรอยเดียวกัน
- จึงคำนวณค่าเฉลี่ย
㉓ ตัวอย่างจับคู่ Event ในสาย 12 กิโลเมตร
สมมติสายยาว 12 กม. มี Splice Closure สามจุด
| จุดสไปซ์ | ระยะจาก A | ระยะจาก B |
|---|---|---|
| Splice 1 | 2.0 km | 10.0 km |
| Splice 2 | 5.0 km | 7.0 km |
| Splice 3 | 9.0 km | 3.0 km |
หากพบ Event ที่ระยะ 5.0 กม. จากฝั่ง A ต้องมองหา Event ที่ประมาณ 7.0 กม. จากฝั่ง B
ไม่ควรจับคู่จากหมายเลข Event โดยตรง เพราะเมื่อสลับทิศทาง ลำดับเหตุการณ์จะกลับกัน
ตารางนี้เป็นตัวอย่างสมมติ
㉔ Event Table คืออะไร?
Event Table เป็นตารางที่ OTDR ใช้แสดงรายการเหตุการณ์ตามระยะทาง
ข้อมูลที่อาจแสดง ได้แก่
- Event Number
- Distance
- Event Type
- Event Loss
- Reflectance
- Cumulative Loss
- Section Length
- Attenuation
- Pass/Fail
ชื่อคอลัมน์และวิธีคำนวณอาจต่างกันตามรุ่น OTDR
เมื่อทำ Bidirectional Analysis ต้องดึงค่า Event Loss ของรอยสไปซ์เดียวกันจากทั้งสองทิศทางมาเปรียบเทียบ
㉕ วิธีอ่าน Event Table เพื่อหาค่า Splice Loss
สมมติผลฝั่ง A → B แสดงดังนี้
| Event | Distance | Type | Loss |
|---|---|---|---|
| 1 | 0.0 km | Start | — |
| 2 | 2.0 km | Splice | +0.12 dB |
| 3 | 5.0 km | Splice | -0.06 dB |
| 4 | 9.0 km | Splice | +0.18 dB |
| 5 | 12.0 km | End | — |
และผล B → A เป็น
| Event | Distance | Type | Loss |
|---|---|---|---|
| 1 | 0.0 km | Start | — |
| 2 | 3.0 km | Splice | -0.06 dB |
| 3 | 7.0 km | Splice | +0.18 dB |
| 4 | 10.0 km | Splice | -0.02 dB |
| 5 | 12.0 km | End | — |
ให้จับคู่ตามตำแหน่งจริง ไม่ใช่หมายเลข Event
ตัวอย่างนี้เป็นข้อมูลสมมติสำหรับสาธิต
㉖ ตัวอย่างคำนวณ Bidirectional Average จาก Event Table
เมื่อนำผลจากหัวข้อก่อนมาจับคู่
| Splice | A → B | B → A | Average |
|---|---|---|---|
| 2.0 km จาก A | +0.12 | -0.02 | 0.05 dB |
| 5.0 km จาก A | -0.06 | +0.18 | 0.06 dB |
| 9.0 km จาก A | +0.18 | -0.06 | 0.06 dB |
วิธีคำนวณ Splice ที่สอง
(-0.06 + 0.18) ÷ 2 = 0.06 dB
การจับคู่และคำนวณนี้ช่วยให้ประเมินรอยสไปซ์ได้เหมาะสมกว่าการใช้ค่า Negative Loss หรือ Positive Loss จากทิศทางเดียว
㉗ ค่า Splice Loss เท่าไรจึงถือว่าดี?
ไม่มีเกณฑ์เดียวสำหรับทุกระบบ
ตัวอย่างเกณฑ์ที่โครงการอาจกำหนด เช่น
- ไม่เกิน 0.05 dB
- ไม่เกิน 0.10 dB
- ไม่เกิน 0.15 dB
- ไม่เกิน 0.20 dB
เกณฑ์ที่ใช้จริงต้องตรวจจาก
- ชนิด Fiber
- มาตรฐานโครงการ
- วิธีทดสอบ
- Wavelength
- เงื่อนไข Bidirectional
- ข้อกำหนดของผู้รับงานหรือเจ้าของระบบ
ตัวเลข 0.10 dB อาจใช้เป็นตัวอย่างเกณฑ์ในงานที่กำหนดเข้มงวด แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์กลางสำหรับทุกโครงการ
㉘ OTDR แสดง 0.00 dB ต้องวัดย้อนกลับไหม?
หากข้อกำหนดต้องการ Bidirectional Splice Loss ก็ควรวัดย้อนกลับตามวิธีที่กำหนด
ค่า 0.00 dB ในทิศทางเดียวไม่ได้ยืนยันว่า Splice Loss จริงเป็นศูนย์
เพราะอาจได้รับผลจาก
- ความละเอียดของการแสดงผล
- Backscatter Mismatch
- Pulse Width
- Noise
- Event Analysis
- ความสามารถตรวจจับของเครื่อง
จึงไม่ควรใช้ค่า 0.00 dB เพียงครั้งเดียวเป็นหลักฐานว่ารอยสไปซ์สมบูรณ์
㉙ ทำไมผลสองทิศทางเป็นบวกทั้งคู่ได้?
ไม่ใช่ทุก Splice จะมี Gainer
ตัวอย่าง
A → B = +0.08 dB
B → A = +0.12 dB
Bidirectional Average = 0.10 dB
ทั้งสองทิศทางสามารถแสดง Loss เป็นค่าบวกได้ หากผลการสูญเสียและระดับ Backscatter อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว
การวัดสองทิศทางยังมีประโยชน์ แม้ไม่มี Negative Loss เพราะช่วยประเมินรอยสไปซ์อย่างสมดุล
㉚ ถ้าค่า Splice Loss สองทิศทางต่างกันมากต้องทำอย่างไร?
ตัวอย่าง
A → B = +0.45 dB
B → A = -0.15 dB
ค่าเฉลี่ย = 0.15 dB
ก่อนตัดสินว่าค่าเฉลี่ยนี้สะท้อนรอยสไปซ์ได้อย่างน่าเชื่อถือ ต้องตรวจ
- Trace Quality
- การจับคู่ Event
- Pulse Width
- Dead Zone
- Noise
- Fiber Mismatch
- การวิเคราะห์ Event
- ความสม่ำเสมอของการตั้งค่า
หาก Event ซ้อนกันหรือ Trace มีคุณภาพต่ำ การเฉลี่ยเลขสองตัวอาจยังไม่ให้ผลที่ถูกต้อง
㉛ Dead Zone มีผลต่อ Bidirectional Measurement อย่างไร?
Dead Zone คือช่วงที่ OTDR ไม่สามารถตรวจหรือแยก Event ได้อย่างเหมาะสมตามสภาพการวัด
ปัญหาที่อาจเกิด ได้แก่
- Splice อยู่ใกล้ Connector
- Event สองจุดอยู่ใกล้กัน
- Reflection มีขนาดสูง
- Pulse Width ยาว
- สัญญาณยังไม่กลับเข้าสู่ระดับที่วิเคราะห์ได้
วิธีลดผลกระทบ
- ใช้ Launch Cable ที่เหมาะสม
- ใช้ Receive Cable เมื่อจำเป็น
- เลือก Pulse Width ให้เหมาะ
- ตรวจ Trace ทั้งสองทิศทาง
- ใช้การวิเคราะห์ตามความสามารถเครื่อง
หาก Event อยู่ใน Dead Zone จนแยกไม่ได้ ไม่ควรสร้างตัวเลข Splice Loss ขึ้นเอง
㉜ ทำไม OTDR สองทิศทางยังให้ค่าไม่ตรงกัน?
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เพราะทั้งสองทิศทางไม่ได้มีระดับ Backscatter เหมือนกัน
นอกจากนี้อาจมีผลจาก
- การตั้งค่าเครื่องต่างกัน
- Noise ต่างกัน
- Connector ต้นทางต่างกัน
- Launch Cable ต่างกัน
- Pulse Width ต่างกัน
- Wavelength ต่างกัน
- คุณภาพการจับคู่ Event
- การเปลี่ยนสภาพเส้นทางระหว่างการทดสอบ
เป้าหมายของ Bidirectional Testing ไม่ใช่ทำให้เลขสองทิศทางเท่ากัน แต่เป็นการใช้ข้อมูลทั้งสองด้านประเมิน Loss ของรอยเดียวกัน
㉝ ทำไม OTDR บางรุ่นมี Bidirectional Analysis อัตโนมัติ?
OTDR และซอฟต์แวร์วิเคราะห์ผลบางรุ่นมีระบบช่วยจับคู่ Event จาก Trace สองทิศทาง
ความสามารถที่อาจมี ได้แก่
- Import Trace A → B
- Import Trace B → A
- Event Matching
- Bidirectional Loss Calculation
- Pass/Fail Analysis
- Report Generation
แต่ต้องตรวจว่าเครื่องจับคู่ Event ถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมี Splice และ Connector อยู่ใกล้กัน
ระบบอัตโนมัติช่วยลดงานคำนวณ แต่ไม่ได้ทดแทนการตรวจสอบคุณภาพข้อมูล
㉞ ใช้ OTDR คนละเครื่องวัดสองทิศทางได้ไหม?
ทำได้ในระบบหรือแผนทดสอบที่รองรับ แต่ต้องควบคุมความเข้ากันได้ของผล
สิ่งที่ควรตรวจ
- รุ่นและความสามารถ OTDR
- Calibration Status
- Wavelength
- Pulse Width
- Sampling Resolution
- IOR
- วิธีวิเคราะห์ Event
- ความสอดคล้องของ Reference Distance
- คุณภาพ Launch Cable
- วิธีเก็บและจับคู่ข้อมูล
หากใช้เครื่องต่างรุ่นและซอฟต์แวร์ต่างกัน ต้องตรวจว่าผล Event Loss สามารถนำมาเปรียบเทียบและเฉลี่ยตามวิธีงานที่กำหนดได้หรือไม่
㉟ OTDR กับ OLTS ต่างกันอย่างไร?
OTDR ใช้ตรวจเหตุการณ์และประเมินการสูญเสียตามตำแหน่งบนเส้นทาง
OLTS หรือ Optical Loss Test Set ใช้วัด Insertion Loss แบบ End-to-End ตามวิธีการตั้ง Reference
| รายการ | OTDR | OLTS |
|---|---|---|
| ตรวจตำแหน่ง Event | ได้ | ไม่ใช่หน้าที่หลัก |
| ดู Trace | ได้ | ไม่ใช่หน้าที่หลัก |
| วัด End-to-End Loss | ประเมินได้ตามเงื่อนไข | เป็นหน้าที่หลัก |
| วิเคราะห์ Splice รายจุด | ได้ | ไม่แยกรายจุด |
| ใช้ Bidirectional Event Analysis | ได้ในระบบที่รองรับ | ไม่ใช่แบบเดียวกัน |
| ใช้ตรวจรับ | ตามข้อกำหนด | ตามข้อกำหนด |
สำหรับงานที่ต้องตรวจทั้ง Total Link Loss และ Splice Loss รายจุด อาจจำเป็นต้องใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน
㊱ ตัวอย่าง Troubleshooting: OTDR A → B แสดง Splice Loss 0.30 dB
สมมติช่างพบ Event Loss +0.30 dB ที่ระยะ 4 กม.
การตรวจครั้งที่ 1
บันทึก Trace และ Event Table
การตรวจครั้งที่ 2
ตรวจ Pulse Width
การตรวจครั้งที่ 3
ตรวจ Noise และ Dead Zone
การตรวจครั้งที่ 4
วัด B → A
การตรวจครั้งที่ 5
พบ -0.10 dB ที่ Event เดียวกัน
การตรวจครั้งที่ 6
คำนวณค่าเฉลี่ย
(+0.30 – 0.10) ÷ 2 = 0.10 dB
การตรวจครั้งที่ 7
เปรียบเทียบเกณฑ์โครงการ
หากโครงการกำหนดไม่เกิน 0.10 dB และยอมรับค่าที่เท่ากับเกณฑ์ ค่าเฉลี่ยนี้จึงผ่านตามเงื่อนไขตัวอย่าง
ไม่ควรเปิด Closure เพื่อสไปซ์ใหม่จากค่า +0.30 dB ทิศทางแรกเพียงอย่างเดียว
㊲ ตัวอย่าง Troubleshooting: วัดสองทิศทางแล้วยังไม่ผ่าน
สมมติรอยสไปซ์เดียวกันวัดได้
A → B = +0.28 dB
B → A = +0.16 dB
Bidirectional Average = 0.22 dB
หากเกณฑ์โครงการกำหนดไม่เกิน 0.10 dB ค่าเฉลี่ยดังกล่าวไม่ผ่าน
ขั้นตอนตรวจ
- ยืนยัน Event Matching
- ตรวจ Trace Quality
- ตรวจ Wavelength
- ตรวจ Pulse Width
- ตรวจ Bend ใกล้จุดสไปซ์
- ตรวจตำแหน่ง Closure
- ตรวจ Splice Tray
- ตรวจ Sleeve และการจัด Fiber
- ตรวจรอยสไปซ์เมื่อเข้าถึงได้
- แก้ไขตามสาเหตุที่ยืนยัน
- วัดใหม่จาก A → B
- วัดใหม่จาก B → A
- คำนวณค่าเฉลี่ย
- บันทึกผลก่อนและหลัง
㊳ ตัวอย่าง Troubleshooting: จับคู่ Event ผิดตำแหน่ง
สมมติเส้นทางยาว 15 กม. และมี Splice หลายจุด
ฝั่ง A แสดง Event ที่ระยะ 4.0 กม.
ฝั่ง B มี Event ที่ระยะ 4.0 กม. เช่นกัน
ไม่ได้หมายความว่าเป็นรอยเดียวกัน
หากอ้างอิงจาก Fiber Under Test ยาว 15 กม. รอยที่ห่างจาก A 4.0 กม. ควรอยู่ห่างจาก B ประมาณ 11.0 กม.
วิธีแก้
- ตรวจความยาว Fiber Under Test
- ตรวจ Launch Cable Offset
- ตรวจ IOR
- ตรวจแผนผัง Closure
- เทียบ Event จากสองฝั่ง
- จับคู่ตามตำแหน่งจริงก่อนคำนวณ
นี่เป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดสำคัญที่ทำให้ Bidirectional Average ผิดโดยไม่รู้ตัว
㊴ ตัวอย่างรายงาน Bidirectional OTDR
| Splice ID | Distance from A | 1310 A→B | 1310 B→A | Avg. 1310 |
|---|---|---|---|---|
| SP-01 | 2.0 km | +0.12 | -0.02 | 0.05 dB |
| SP-02 | 5.0 km | +0.14 | +0.04 | 0.09 dB |
| SP-03 | 9.0 km | -0.08 | +0.20 | 0.06 dB |
ควรจัดทำตารางสำหรับ 1550 nm แยกต่างหากเมื่อมีการทดสอบที่ความยาวคลื่นดังกล่าว
ข้อมูลทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ผลตรวจจริง
สำหรับการตรวจรับงาน comsiam แนะนำให้ระบุ Cable ID, Fiber Number, Splice ID, Test Direction, Wavelength และค่าการตั้ง OTDR ในรายงานเดียวกัน เพื่อให้สามารถตรวจย้อนกลับจากค่าเฉลี่ยไปยัง Trace ต้นฉบับได้
㊵ วิธีบันทึกผล Bidirectional OTDR สำหรับส่งมอบงาน
ข้อมูลที่ควรเก็บ ได้แก่
- Project Name
- Cable ID
- Fiber Number
- From Location
- To Location
- Fiber Type
- OTDR Model
- Serial Number ตามข้อกำหนด
- Calibration Status
- Wavelength
- Test Direction
- Launch Cable Information
- Receive Cable Information
- Distance Range
- Pulse Width
- Averaging Time
- IOR
- Trace File
- Event Table
- Event Matching
- Bidirectional Average
- Acceptance Criteria
- Pass/Fail
- Test Date
- Technician
ควรเก็บไฟล์ผลการวัดต้นฉบับ เช่น SOR เมื่อเครื่องรองรับ พร้อมรายงานสรุป
㊶ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวัด OTDR สองทิศทาง
1. วัด Fiber คนละ Core
ผลจากสองฝั่งไม่สามารถจับคู่กันได้
2. วัดคนละ Wavelength
ไม่ควรนำมาเฉลี่ยแทน Bidirectional Loss ที่ Wavelength เดียวกัน
3. จับคู่ Event ตามหมายเลข
ลำดับ Event เปลี่ยนเมื่อกลับทิศทาง
4. ไม่หัก Launch Cable Offset
อาจจับคู่ผิดระยะ
5. ใช้ IOR ไม่ตรงกัน
ทำให้ Distance คลาดเคลื่อน
6. ตั้ง Pulse Width ต่างกันมากโดยไม่ตรวจผล
อาจทำให้การวิเคราะห์ Event ไม่เทียบกัน
7. ไม่ตรวจ Dead Zone
อาจนำ Event ที่รวมกันมาเฉลี่ยผิด
8. เปลี่ยนค่า Gainer เป็นศูนย์
ทำให้ค่าเฉลี่ยผิด
9. เฉลี่ยค่า Splice คนละจุด
ทำให้รายงานไม่น่าเชื่อถือ
10. สรุปว่า Splice เสียจากการวัดทิศทางเดียว
อาจนำไปสู่การตัดรอยสไปซ์ดีทิ้งโดยไม่จำเป็น
㊷ Checklist วัด OTDR สองทิศทาง
- ตรวจ Cable ID
- ตรวจ Fiber Number
- ตรวจ From Location
- ตรวจ To Location
- ตรวจ Fiber Type
- ตรวจสถานะ Live Fiber
- ตรวจความปลอดภัยการทดสอบ
- ตรวจ OTDR Model
- ตรวจ Calibration Status
- ตรวจหัว Connector
- ทำความสะอาด End Face
- เตรียม Launch Cable
- เตรียม Receive Cable เมื่อกำหนด
- ตรวจจุดอ้างอิงระยะ
- ตั้ง Wavelength
- ตั้ง Distance Range
- ตั้ง Pulse Width
- ตั้ง Averaging Time
- ตั้ง IOR
- ตั้ง Event Threshold
- วัด A → B
- ตรวจ OTDR Trace
- ตรวจ Event Table
- บันทึก Splice Event
- เก็บไฟล์ A → B
- ย้ายไปวัด B → A
- ตรวจ Fiber Core เดิม
- ตรวจ Wavelength เดิม
- ตรวจค่าการตั้งให้สอดคล้องกัน
- วัด B → A
- ตรวจ Trace ทิศทางกลับ
- เก็บไฟล์ B → A
- ตรวจ Launch Cable Offset
- จับคู่ Splice Event
- ตรวจ Dead Zone
- ตรวจ Gainer
- คำนวณ Bidirectional Average
- เปรียบเทียบ Acceptance Criteria
- บันทึก Pass/Fail
- ตรวจ Event ที่ไม่ผ่าน
- ทดสอบซ้ำหลังแก้ไข
- เก็บไฟล์ SOR
- จัดทำรายงานส่งมอบ
㊸ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Bidirectional OTDR
ทำไมต้องวัด OTDR สองทิศทาง?
เพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการประเมิน Splice Loss จากความแตกต่างของ Backscatter ระหว่างเส้นใยสองด้าน
Bidirectional OTDR คืออะไร?
คือการทดสอบเส้นใยจาก A ไป B และจาก B ไป A แล้วนำผลของ Event เดียวกันมาวิเคราะห์ร่วมกัน
สูตร Bidirectional Splice Loss คืออะไร?
นำ Event Loss จากสองทิศทางของรอยสไปซ์เดียวกันมาบวก แล้วหารสอง
OTDR วัดทิศทางเดียวได้ไหม?
ได้สำหรับงานตรวจเบื้องต้นหลายประเภท แต่การตรวจรับ Splice Loss รายจุดอาจต้องวัดสองทิศทางตามข้อกำหนด
ทำไม OTDR A → B กับ B → A ค่า Loss ไม่เท่ากัน?
เพราะ Backscatter ของเส้นใยสองด้านอาจต่างกัน รวมถึงผลจากเงื่อนไขการวัด
Gainer คืออะไร?
เป็นเหตุการณ์ที่ OTDR ประเมิน Event Loss เป็นค่าติดลบ
Negative Loss หมายความว่ารอยสไปซ์เพิ่มกำลังแสงได้ไหม?
ไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพราะรอยสไปซ์ Passive ไม่ใช่ Optical Amplifier
ค่า Gainer ต้องนำมาคำนวณไหม?
ต้องใช้ค่าพร้อมเครื่องหมายจริงในการหาค่า Bidirectional Average
ต้องเปลี่ยนค่าติดลบเป็นศูนย์ไหม?
ไม่ควร เพราะจะทำให้ผลคำนวณผิด
Splice Loss 0.05 dB ดีไหม?
เป็นค่าต่ำที่พบได้ในงานคุณภาพดี แต่ต้องเทียบเกณฑ์โครงการและวิธีวัด
Splice Loss 0.10 dB ผ่านไหม?
ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ตรวจรับที่กำหนด
Splice Loss 0.20 dB ต้องสไปซ์ใหม่ไหม?
ต้องยืนยันผลและเปรียบเทียบเกณฑ์ก่อนตัดสินใจ
ทำไมต้องจับคู่ Event?
เพื่อให้ผลสองทิศทางเป็นค่าของรอยสไปซ์เดียวกัน
Event Number จากสองฝั่งต้องตรงกันไหม?
ไม่จำเป็น เพราะลำดับเหตุการณ์กลับด้านตามทิศทาง
Fiber ยาว 10 กม. มี Splice ห่างจาก A 3 กม. จะอยู่ห่างจาก B เท่าไร?
ประมาณ 7 กม. เมื่อใช้ระยะอ้างอิงของ Fiber Under Test อย่างถูกต้อง
Launch Cable จำเป็นไหม?
มีประโยชน์ในการตรวจเหตุการณ์ต้นทางและควรใช้ตามวิธีทดสอบ
Receive Cable ใช้ทำอะไร?
ช่วยให้ตรวจ Connector และ Event ปลายทางตามวิธีที่กำหนด
Pulse Width มีผลต่อ Splice Loss ไหม?
มีผลต่อการแยก Event และคุณภาพการประเมินของ OTDR
Averaging Time มีผลอย่างไร?
ช่วยลด Noise ในบางเงื่อนไข แต่ไม่แก้ Backscatter Mismatch โดยตรง
IOR คืออะไร?
ค่าที่ OTDR ใช้คำนวณระยะทางตามเส้นใย
ต้องใช้ Wavelength 1310 และ 1550 nm ไหม?
ขึ้นอยู่กับ Fiber Type และข้อกำหนดโครงการ
เฉลี่ยค่า 1310 nm กับ 1550 nm ได้ไหม?
ไม่ควรใช้การเฉลี่ยข้าม Wavelength แทน Bidirectional Average ของ Wavelength เดียวกัน
OTDR คนละเครื่องวัดสองฝั่งได้ไหม?
ได้เมื่อแผนการทดสอบรองรับและควบคุมความเข้ากันได้ของผลอย่างเหมาะสม
OTDR 0.00 dB หมายถึง Loss จริงเป็นศูนย์ไหม?
ไม่จำเป็น เพราะขึ้นอยู่กับความละเอียดและวิธีประเมิน
Dead Zone คืออะไร?
เป็นช่วงที่ OTDR อาจไม่สามารถตรวจหรือแยก Event ได้ตามเงื่อนไข
ถ้า Event อยู่ใน Dead Zone ทำอย่างไร?
ต้องปรับวิธีทดสอบและตรวจความสามารถของเครื่อง ไม่ควรสร้างค่า Loss ขึ้นเอง
OLTS ต่างจาก OTDR อย่างไร?
OLTS เน้นวัด End-to-End Insertion Loss ส่วน OTDR เน้นวิเคราะห์เหตุการณ์ตามเส้นทาง
ทำไม Bidirectional Average ยังสูง?
อาจเกิดจากรอยสไปซ์มี Loss จริง หรือปัญหาการวัดและ Event Analysis ต้องตรวจแยกสาเหตุ
ถ้า A → B ได้ 0.30 dB แต่ B → A ได้ -0.10 dB ค่าเฉลี่ยเท่าไร?
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.10 dB
ต้องเก็บไฟล์ OTDR อะไรบ้าง?
ควรเก็บ Trace และ Event Table ของทั้งสองทิศทาง รวมถึงไฟล์ SOR เมื่อรองรับ
เมื่อไรควรเปิด Closure เพื่อสไปซ์ใหม่?
เมื่อยืนยันผลว่ารอยสไปซ์ไม่ผ่านเกณฑ์และระบุตำแหน่งกับสาเหตุได้เหมาะสมแล้ว
㊹ สรุป ทำไมต้องวัด OTDR สองทิศทาง และหาค่า Splice Loss อย่างไรให้ถูกต้อง?
การวัด OTDR สองทิศทาง หรือ Bidirectional OTDR Testing เป็นกระบวนการสำคัญสำหรับประเมิน Splice Loss ของระบบ Fiber Optic โดยเฉพาะเมื่อเส้นใยสองด้านมีคุณสมบัติ Backscatter แตกต่างกัน
การวัดจากทิศทางเดียวอาจแสดง Splice Loss สูงเกินจริง ต่ำเกินจริง หรือมีค่า Negative Loss ที่เรียกว่า Gainer
ดังนั้นการตรวจรับที่ต้องประเมิน Loss รายรอยต่ออย่างเหมาะสม ควรวัด A → B และ B → A แล้วจับคู่ Event เดียวกันก่อนคำนวณ
สูตรคือ Bidirectional Splice Loss = (Loss A→B + Loss B→A) ÷ 2
การคำนวณต้องใช้ค่าจาก Wavelength เดียวกัน และคงเครื่องหมายบวกหรือลบตามผลวัดจริง
หากผลสองทิศทางต่างกันมาก ต้องตรวจ Pulse Width, Noise, Dead Zone, IOR และการจับคู่ Event ก่อนสรุปว่ารอยสไปซ์มีปัญหา
เมื่อได้ค่าเฉลี่ยแล้ว จึงเปรียบเทียบกับ Acceptance Criteria ของโครงการ และแก้ไขเฉพาะจุดที่ไม่ผ่านเกณฑ์หลังยืนยันข้อมูล
comsiam แนะนำให้ทีมติดตั้ง Fiber Optic เก็บไฟล์ OTDR ทั้งสองทิศทาง พร้อมตารางจับคู่ Splice Event และค่า Bidirectional Average แยกตาม Wavelength เพื่อใช้ตรวจรับงานและวิเคราะห์ปัญหาย้อนหลังได้อย่างน่าเชื่อถือ
การวัดสองทิศทางอย่างถูกต้องช่วยลดการสไปซ์ซ้ำโดยไม่จำเป็น เพิ่มความแม่นยำในการประเมินรอยต่อ และยกระดับคุณภาพงาน FTTH, ODF, Backbone และระบบ Fiber Optic ระยะไกล
ComSiam Professional Team






