ComSiam Service
Mid-Span Splice คือการเชื่อมต่อเส้นใยแก้วนำแสง ณ จุดกลางเส้นทางของสาย Fiber Optic โดยมักใช้ในงานแยกสายสาขา ขยายโครงข่าย ซ่อมแซมจุดเชื่อมต่อ หรือเชื่อมต่อ Fiber เฉพาะ Core ที่ต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องตัดทุก Core ของสายหลัก
เทคนิคนี้พบได้ในงาน Fiber Optic Backbone, FTTH, FTTx, Campus Network, ระบบกล้องวงจรปิด และเครือข่ายองค์กรที่มีสายไฟเบอร์หลาย Core เดินผ่านพื้นที่ต่าง ๆ
ตัวอย่างเช่น มีสาย Backbone 96 Core เดินผ่านโรงงาน 5 อาคาร หากต้องการแยก Fiber 4 Core ไปยังอาคารใหม่ ช่างสามารถใช้การเข้าถึงสายแบบ Mid-Span Access แล้วสไปซ์ Core ที่กำหนดเข้ากับสายสาขา โดยรักษา Fiber ที่ไม่ได้ใช้งานให้ผ่านต่อได้ตามการออกแบบ
ข้อดีสำคัญคือช่วยลดจำนวนรอยต่อที่ไม่จำเป็น ลดการรบกวนเส้นใยที่ผ่านต่อ และทำให้ขยายระบบจากสายหลักที่มีอยู่ได้สะดวกขึ้น
บทความนี้ comsiam จะอธิบาย Mid-Span Splice คืออะไร ใช้งานกับระบบประเภทไหน แตกต่างจาก Mid-Span Access อย่างไร รวมถึงวิธีออกแบบ ติดตั้ง ตรวจสอบ และจัดการรอยต่ออย่างถูกต้อง
① Mid-Span Splice คืออะไร?

Mid-Span Splice หมายถึงการเชื่อมต่อเส้นใยแก้วนำแสง ณ ตำแหน่งระหว่างจุดต้นทางกับปลายทางของเส้นทางสาย
ต่างจากการเชื่อมต่อที่ปลายสายเพียงอย่างเดียว เพราะจุดสไปซ์อาจอยู่ตามแนว Backbone หรือตำแหน่งที่ต้องการแยกสัญญาณไปยังโครงข่ายย่อย
ลักษณะงานที่พบ ได้แก่
- การแยก Fiber จากสายหลักไปยังสายสาขา
- การเชื่อมต่อ Drop Cable เข้ากับ Distribution Fiber
- การเชื่อมต่อ Core สำหรับเพิ่มจุดบริการ
- การซ่อมรอยต่อกลางเส้นทาง
- การปรับผัง Core Assignment
- การขยายเครือข่ายระหว่างอาคาร
วิธีนี้มักใช้ร่วมกับ Splice Closure ที่รองรับการจัดเก็บ Express Fiber และรอยสไปซ์ของสายสาขา
② Mid-Span Splice กับ Mid-Span Access ต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองคำเกี่ยวข้องกัน แต่มีความหมายต่างกัน
Mid-Span Access คือกระบวนการเปิด Jacket หรือ Buffer Tube เพื่อเข้าถึงเส้นใยกลางเส้นทาง โดยไม่จำเป็นต้องตัดทุก Core
Mid-Span Splice คือการเชื่อมต่อเส้นใย ณ จุดกลางเส้นทาง ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังทำ Mid-Span Access
| หัวข้อ | Mid-Span Access | Mid-Span Splice |
|---|---|---|
| วัตถุประสงค์ | เข้าถึง Fiber | เชื่อมต่อ Fiber |
| ต้องเปิด Jacket | โดยทั่วไปต้องเปิด | ขึ้นกับลักษณะงาน |
| ต้องตัด Fiber | ไม่จำเป็นทุก Core | ต้องเตรียมปลายของ Core ที่จะสไปซ์ |
| อุปกรณ์หลัก | Cable Access Tool | Fusion Splicer |
| ผลลัพธ์ | เข้าถึง Core ที่ต้องการ | ได้รอยต่อใหม่ตามแบบ |
| การใช้งาน | เตรียมจุดแยกสาย | เชื่อมต่อสายสาขาหรือซ่อมระบบ |
งานแยกสาขาจำนวนมากต้องดำเนินการทั้งสองขั้นตอนร่วมกัน
③ Mid-Span Splice ใช้ในงานแบบไหนบ้าง?
1. งาน Fiber Optic Backbone
ระบบ Backbone ใช้สายไฟเบอร์เป็นเส้นทางหลักในการเชื่อมต่อระหว่างอาคาร ตู้สื่อสาร หรือจุดกระจายสัญญาณ
เมื่อสาย Backbone เดินผ่านพื้นที่ที่ต้องการเพิ่มจุดเชื่อมต่อ สามารถออกแบบ Mid-Span Splice เพื่อแยก Core ไปยังสายสาขาได้
ตัวอย่าง: สาย Backbone 144 Core ผ่านโรงงานหลายอาคาร ต้องแยก 12 Core ไปอาคารใหม่ โดยยังคง Core อื่นให้ผ่านต่อ
2. งาน FTTH และ FTTx
ในโครงข่าย Fiber to the Home และ Fiber to the X อาจใช้ Mid-Span Splice ในจุดกระจายสายที่ต้องเชื่อม Distribution Fiber ไปยังอุปกรณ์หรือสายสาขา
การสไปซ์ต้องเป็นไปตามแบบโครงข่าย รวมถึงตำแหน่ง Optical Splitter และการจัดสรร Fiber
3. งาน Campus Network
ระบบเครือข่ายของมหาวิทยาลัย โรงเรียน โรงพยาบาล หรือหน่วยงานที่มีหลายอาคาร สามารถใช้สาย Backbone ผ่านพื้นที่หลัก แล้วแยก Fiber ไปยังอาคารแต่ละหลัง
Mid-Span Splice ช่วยให้ขยายโครงข่ายจากเส้นทางสายที่มีอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินสายหลักใหม่ทั้งเส้น
4. งานระบบกล้องวงจรปิด CCTV
งาน CCTV ตามถนน พื้นที่โรงงาน หรือพื้นที่ขนาดใหญ่ อาจมีสาย Fiber Backbone ผ่านจุดติดตั้งกล้องหลายตำแหน่ง
สามารถใช้ Mid-Span Splice เพื่อเชื่อมต่อ Fiber ไปยังตู้เครือข่ายย่อยที่ติดตั้ง Media Converter, Switch หรืออุปกรณ์รับส่งข้อมูล
5. งานนิคมอุตสาหกรรม
เมื่อมีสายไฟเบอร์เชื่อมพื้นที่ส่วนกลางกับโรงงานหลายแห่ง สามารถออกแบบจุดแยกสาขาตามแนวเส้นทางเพื่อรองรับการเพิ่มผู้ใช้งาน
6. งานระบบโทรคมนาคม
ใช้สำหรับเชื่อมต่อหรือปรับโครงสร้างเส้นใยในเส้นทาง Distribution และ Backbone ตามแบบเครือข่ายของผู้ให้บริการ
7. งานขยายเครือข่ายองค์กร
หากอาคารใหม่อยู่ใกล้เส้นทางสาย Backbone เดิม อาจพิจารณา Mid-Span Splice แทนการเดินสายจากต้นทางใหม่ โดยต้องตรวจ Core ว่าง ระยะทาง และ Loss Budget ก่อน
④ Mid-Span Splice เหมาะกับสาย Fiber กี่ Core?
เทคนิคนี้สามารถใช้กับสายหลายขนาดเมื่อโครงสร้างสายและอุปกรณ์รองรับ
| จำนวน Core | ตัวอย่างการใช้งาน |
|---|---|
| 12 Core | แยกจุดบริการขนาดเล็ก |
| 24 Core | เครือข่ายอาคารหรือ FTTH |
| 48 Core | Distribution Network |
| 96 Core | Backbone และโครงข่ายพื้นที่ขนาดใหญ่ |
| 144 Core | Backbone ที่รองรับหลายเส้นทาง |
| 288 Core ขึ้นไป | โครงข่ายความจุสูงที่ต้องวางแผน Tube อย่างละเอียด |
จำนวน Core ไม่ใช่ตัวกำหนดว่าสามารถทำ Mid-Span Splice ได้หรือไม่เพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาโครงสร้างสาย การเข้าถึง Buffer Tube และความจุ Splice Closure ด้วย
⑤ ตัวอย่าง Mid-Span Splice สาย Backbone 96 Core
สมมติว่าสาย Backbone 96 Core เดินจากอาคาร A ไปอาคาร D โดยผ่านอาคาร B และ C
ต้องการแยก Core จำนวน 4 เส้นไปยังอาคาร B
แนวทางออกแบบอาจเป็นดังนี้
- ตรวจ Core Assignment ของสายหลัก 96 Core
- เลือก 4 Core ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นสาขา
- ตรวจทิศทางและความต่อเนื่องของ Core
- ตรวจสถานะวงจรที่กำลังให้บริการ
- กำหนดจุด Mid-Span Access
- เลือก Splice Closure รองรับสายหลักและสายสาขา
- เปิดสายตามคู่มือ
- แยก Core ที่กำหนด
- เชื่อมต่อเข้ากับสายสาขา
- จัดเก็บ Express Fiber ที่ไม่ต้องสไปซ์
- ตรวจสอบ Optical Loss
- บันทึก Core Mapping ใหม่
ข้อควรระวังคือการแยก Core หนึ่งเส้นไม่ได้ทำให้สัญญาณแสงแยกไปสองทิศทางโดยอัตโนมัติ หากต้องแบ่งสัญญาณแบบ Passive ต้องออกแบบ Optical Splitter หรือโครงสร้างระบบให้รองรับ
⑥ Mid-Span Splice ช่วยลดจำนวนรอยต่อได้อย่างไร?
เมื่อใช้วิธีตัดสายหลักทั้งหมดแล้วสไปซ์ใหม่ จะทำให้เกิดรอยต่อจำนวนมากตามจำนวน Core ที่ถูกตัด
แต่หากเปิดสายกลางทางเฉพาะช่วงและเลือกตัดเพียง Core ที่ต้องการเชื่อมต่อ ก็สามารถรักษา Core อื่นไว้ให้ผ่านต่อโดยไม่ต้องสไปซ์ใหม่
ตัวอย่างสาย 96 Core ที่ต้องการแยก Core 4 เส้น
| รายการ | จำนวน |
|---|---|
| Core ทั้งหมด | 96 |
| Core ที่เลือกใช้งานสำหรับสาขา | 4 |
| Core อื่นที่คงความต่อเนื่อง | 92 |
| Core ที่หลีกเลี่ยงการตัดและสไปซ์ใหม่ได้ | 92 |
ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างการนับ Core เท่านั้น จำนวนรอยสไปซ์จริงขึ้นอยู่กับว่าต้องเชื่อมต่อสาขาแบบใดและปลาย Fiber ของแต่ละทิศทางถูกจัดสรรอย่างไร
การลดรอยต่อที่ไม่จำเป็นช่วยลดจำนวนจุดที่ต้องบำรุงรักษา แต่ไม่ได้รับประกันว่าระบบจะไม่มี Loss หรือไม่มีความเสี่ยงระหว่างเปิดสาย
⑦ อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในงาน Mid-Span Splice
รายการอุปกรณ์ควรเตรียมให้ครบก่อนเริ่มงาน
- Fusion Splicer
- Fiber Cleaver
- Fiber Stripper
- Mid-Span Access Tool
- Cable Jacket Slitter
- Buffer Tube Access Tool
- Fiber Cleaning Kit
- Splice Protection Sleeve
- Splice Closure
- Splice Tray
- Fiber Scrap Container
- อุปกรณ์สำหรับติด Label
- Optical Power Meter และ Light Source เมื่อกำหนด
- OTDR ตามประเภทการทดสอบ
- เครื่องมือสำหรับจัดการ Strength Member และ Armor ตามชนิดสาย
ควรตรวจความเข้ากันได้ของเครื่องมือเปิด Buffer Tube กับเส้นผ่านศูนย์กลางและโครงสร้าง Tube จริง
⑧ เลือก Splice Closure สำหรับ Mid-Span Splice อย่างไร?
Splice Closure เป็นอุปกรณ์สำคัญ เพราะต้องรองรับทั้งสายหลักที่ผ่านต่อและสายสาขาที่เชื่อมต่อใหม่
สิ่งที่ต้องพิจารณา ได้แก่
จำนวน Cable Port: ต้องรองรับสายหลักและสายสาขาตามแบบ
ความจุ Splice Tray: ต้องเพียงพอกับจำนวนรอยต่อที่ต้องทำ
Express Fiber Storage: ต้องสามารถจัดเก็บเส้นใยหรือ Tube ที่ผ่านต่อได้
Cable Strength Member: ต้องมีจุดยึดรับแรงเหมาะกับโครงสร้างสาย
Bend Radius: ต้องรักษารัศมีดัดขั้นต่ำได้
ระบบซีล: ต้องเหมาะกับสภาพแวดล้อม เช่น งานภายนอกอาคาร งานใต้ดิน หรือพื้นที่เปียกชื้น
การบำรุงรักษา: ควรเปิดกล่องเพื่อเข้าถึงรอยต่อที่ต้องซ่อม โดยลดการรบกวน Express Fiber ให้มากที่สุด
⑨ วิธีทำ Mid-Span Splice ทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 สำรวจแนวสาย
ตรวจตำแหน่งสาย Backbone จุดที่ต้องแยกสาขา เส้นทางสายใหม่ และตำแหน่งติดตั้ง Splice Closure
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจ Core Mapping
ยืนยันหมายเลข Tube และ Core ที่ต้องสไปซ์ พร้อมตรวจว่ามีการใช้งานอยู่หรือไม่
ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเสี่ยง
สำหรับสายที่ให้บริการอยู่ ต้องมีการอนุญาตและแผนควบคุมงาน เพราะการเคลื่อนหรือดัด Fiber อาจทำให้สัญญาณสะดุดได้แม้ไม่ได้ตัดเส้นใย
ขั้นตอนที่ 4 เลือกเครื่องมือและ Closure
ตรวจว่าอุปกรณ์รองรับรูปแบบ Mid-Span ของสายรุ่นนั้น
ขั้นตอนที่ 5 เตรียม Service Loop
ตรวจความยาวสายสำรองและพื้นที่ทำงานให้เพียงพอ ไม่ดึงสายที่ตึงมาทำงานโดยฝืนแรง
ขั้นตอนที่ 6 เปิด Outer Jacket
ใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับโครงสร้างสาย และกำหนดความยาวเปิดตามคู่มือ ไม่กรีดลึกจนทำลาย Tube
ขั้นตอนที่ 7 ยึด Strength Member
ติดตั้งระบบรับแรงของสายภายใน Closure ตามข้อกำหนด รวมถึงการจัดการ Armor เมื่อมี
ขั้นตอนที่ 8 แยก Express Tube
จัดกลุ่ม Tube ที่ไม่ต้องเปิดและให้ผ่านต่อโดยไม่ตัด พร้อมรักษารัศมีดัด
ขั้นตอนที่ 9 เปิด Buffer Tube
ใช้ Mid-Span Buffer Tube Access Tool ที่ตรงกับขนาดและวัสดุ เพื่อเข้าถึง Fiber ที่ต้องการ
ขั้นตอนที่ 10 ระบุ Core ที่จะสไปซ์
ตรวจสี Core เทียบกับผังจริง และยืนยันวงจรก่อนตัดเส้นใยที่ได้รับอนุญาต
ขั้นตอนที่ 11 เตรียมสายสาขา
เปิด Jacket, จัด Strength Member และเดิน Fiber ของสายสาขาเข้าสู่ Splice Tray
ขั้นตอนที่ 12 ปอกและทำความสะอาด Fiber
ใช้ Fiber Stripper และ Cleaning Kit ให้เหมาะสมกับชั้นเคลือบและชนิดสาย
ขั้นตอนที่ 13 Cleave
ตัดปลาย Fiber ให้ได้คุณภาพและความยาวตามเครื่อง Fusion Splicer
ขั้นตอนที่ 14 Fusion Splicing
เชื่อมต่อ Core ตามแผนผัง ตรวจภาพรอยต่อและ Estimated Loss โดยไม่ใช้ค่าประมาณเป็นหลักฐานตรวจรับเพียงอย่างเดียว
ขั้นตอนที่ 15 หด Sleeve
สวมและหด Splice Protection Sleeve ที่ตรงกับ Heater และ Splice Holder
ขั้นตอนที่ 16 จัดเก็บใน Splice Tray
วาง Sleeve ในช่องยึด และจัด Fiber สำรองโดยไม่ทำให้เกิด Macrobending
ขั้นตอนที่ 17 จัด Express Fiber
วาง Tube หรือเส้นใยที่ผ่านต่อไว้ในระบบจัดเก็บของ Closure โดยไม่กดทับหรือรบกวนวงจรเดิม
ขั้นตอนที่ 18 ตรวจสอบสายและปิด Closure
ตรวจ Core Mapping, Label, จุดยึดสาย และระบบซีลก่อนปิดกล่อง
ขั้นตอนที่ 19 ทดสอบระบบ
ตรวจ Optical Loss และความต่อเนื่องของวงจรตามแบบทดสอบ โดยใช้ OTDR หรือ OLTS ให้ตรงกับวัตถุประสงค์
ขั้นตอนที่ 20 จัดทำ As-Built
บันทึกตำแหน่ง Closure หมายเลข Tray, Tube, Core และผลทดสอบเพื่อการบำรุงรักษาในอนาคต
⑩ Mid-Span Splice ทำกับสายที่กำลังใช้งานได้ไหม?
ทำได้ในระบบที่มีแผนงานรองรับและผู้ปฏิบัติงานมีความชำนาญ แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถทำได้โดยไม่มีความเสี่ยง
อันตรายสำคัญ ได้แก่
- ตัด Core ที่กำลังใช้งานโดยไม่ตั้งใจ
- ทำ Express Fiber เกิด Macro Bend
- ดึง Loose Tube จนเส้นใยมีความเค้น
- ทำ Fiber หักขณะเปิด Tube
- กดทับสายเมื่อปิด Closure
- ทำสัญญาณสะดุดระหว่างจัดเก็บ
ไม่ควรดำเนินการกับสายของผู้ให้บริการหรือสายที่กำลังใช้งานโดยไม่มีการอนุญาตและแผนควบคุมผลกระทบ
⑪ Mid-Span Splice กับ Optical Splitter ต่างกันอย่างไร?
Mid-Span Splice เป็นวิธีเชื่อมต่อเส้นใยทางกายภาพ ส่วน Optical Splitter เป็นอุปกรณ์แบบ Passive สำหรับแบ่งกำลังแสงจากช่องทางหนึ่งออกไปหลายช่องทางตามการออกแบบ
| รายการ | Mid-Span Splice | Optical Splitter |
|---|---|---|
| หน้าที่หลัก | เชื่อมต่อ Fiber | แบ่งกำลังแสง |
| การใช้งาน | แยก Core หรือเชื่อมสายสาขา | เครือข่าย PON |
| การสูญเสีย | Splice Loss ของรอยต่อ | Splitter Insertion Loss |
| ต้องวางแผน Core | ใช่ | ใช่ |
| ใช้ร่วมกันได้ไหม | ได้ | ได้ |
ในงาน FTTH อาจสไปซ์ Fiber เข้ากับพอร์ตหรือ Pigtail ของ Splitter ภายใน Closure เดียวกัน แต่สองอุปกรณ์ทำหน้าที่ต่างกัน
⑫ Mid-Span Splice ทำให้ Loss สูงไหม?
รอย Fusion Splice มีการสูญเสียทางแสงได้ตามสภาพรอยต่อและคุณสมบัติเส้นใย
ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- Core Alignment
- Cleave Angle
- ความสะอาดหน้าตัด
- ชนิด Fiber
- Mode Field Diameter
- Splice Mode
- สภาวะ Arc
- การจัดเก็บสายหลังสไปซ์
การเลือก Mid-Span Splice ไม่ได้รับประกันว่า Loss จะต่ำเสมอ ต้องตรวจตามเกณฑ์ของโครงการ และคำนวณ Optical Loss Budget ของเส้นทางใหม่
⑬ วิธีตรวจ Mid-Span Splice ด้วย OTDR
OTDR ใช้ช่วยระบุตำแหน่งเหตุการณ์และประเมินการสูญเสียตามแนวสายได้
ขั้นตอนตรวจสอบ
- ยืนยันสถานะสายว่าปลอดภัยสำหรับการทดสอบ
- ตรวจความสะอาด Connector
- เลือก Wavelength ตามข้อกำหนด
- ตั้ง Range และ Pulse Width
- ใช้ Launch Fiber ตามความเหมาะสม
- เริ่มการทดสอบและบันทึก Trace
- ระบุตำแหน่ง Mid-Span Splice
- ตรวจค่า Event Loss
- วัดสองทิศทางเมื่อจำเป็น
- ตรวจว่ามี Gainer หรือ Backscatter Mismatch หรือไม่
- เปรียบเทียบกับเกณฑ์ตรวจรับ
- บันทึกผลในรายงาน
สำหรับเครือข่าย PON ที่กำลังให้บริการ ต้องใช้วิธีและอุปกรณ์ทดสอบที่รองรับ Live Fiber อย่างเหมาะสม
⑭ Mid-Span Splice กับสาย Armored Fiber ใช้ได้ไหม?
สามารถทำได้กับสาย Armored บางรุ่นที่รองรับกระบวนการเปิดกลางทาง
แต่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เช่น
- ชนิดเกราะโลหะ
- ตำแหน่ง Ripcord
- วิธีเปิด Armor
- ขอบโลหะที่อาจทำให้ Tube เสียหาย
- การยึด Strength Member
- การ Bonding และ Grounding เมื่อกำหนด
- ระบบซีล Closure
ต้องใช้คู่มือสายและ Closure รุ่นจริง ไม่ควรใช้วิธีเปิดสาย All-Dielectric กับ Armored Cable โดยตรง
⑮ Mid-Span Splice มีข้อดีและข้อจำกัดอะไรบ้าง?
ข้อดี
- ไม่จำเป็นต้องตัดทุก Core
- ลดรอยต่อที่ไม่จำเป็น
- ใช้ขยายเครือข่ายจากสายหลักเดิมได้
- รองรับการแยกสายสาขาหลายจุด
- ช่วยรักษาความต่อเนื่องของ Express Fiber
- ลดภาระการสไปซ์ Core จำนวนมาก
- สะดวกต่อการวางแผนขยายโครงข่าย
ข้อจำกัด
- ต้องใช้เครื่องมือเปิดสายที่เหมาะสม
- ต้องมีความรู้เรื่อง Tube และ Core Mapping
- ต้องมี Slack เพียงพอ
- ต้องใช้ Closure ที่รองรับ
- มีความเสี่ยงเมื่อทำงานกับ Live Fiber
- ต้องจัดเก็บ Express Fiber อย่างระมัดระวัง
- ต้องทดสอบและบันทึกผลหลังงานเสร็จ
⑯ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในงาน Mid-Span Splice
เลือก Core ผิด: อาจทำให้ระบบเชื่อมต่อผิดปลายทางหรือกระทบวงจรเดิม
เปิด Tube ผิด: เพิ่มความเสี่ยงต่อ Fiber ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน
ใช้เครื่องมือไม่เหมาะสม: อาจทำให้ Coating หรือ Bare Fiber เกิดรอย
Service Loop ไม่เพียงพอ: ทำให้จัดสายหรือซ่อมในอนาคตลำบาก
Closure ไม่รองรับ: ส่งผลต่อการยึดสายและการจัด Express Tube
จัด Sleeve ไม่ถูกต้อง: อาจทำให้เกิดแรงดัดหรือกดทับบริเวณรอยต่อ
ไม่ตรวจ Loss หลังติดตั้ง: อาจพลาดปัญหาการดัดที่เกิดหลังจัดเก็บ
ไม่บันทึก Core Mapping: ทำให้ทีมซ่อมบำรุงระบุวงจรผิดพลาดได้ในอนาคต
⑰ Checklist ก่อนส่งมอบงาน Mid-Span Splice
- ตรวจชนิดสายและโครงสร้าง Tube
- ตรวจแบบ Core Assignment
- ยืนยัน Core ที่ได้รับอนุญาตให้สไปซ์
- ตรวจสถานะ Live Fiber
- ตรวจจุดติดตั้งและ Service Loop
- ตรวจเครื่องมือ Mid-Span Access
- ตรวจขนาด Buffer Tube
- ตรวจ Splice Closure และ Cable Port
- ยึด Strength Member ตามข้อกำหนด
- จัด Express Tube โดยไม่ตัด
- ตรวจคุณภาพปลาย Fiber
- สไปซ์ตามผังที่กำหนด
- ตรวจรอยต่อและ Estimated Loss
- หด Sleeve อย่างถูกต้อง
- จัดเก็บใน Splice Tray
- ตรวจ Bend Radius
- ติด Label หมายเลข Tube และ Core
- ตรวจ Optical Loss ตามข้อกำหนด
- ตรวจความเรียบร้อยของ Closure
- บันทึกผล As-Built
⑱ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Mid-Span Splice
Mid-Span Splice คืออะไร?
คือการเชื่อมต่อเส้นใยแก้วนำแสง ณ จุดกลางเส้นทางของสาย Fiber Optic ใช้สำหรับแยกสาขา ขยายโครงข่าย หรือซ่อมและปรับระบบตามแบบ
Mid-Span Splice ใช้กับงาน FTTH ได้ไหม?
ได้ หากรูปแบบ Distribution Network และ Splice Closure รองรับ โดยต้องเชื่อมต่อ Core หรืออุปกรณ์ Optical Splitter ตามแบบระบบ
Mid-Span Splice ต้องตัดทุก Core หรือไม่?
ไม่จำเป็น ต้องตัดและเตรียมเฉพาะ Core ที่จำเป็นตามรูปแบบการเชื่อมต่อ ขณะที่ Core อื่นสามารถจัดให้ผ่านต่อได้
Mid-Span Splice ใช้กับสาย 144 Core ได้ไหม?
ได้ หากสาย เครื่องมือ และ Closure รองรับโครงสร้างของสาย 144 Core รุ่นนั้น
Mid-Span Splice กับ Mid-Span Access เหมือนกันไหม?
ไม่เหมือนกันทั้งหมด Mid-Span Access คือการเปิดสายเพื่อเข้าถึง Fiber ส่วน Mid-Span Splice คือการเชื่อมต่อ Fiber ณ จุดกลางเส้นทาง
Mid-Span Splice ทำให้ Internet หลุดไหม?
มีความเสี่ยงเมื่อทำงานกับสายที่มี Live Fiber แม้ไม่ได้ตัดทุก Core เพราะการดัด ดึง หรือเปิดสายผิดวิธีอาจกระทบสัญญาณ
ใช้เครื่อง Fusion Splicer ทั่วไปทำ Mid-Span Splice ได้ไหม?
สามารถใช้ Fusion Splicer ที่รองรับชนิด Fiber ได้ แต่ต้องมีเครื่องมือเปิดสายและอุปกรณ์จัดเก็บรอยต่อที่เหมาะสมด้วย
ต้องใช้ Closure แบบพิเศษไหม?
ควรใช้รุ่นที่รองรับ Mid-Span Routing, Express Fiber และจำนวนสายสาขาตามการออกแบบ
Mid-Span Splice ช่วยลดค่าใช้จ่ายไหม?
อาจลดงานสไปซ์และการเดินสายใหม่บางส่วนได้ แต่ต้นทุนจริงขึ้นอยู่กับพื้นที่ ความยากของงาน วัสดุ และข้อกำหนดการควบคุมบริการ
ทำ Mid-Span Splice แล้วต้องวัด OTDR ไหม?
ต้องใช้วิธีทดสอบตามข้อกำหนดโครงการ OTDR มีประโยชน์ในการวิเคราะห์ตำแหน่งและ Loss ส่วน OLTS ใช้สำหรับตรวจ Insertion Loss ของเส้นทางตามวิธีที่กำหนด
⑲ สรุป Mid-Span Splice ใช้ในงานแบบไหน?
Mid-Span Splice เป็นเทคนิคสำคัญสำหรับการเชื่อมต่อ Fiber Optic ที่ตำแหน่งกลางเส้นทาง โดยเฉพาะงานแยกสายสาขาและขยายเครือข่ายจาก Backbone เดิม
งานที่พบได้ ได้แก่ FTTH, FTTx, Campus Network, ระบบ CCTV, โรงงานอุตสาหกรรม และโครงข่ายโทรคมนาคม
จุดเด่นคือช่วยรักษาเส้นใยที่ไม่ต้องสไปซ์ให้ผ่านต่อโดยไม่เพิ่มรอยต่อที่ไม่จำเป็น แต่ต้องเลือกใช้เครื่องมือเปิดสายและ Splice Closure ให้เหมาะกับโครงสร้างเคเบิล
การติดตั้งที่ถูกต้องต้องเริ่มจาก Core Mapping การตรวจสถานะวงจร การจัด Express Fiber การสไปซ์เฉพาะ Core ที่กำหนด และการตรวจ Optical Loss หลังงานเสร็จ
comsiam แนะนำให้วางแผน Mid-Span Splice ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ Backbone โดยเผื่อพื้นที่ Closure และระบบจัดเก็บ Fiber สำรอง เพื่อรองรับการขยายเครือข่ายในอนาคต
การบันทึกหมายเลข Core, Tube และตำแหน่งรอยต่ออย่างละเอียดช่วยให้ระบบซ่อมบำรุงง่าย ลดความเสี่ยงจากการแก้ไขผิดวงจร และเพิ่มความน่าเชื่อถือของโครงข่ายระยะยาว
ComSiam Professional Team






