วิธีตรวจสอบสาย CO ทุกพอร์ต Panasonic KX-TES824 หลังตั้งค่าระบบรับสายใหม่

วิธีตรวจสอบสาย CO ทุกพอร์ต Panasonic KX-TES824 หลังตั้งค่าระบบรับสายใหม่ ควรเริ่มจากตรวจสอบการเชื่อมต่อสายนอกในโปรแกรม 400 — CO Line Connection จากนั้นตรวจสอบรูปแบบการรับสายผ่านโปรแกรม 414–416 — CO Line Mode และใช้โทรศัพท์ภายนอกโทรเข้าทดสอบทุกหมายเลข เพื่อยืนยันว่าแต่ละพอร์ตรับสายได้ถูกต้องตามแผน

Panasonic KX-TES824 รองรับสายนอกแบบอนาล็อก 3 พอร์ตในเครื่องพื้นฐาน และขยายได้สูงสุด 8 พอร์ตเมื่อมีการติดตั้งการ์ดขยายที่รองรับ ดังนั้นจำนวนพอร์ตที่ต้องตรวจสอบจริงจึงขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่ติดตั้งและจำนวนสายจากผู้ให้บริการ

ตัวอย่างเช่น สำนักงานมี CO Line ใช้งานอยู่ 5 เส้น ได้แก่ CO 1 ถึง CO 5 โดยกำหนดให้ CO 1 รับสายเข้าประชาสัมพันธ์เบอร์ 101, CO 2 ไปฝ่ายขายเบอร์ 102 และ CO 3 ไปฝ่ายบริการเบอร์ 103 ส่วน CO 4 และ CO 5 ใช้สำหรับรับสายเพิ่มเติม

หลังเปลี่ยนการตั้งค่าตู้สาขา ช่างควรตรวจสอบทั้ง การโทรเข้า การโทรออก คุณภาพเสียง การเลือกพอร์ต CO และการปล่อยสายหลังวางหู เพราะบางกรณีสายเข้าได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถโทรออก หรือพอร์ตยังค้าง Busy หลังจบการสนทนา

นอกจากนี้ ต้องตรวจสอบโปรแกรม 401 — Dial Mode หากมีปัญหาการโทรออก และโปรแกรม 420–421 — CPC Signal Detection หากพบปัญหาเกี่ยวกับการตรวจจับสัญญาณวางสาย โดยไม่ควรเปลี่ยนค่าเหล่านี้โดยไม่มีข้อมูลจากเครือข่ายโทรศัพท์และผลทดสอบจริง

บทความนี้ comsiam อธิบายการตรวจสอบสาย CO Panasonic KX-TES824 อย่างละเอียด ตั้งแต่ CO 1 ถึง CO 8 การตั้ง Connect/Not Connect การตรวจสอบ Day/Night/Lunch การทดสอบสายเข้าออก การตรวจสอบไฟ CO และการแก้ปัญหาพอร์ตไม่ทำงาน ก่อนบันทึกผลส่งมอบระบบให้สำนักงาน

① CO Line Panasonic KX-TES824 คืออะไร?

CO Line ย่อมาจาก Central Office Line หมายถึงสายโทรศัพท์ภายนอกที่เชื่อมต่อจากผู้ให้บริการหรืออุปกรณ์ต้นทางที่รองรับเข้ามายังตู้สาขา Panasonic KX-TES824

ตู้ใช้ CO Line สำหรับติดต่อระหว่างโทรศัพท์ภายในสำนักงานกับหมายเลขภายนอก

ตัวอย่าง

บริษัทมีเบอร์ภายในดังนี้

  • 101 — ประชาสัมพันธ์
  • 102 — ฝ่ายขาย
  • 103 — ฝ่ายบริการ
  • 104 — ฝ่ายบัญชี
  • 105 — ผู้จัดการ

และมี CO Line 3 เส้น

  • CO 1 — หมายเลขสำนักงานหลัก
  • CO 2 — หมายเลขฝ่ายขาย
  • CO 3 — หมายเลขฝ่ายบริการ

เมื่อมีลูกค้าโทรเข้าหมายเลข CO 1 ตู้จะใช้การตั้งค่ารับสายของ CO 1 เพื่อกำหนดว่าโทรศัพท์ภายในเครื่องใดควรได้รับสาย

ข้อสำคัญ

CO Line ไม่ใช่ Extension Jack

CO Line ใช้เชื่อมต่อสายนอก ส่วน Extension Jack ใช้เชื่อมต่อโทรศัพท์ภายใน

② Panasonic KX-TES824 รองรับ CO Line ได้กี่พอร์ต?

Panasonic KX-TES824 มีความสามารถดังนี้

รายการจำนวน
CO Line ของเครื่องพื้นฐาน3 พอร์ต
CO Line สูงสุดเมื่อขยายระบบ8 พอร์ต
หมายเลข CO สำหรับการตั้งค่า1–8

สิ่งที่ควรเข้าใจ

แม้ระบบรองรับ CO 1–8 แต่ไม่ได้หมายความว่าตู้ทุกเครื่องมีพอร์ตครบ 8 เส้น

หากไม่ได้ติดตั้งการ์ดขยาย ก็จะมีพอร์ตตามอุปกรณ์ที่มีอยู่จริง

และแม้มีพอร์ตครบ ก็ไม่ได้หมายความว่ามีสายโทรศัพท์จากผู้ให้บริการต่อเข้าครบทุกพอร์ต

วิธีตรวจสอบ

  1. ตรวจสอบรุ่นตู้
  2. ตรวจสอบการ์ดขยายที่ติดตั้ง
  3. ตรวจสอบสายโทรศัพท์ภายนอกที่เชื่อมต่อจริง
  4. ตรวจสอบหมายเลขพอร์ต CO
  5. เปรียบเทียบกับค่าของโปรแกรม 400

③ ทำไมต้องตรวจสอบ CO ทุกพอร์ตหลังเปลี่ยนการตั้งค่า?

การเปลี่ยนค่าระบบอาจทำให้ CO Line บางเส้นไม่สามารถรับสายหรือโทรออกได้ตามปกติ

ตัวอย่างปัญหา

  1. CO 1 รับสายเข้าผิดเบอร์
  2. CO 2 โทรออกไม่ได้
  3. CO 3 ไม่มีเสียงสัญญาณ
  4. CO 4 ตั้งเป็น Connect ทั้งที่ไม่ได้ต่อสาย
  5. CO 5 ไม่ได้เปิดสิทธิ์โทรออก
  6. CO 6 ใช้ Dial Mode ไม่เหมาะกับต้นทาง
  7. CO 7 มีปัญหาเสียงรบกวน
  8. CO 8 ค้าง Busy หลังวางสาย

การตรวจสอบครบทุกพอร์ตช่วยลดโอกาสที่ปัญหาจะถูกพบภายหลังจากลูกค้าเริ่มใช้งานจริง

④ โปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ CO Line

โปรแกรมหน้าที่
400CO Line Connection
401Dial Mode
403Host PBX Access Code
404CO Line Group
405–407Flexible Outward Dialling
408–410Flexible Ringing
411–413Delayed Ringing
414–416CO Line Mode
419Automatic Designated Line Access
420CPC Signal Detection — Incoming
421CPC Signal Detection — Outgoing
422Disconnect Time
423CO Line Ring Tone Pattern

โปรแกรมหลักที่ควรตรวจสอบก่อน

400: พอร์ตถูกกำหนดให้เชื่อมต่อหรือไม่

414–416: สายเข้าถูกส่งไปที่ไหนในแต่ละช่วงเวลา

408–410: โทรศัพท์เครื่องใดดังจาก CO แบบ Normal

405–407: Extension ใดได้รับสิทธิ์ใช้ CO Line โทรออก

โปรแกรมที่ตรวจสอบตามอาการ

401: โทรออกแล้วหมายเลขไม่ถูกส่งไปยังเครือข่ายอย่างถูกต้อง

420–421: มีปัญหาตรวจจับสัญญาณวางสาย

422: ต้องวิเคราะห์ระยะเวลาปล่อยหรือเว้นช่วงของสายนอกตามการตั้งค่า

ไม่ควรแก้ค่าทุกโปรแกรมพร้อมกัน เพราะจะทำให้ระบุสาเหตุของปัญหายากขึ้น

⑤ วิธีเตรียมตรวจสอบ CO Line ทุกพอร์ต

ก่อนเริ่มทดสอบควรจัดเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน

รายการที่ต้องมี

  1. หมายเลขโทรศัพท์ของสำนักงานทุกหมายเลข
  2. จำนวน CO Line ที่ใช้งานจริง
  3. หมายเลข CO 1–8
  4. ผังการต่อสายเข้าตู้
  5. หมายเลข Extension ภายใน
  6. แผนการรับสาย Day
  7. แผนการรับสาย Night
  8. แผนการรับสาย Lunch
  9. รายการสิทธิ์โทรออก
  10. ค่าโปรแกรม 400 เดิม
  11. ค่า CO Line Mode เดิม
  12. โทรศัพท์ภายนอกสำหรับทดสอบ
  13. ผู้ช่วยรับสายประจำจุด
  14. แบบฟอร์มบันทึกผล
  15. อุปกรณ์ตรวจสอบสายที่เหมาะสม

ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย

สายโทรศัพท์อนาล็อกอาจมีแรงดันเรียกเข้าสูงขณะมีสายเรียกเข้า

ไม่ควรสัมผัสตัวนำเปลือยหรือถอดต่อสายขณะมีสายเรียกเข้าโดยไม่มีความรู้และอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม

หากต้องทดสอบสัญญาณที่จุดต่อสาย ควรให้ช่างที่มีความรู้เกี่ยวกับระบบโทรศัพท์ดำเนินการ

⑥ วิธีจัดทำตาราง CO Line ก่อนตรวจสอบ

ตัวอย่างสำนักงานมี CO Line ใช้งาน 5 เส้น

COหมายเลขภายนอกสถานะที่ต้องการ
CO 1หมายเลขสำนักงานหลักConnect
CO 2หมายเลขฝ่ายขายConnect
CO 3หมายเลขบริการConnect
CO 4หมายเลขสำรอง 1Connect
CO 5หมายเลขสำรอง 2Connect
CO 6ไม่มีสายต่อNot Connect
CO 7ไม่มีสายต่อNot Connect
CO 8ไม่มีสายต่อNot Connect

วิธีใช้งาน

บันทึกข้อมูลจริงของแต่ละพอร์ต แล้วตรวจสอบว่าค่าในโปรแกรม 400 ตรงกับสถานะการเชื่อมต่อทางกายภาพ

ห้ามถือว่าตารางตัวอย่างเป็นค่าของตู้จริง เพราะจำนวนสายนอกขึ้นอยู่กับการติดตั้งของแต่ละสำนักงาน

⑦ โปรแกรม 400 CO Line Connection คืออะไร?

โปรแกรม 400 — CO Line Connection ใช้กำหนดว่าสายนอกแต่ละพอร์ตถูกเชื่อมต่อและพร้อมให้ระบบเลือกใช้งานหรือไม่

ตัวเลือก

  • Connect
  • Not Connect

ตัวอย่าง

หาก CO 1 ต่อสายโทรศัพท์จริง ให้กำหนด Connect

หาก CO 6 ไม่มีสายโทรศัพท์ต่ออยู่ ให้กำหนด Not Connect

เหตุผลสำคัญ

คู่มือ Panasonic ระบุว่า เมื่อระบบเลือก CO Line ว่างโดยอัตโนมัติ ตู้จะพิจารณาสายนอกที่พร้อมใช้งานตามลำดับหมายเลขของระบบ

หากพอร์ตที่ไม่ได้ต่อสายถูกตั้งเป็น Connect ระบบอาจเลือกพอร์ตที่ไม่มีสาย ทำให้พนักงานโทรออกแล้วไม่ได้ยินสัญญาณภายนอก

จึงควรตั้งพอร์ตที่ไม่มีสายต่อเป็น Not Connect

⑧ วิธีตรวจสอบโปรแกรม 400 Panasonic KX-TES824

ใช้โทรศัพท์ Panasonic PT ที่รองรับ System Programming ตามเงื่อนไขของตู้

ขั้นตอน

  1. วางหูโทรศัพท์
  2. กด PROGRAM
  3. กด *#
  4. กรอกรหัสผ่าน System Programming
  5. กด 400
  6. กด NEXT
  7. เลือกหมายเลข CO Line ที่ต้องการ
  8. ตรวจสอบว่าเป็น Connect หรือ Not Connect
  9. บันทึกค่าปัจจุบัน
  10. เลือก CO Line ถัดไป
  11. ตรวจสอบจนครบทุกพอร์ตที่ติดตั้ง
  12. กด END เพื่อออกจากโปรแกรม

ลำดับตัวอย่าง

PROGRAM → *# → รหัสผ่าน → 400 → NEXT → CO 1

หากต้องการเปลี่ยนค่า

ใช้ SELECT เพื่อเลือกระหว่าง Connect และ Not Connect แล้วกด STORE หลังตรวจสอบว่าตรงกับการต่อสายจริง

ข้อควรระวัง

ไม่ควรเปลี่ยนพอร์ตเป็น Not Connect เพียงเพราะไม่มีเสียงสัญญาณในขณะทดสอบ ต้องตรวจสอบก่อนว่าสายถูกติดตั้งจริงหรือเกิดความเสียหายที่สายหรืออุปกรณ์ต้นทาง

⑨ วิธีตรวจสอบ CO 1 ถึง CO 8 ในโปรแกรม 400

ตัวอย่างรายการตรวจสอบ

CO Lineค่าที่ตั้งมีสายจริงผล
CO 1Connectมีรอตรวจ
CO 2Connectมีรอตรวจ
CO 3Connectมีรอตรวจ
CO 4Connectมีรอตรวจ
CO 5Connectมีรอตรวจ
CO 6Not Connectไม่มีรอตรวจ
CO 7Not Connectไม่มีรอตรวจ
CO 8Not Connectไม่มีรอตรวจ

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ

ค่าของโปรแกรมต้องสอดคล้องกับอุปกรณ์ที่ต่อจริง ไม่ใช่เพียงค่าเริ่มต้นจากโรงงาน

ผลที่ต้องการ

พอร์ตที่มีสายพร้อมใช้งานถูกตั้งเป็น Connect

พอร์ตที่ไม่ได้ใช้งานถูกตั้งเป็น Not Connect

การตรวจสอบนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทดสอบ ยังต้องตรวจสอบการรับสายและโทรออกจริงเพิ่มเติม

⑩ วิธีตรวจสอบสาย CO ทางกายภาพ

ก่อนวิเคราะห์ค่าของโปรแกรม ควรตรวจสอบสภาพการเชื่อมต่อโดยไม่รบกวนสายที่กำลังใช้งาน

รายการตรวจสอบ

  1. สายโทรศัพท์เชื่อมต่อกับพอร์ตที่ถูกต้อง
  2. หัวต่อและจุดต่อสายแน่น
  3. ไม่มีสายหลุด
  4. ไม่มีรอยสายขาดหรือถูกกดทับ
  5. ไม่มีคราบความชื้น
  6. ไม่มีร่องรอยไหม้หรือความเสียหาย
  7. ไม่มีการต่อพอร์ตสลับ
  8. มีป้ายหมายเลข CO Line ชัดเจน
  9. สายไม่อยู่ชิดแหล่งรบกวนไฟฟ้าที่รุนแรง
  10. อุปกรณ์ต้นทางมีสถานะปกติ

ข้อควรระวัง

หากต้องถอดหรือวัดสาย ต้องใช้วิธีที่เหมาะสมกับวงจรโทรศัพท์และผ่านผู้ที่มีความรู้

ไม่ควรใช้เครื่องทดสอบสาย LAN โดยสมมติว่าสามารถทดสอบแรงดันและสัญญาณของสายโทรศัพท์ CO ได้ทุกกรณี

⑪ วิธีทดสอบ CO Line ด้วยโทรศัพท์อนาล็อกโดยตรง

คู่มือ Panasonic แนะนำให้ใช้โทรศัพท์อนาล็อกแบบ Single Line Telephone ที่ทราบว่าใช้งานได้ปกติ เพื่อช่วยแยกปัญหาระหว่างสายนอกจากผู้ให้บริการกับตู้สาขา

กรณีที่ควรใช้

เมื่อมีปัญหาโทรออกผ่าน CO Line แล้วไม่สามารถระบุได้ว่าปัญหาเกิดจากเครือข่ายหรือ PBX

แนวทางสำหรับช่างที่ได้รับอนุญาต

  1. วางแผนหยุดใช้งานสายนอกที่เกี่ยวข้อง
  2. แยกการเชื่อมต่อ CO Line จากตู้ตามขั้นตอนบริการ
  3. ใช้โทรศัพท์ SLT ที่ตรวจสอบแล้วว่าใช้งานได้
  4. ต่อเข้ากับสายภายนอกที่ต้องการตรวจสอบ
  5. ตรวจสอบเสียงสัญญาณ
  6. ทดลองโทรออกไปหมายเลขทดสอบ
  7. ตรวจสอบคุณภาพเสียง
  8. บันทึกผล

การแปลผล

หากโทรศัพท์ SLT ใช้งานบนสายนอกไม่ได้ อาจมีปัญหาจากสายหรืออุปกรณ์ของผู้ให้บริการ

หาก SLT ใช้งานได้แต่ PBX มีปัญหา ควรให้ช่างตรวจสอบระบบตู้ตามขั้นตอนของผู้ผลิต

ข้อควรระวังสำคัญ: การตรวจสอบโดยแยกสายจากตู้เป็นงานที่อาจทำให้บริการโทรศัพท์หยุดชั่วคราว และคู่มือ Panasonic แนะนำให้ใช้งานศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตเมื่อสงสัยความผิดปกติของ PBX ไม่ควรเปิดฝาตู้หรือซ่อมวงจรภายในเอง

⑫ วิธีทดสอบโทรออกจาก CO Line แต่ละพอร์ต

การโทรออกสำเร็จหนึ่งครั้งไม่ได้หมายความว่า CO Line ทุกพอร์ตใช้งานได้

ต้องทดสอบเลือกแต่ละพอร์ตที่มีสายเชื่อมต่อจริง

ขั้นตอน

  1. ใช้โทรศัพท์ Panasonic PT ที่มีสิทธิ์ใช้สายนอก
  2. เลือกปุ่ม CO ของพอร์ตที่ต้องการทดสอบ
  3. ตรวจสอบว่าได้รับสัญญาณภายนอก
  4. โทรไปยังหมายเลขทดสอบที่ได้รับอนุญาต
  5. ตรวจสอบว่าปลายทางรับสายได้
  6. สนทนาทดสอบ
  7. วางสาย
  8. ตรวจสอบสถานะพอร์ต
  9. ทำซ้ำกับ CO Line ถัดไป

ตัวอย่าง

  • ทดสอบ CO 1
  • ทดสอบ CO 2
  • ทดสอบ CO 3
  • ทดสอบ CO 4
  • ทดสอบ CO 5

ข้อควรระวัง

ปุ่ม CO ต้องถูกกำหนดให้ตรงกับพอร์ตจริงก่อนใช้เป็นหลักฐานว่ากำลังทดสอบพอร์ตใด

หากไม่มีปุ่ม CO แยกสำหรับทุกเส้น ต้องใช้วิธีเลือก Direct CO Line Access ที่ระบบรองรับและผู้ดูแลยืนยันแล้ว

⑬ วิธีตรวจสอบว่าโทรศัพท์มีสิทธิ์ใช้ CO Line หรือไม่

หากพอร์ต CO มีสายและระบบแสดง Connect แต่พนักงานยังโทรออกไม่ได้ อาจเกิดจากสิทธิ์ของ Extension

โปรแกรมที่เกี่ยวข้อง

โปรแกรมหน้าที่
405Flexible Outward Dialling Day
406Flexible Outward Dialling Night
407Flexible Outward Dialling Lunch

ตัวอย่าง

เบอร์ 101 มีสิทธิ์ใช้ CO 1–3

แต่เบอร์ 105 ถูกจำกัดให้ใช้เฉพาะ CO 1

หากเบอร์ 105 พยายามโทรออกผ่าน CO 3 อาจไม่สามารถใช้งานได้ตามสิทธิ์ที่ตั้งไว้

แนวทางตรวจสอบ

  1. ตรวจสอบ Extension Jack ของเครื่อง
  2. ตรวจสอบ CO Line ที่เลือก
  3. ตรวจสอบ Time Service Mode
  4. ตรวจสอบโปรแกรม 405–407
  5. ตรวจสอบสิทธิ์การโทรออกอื่นที่เกี่ยวข้อง
  6. ทดสอบด้วยหมายเลขที่ได้รับอนุญาต

ไม่ควรเปิดสิทธิ์โทรออกทุกเส้นให้ทุกเครื่องเพียงเพื่อแก้ปัญหา หากขัดกับนโยบายองค์กร

⑭ โปรแกรม 401 Dial Mode คืออะไร?

โปรแกรม 401 — Dial Mode ใช้กำหนดวิธีส่งหมายเลขโทรศัพท์ออกจากแต่ละ CO Line

รูปแบบที่รองรับตามรุ่น

  • DTMF
  • Pulse
  • Call Block Mode

ตัวอย่างปัญหา

โทรศัพท์สามารถเลือก CO Line ได้และได้ยินเสียงสัญญาณ แต่เมื่อกดหมายเลขภายนอกกลับโทรไม่สำเร็จ

สาเหตุหนึ่งที่ควรตรวจสอบคือการตั้ง Dial Mode ไม่ตรงกับระบบต้นทาง

แนวทางตรวจสอบ

  1. ยืนยันว่า CO Line มีสัญญาณ
  2. ตรวจสอบโปรแกรม 401
  3. ตรวจสอบประเภทสายนอกที่ผู้ให้บริการหรืออุปกรณ์ต้นทางรองรับ
  4. เปรียบเทียบกับค่าที่ตั้ง
  5. ให้ช่างปรับค่าหากจำเป็น
  6. ทดสอบโทรออกอีกครั้ง

ข้อควรระวัง

ไม่ควรเปลี่ยน DTMF เป็น Pulse หรือสลับกลับโดยไม่มีข้อมูล เพราะอาจทำให้การโทรออกผิดปกติมากกว่าเดิม

⑮ วิธีทดสอบสายเข้าจากภายนอกทุก CO Line

ขั้นตอน

  1. จัดทำรายการหมายเลขภายนอก
  2. จับคู่กับ CO Line ที่ได้รับการยืนยันแล้ว
  3. ตรวจสอบ Time Service Mode ปัจจุบัน
  4. ให้พนักงานเครื่องปลายทางเตรียมรับสาย
  5. ใช้โทรศัพท์ภายนอกโทรเข้าหมายเลขแรก
  6. ตรวจสอบเครื่องที่ส่งเสียงเรียกเข้า
  7. รับสายและตรวจสอบเสียง
  8. วางสาย
  9. ตรวจสอบพอร์ตกลับสู่สถานะว่าง
  10. ทดสอบหมายเลขต่อไปจนครบ

ตัวอย่าง

COปลายทาง Dayผลทดสอบ
CO 1101รอตรวจ
CO 2102รอตรวจ
CO 3103รอตรวจ
CO 4104รอตรวจ
CO 5105รอตรวจ

การจับคู่ CO กับหมายเลขภายนอกต้องอ้างอิงจากสายที่ติดตั้งจริง ไม่ใช่สันนิษฐานตามลำดับหมายเลขของผู้ให้บริการ

⑯ วิธีตรวจสอบ CO Line Mode โปรแกรม 414–416

โปรแกรมนี้ใช้กำหนดลักษณะการรับสายของ CO Line ตามช่วงเวลา

โปรแกรมช่วงเวลา
414Day
415Night
416Lunch

รูปแบบการรับสายที่อาจพบ

  • Normal
  • DIL
  • DISA
  • UCD
  • BV หรือ MODEM ในระบบหรือรุ่นที่รองรับ

วิธีตรวจสอบ

  1. เข้า System Programming
  2. เลือก 414, 415 หรือ 416
  3. กด NEXT
  4. เลือก CO Line
  5. ตรวจสอบโหมดที่กำหนด
  6. หากเป็น DIL ให้ตรวจสอบ Extension Jack ปลายทาง
  7. หากเป็น DISA ให้ตรวจสอบหมายเลข OGM
  8. หากเป็น UCD ให้ตรวจสอบ UCD Group
  9. บันทึกผล
  10. ทดสอบสายเข้าให้ตรงกับโหมดนั้น

ข้อสำคัญ

การเปลี่ยนโปรแกรม 400 เป็น Connect ไม่ได้กำหนดปลายทางรับสาย

โปรแกรม 400 เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อสายนอก ส่วนโปรแกรม 414–416 เกี่ยวข้องกับวิธีจัดการสายเข้าตามช่วงเวลา

⑰ วิธีตรวจสอบ CO Line แบบ DIL

DIL หรือ Direct In Line ใช้ส่งสายเข้าจาก CO Line ไปยัง Extension ที่กำหนด

ตัวอย่าง

CO 1 → Extension Jack 01 → เบอร์ 101

ขั้นตอน

  1. ตรวจสอบ CO Line ที่ต้องการ
  2. ตรวจสอบโปรแกรม 414–416
  3. ยืนยันว่าเลือก DIL
  4. ตรวจสอบหมายเลข Extension Jack
  5. ตรวจสอบเบอร์ภายในของ Jack นั้น
  6. โทรเข้าจากภายนอก
  7. ตรวจสอบว่าเครื่องปลายทางดัง
  8. รับสายและทดสอบเสียง

ปัญหาที่อาจพบ

หากเปลี่ยนเบอร์ภายในแต่ไม่ได้ตรวจสอบ Extension Jack อาจทำให้คิดว่าสายเข้าไปผิดเครื่อง

จึงควรยืนยันข้อมูลพอร์ตจริงก่อนเปลี่ยนค่า DIL

⑱ วิธีตรวจสอบ CO Line แบบ Normal

Normal Mode ใช้ Flexible Ringing กำหนดเครื่องที่ได้รับเสียงเรียกเข้าจากสายนอก

โปรแกรมสำคัญ

  • 408 — Flexible Ringing Day
  • 409 — Flexible Ringing Night
  • 410 — Flexible Ringing Lunch

ตัวอย่าง

CO 2 ต้องการให้เบอร์ 102 และ 103 ดังพร้อมกัน

ขั้นตอน

  1. ตรวจสอบว่า CO 2 เป็น Normal
  2. ตรวจสอบ Flexible Ringing ของช่วงเวลาปัจจุบัน
  3. ตรวจสอบว่า Jack ของ 102 เป็น Enable
  4. ตรวจสอบว่า Jack ของ 103 เป็น Enable
  5. ตรวจสอบ Delayed Ringing
  6. โทรเข้า CO 2
  7. ยืนยันว่าเครื่องดังตามแผน
  8. รับสายและตรวจสอบเสียง

หากเครื่องใดไม่ดังต้องแยกระหว่าง Disable, Delayed Ringing, DND และการตั้งเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์

⑲ วิธีตรวจสอบ Delayed Ringing ทุก CO Line

Delayed Ringing ใช้กำหนดเวลาที่โทรศัพท์บางเครื่องเริ่มส่งเสียงเรียกเข้า

โปรแกรม

โปรแกรมช่วงเวลา
411Day
412Night
413Lunch

ตัวอย่าง

CO 1 ใช้ Normal Mode

  • เบอร์ 101 ดังทันที
  • เบอร์ 102 ดังหลัง 10 วินาที

วิธีทดสอบ

  1. ตรวจสอบ Flexible Ringing ของเครื่องทั้งสอง
  2. ตรวจสอบ Delayed Ringing
  3. โทรเข้าทาง CO 1
  4. เริ่มจับเวลา
  5. ตรวจสอบว่าเบอร์ 101 ดังทันที
  6. ตรวจสอบว่าเบอร์ 102 เริ่มดังตามเวลาหน่วง
  7. รับสาย
  8. บันทึกผล

ข้อควรระวัง

ตัวเลือกเวลาหน่วงอาจแตกต่างตาม Country/Area Version ของตู้ จึงต้องตรวจสอบค่าที่รองรับจริง

⑳ วิธีตรวจสอบ CO Line แบบ DISA

DISA เป็นระบบตอบรับสายอัตโนมัติที่สามารถเล่นข้อความและนำผู้โทรไปยังปลายทางตามการตั้งค่า

ขั้นตอน

  1. ตรวจสอบว่า CO Line ใช้ DISA
  2. ตรวจสอบหมายเลขข้อความ OGM
  3. โทรเข้าจากภายนอก
  4. ฟังข้อความที่เล่น
  5. ตรวจสอบความชัดเจน
  6. ทดลองกดเมนูที่กำหนด
  7. ตรวจสอบปลายทาง
  8. ทดสอบเมื่อไม่กดเมนู
  9. ตรวจสอบการจัดการเมื่อไม่มีผู้รับ
  10. บันทึกผล

ตัวอย่าง

“ขอบคุณที่ติดต่อบริษัท กด 1 ฝ่ายขาย กด 2 ฝ่ายบริการ”

เมื่อกด 1 ระบบควรส่งสายไปยังปลายทางฝ่ายขายตามที่กำหนด

ข้อควรระวัง

ควรตรวจสอบความปลอดภัยของ DISA โดยไม่เปิดสิทธิ์โทรออกผ่านระบบตอบรับอัตโนมัติเกินจำเป็น

㉑ วิธีตรวจสอบ CO Line แบบ UCD

UCD หรือ Uniform Call Distribution ใช้กระจายสายให้สมาชิกในกลุ่มที่พร้อมรับสาย

โปรแกรมที่เกี่ยวข้อง

  • 600 — Extension Group
  • 520 — UCD Group
  • 521 — UCD Busy Waiting Time
  • 523 — UCD Busy Mode
  • 524–526 — UCD Intercept

วิธีทดสอบ

  1. ตรวจสอบ CO Line ที่ใช้ UCD
  2. ตรวจสอบ UCD Group
  3. ตรวจสอบสมาชิกของกลุ่ม
  4. ให้สมาชิกทุกคนพร้อมรับสาย
  5. โทรเข้าจากภายนอก
  6. ตรวจสอบการกระจายสาย
  7. ให้สมาชิกบางคน Busy
  8. โทรเข้าทดสอบอีกครั้ง
  9. ทดสอบเมื่อสมาชิกทุกเครื่อง Busy
  10. ทดสอบเมื่อมีเครื่องว่างแต่ไม่มีผู้รับ
  11. บันทึกผล

ควรตรวจสอบทั้งกรณีปกติ Busy และ No Answer เพื่อยืนยันระบบ UCD ครบทุกสถานการณ์ที่ใช้งาน

㉒ วิธีตรวจสอบ Day, Night และ Lunch ของ CO ทุกพอร์ต

ระบบ Panasonic KX-TES824 สามารถกำหนดการรับสายแตกต่างกันตาม Time Service

ตัวอย่าง

CODayNightLunch
CO 1101109103
CO 2102109104
CO 3103110105

ขั้นตอน

  1. ตรวจสอบ Time Service ปัจจุบัน
  2. ทดสอบ CO ทุกเส้นใน Day
  3. บันทึกผล
  4. ทดสอบ Night ตามช่วงเวลาที่ได้รับอนุญาต
  5. บันทึกผล
  6. ทดสอบ Lunch
  7. บันทึกผล
  8. คืนระบบสู่โหมดทำงานปกติ
  9. ตรวจสอบ Automatic Time Service

ข้อสำคัญ

การเลือก Lunch Mode ด้วยตนเองอาจต้องคืน Automatic หลังทดสอบ จึงไม่ควรจบงานโดยปล่อยให้ระบบค้างอยู่ Lunch

㉓ วิธีตรวจสอบคุณภาพเสียง CO Line

เมื่อโทรเข้าและออกสำเร็จแล้ว ยังต้องตรวจสอบคุณภาพเสียง

รายการตรวจสอบ

  1. เสียงสนทนาชัดเจน
  2. ไม่มีเสียงซ่ารุนแรง
  3. ไม่มีเสียงฮัมต่อเนื่อง
  4. ไม่มีเสียงขาดหาย
  5. ไม่มีเสียงเบาผิดปกติ
  6. ไม่มีเสียงย้อนรบกวนอย่างรุนแรง
  7. ไม่เกิดการตัดสายโดยไม่ตั้งใจ
  8. รับและส่งเสียงได้ทั้งสองฝ่าย

วิธีทดสอบ

ใช้โทรศัพท์ภายนอกโทรเข้า CO Line ที่ต้องการทดสอบ แล้วพูดสลับกันทั้งสองฝ่าย

จากนั้นทดสอบโทรออกผ่าน CO Line เดียวกันอีกครั้ง

การแปลผล

หากมีปัญหาเฉพาะ CO Line เส้นเดียว ควรตรวจสอบสายและอุปกรณ์ต้นทางของเส้นนั้น

หากหลาย CO Line มีอาการเดียวกัน ควรตรวจสอบส่วนที่ใช้งานร่วมกัน เช่น ระบบตู้หรือการติดตั้งภายใน

㉔ โปรแกรม 420 และ 421 CPC Signal Detection คืออะไร?

CPC ย่อมาจาก Calling Party Control เป็นสัญญาณจากสายนอกที่แจ้งว่าผู้โทรหรืออีกฝ่ายวางสายแล้ว

โปรแกรมที่เกี่ยวข้อง

โปรแกรมหน้าที่
420CPC Signal Detection — Incoming
421CPC Signal Detection — Outgoing

ทำไมสำคัญ?

หากระบบตรวจจับสัญญาณวางสายได้ไม่ถูกต้อง อาจพบอาการ เช่น

  • CO Line ค้าง Busy
  • สายไม่ถูกปล่อยหลังจบการสนทนา
  • DISA ไม่ยุติการเชื่อมต่อเมื่อผู้โทรวางสาย
  • พอร์ตยังไม่พร้อมรับสายใหม่

ข้อควรระวัง

ไม่ควรเปิดหรือเปลี่ยน CPC Detection โดยไม่มีข้อมูลว่าผู้ให้บริการส่งสัญญาณชนิดใดและมีระยะเวลาเท่าไร

การตั้งค่าไม่เหมาะสมอาจทำให้สายถูกตัดระหว่างสนทนา

㉕ วิธีทดสอบ CO Line ค้าง Busy หลังวางสาย

ขั้นตอน

  1. เลือก CO Line ที่ต้องการทดสอบ
  2. โทรออกหรือรับสายจากภายนอก
  3. ตรวจสอบว่าเชื่อมต่อสนทนาได้
  4. ให้ผู้โทรภายนอกวางสาย
  5. ตรวจสอบสถานะ CO Line
  6. รอให้ระบบตรวจจับการสิ้นสุดสาย
  7. ตรวจสอบว่า CO กลับมาว่าง
  8. ทดสอบใช้งานซ้ำ

หากยังค้าง Busy

ตรวจสอบตามลำดับ

  1. ผู้ใช้โทรศัพท์ภายในวางสายแล้วหรือไม่
  2. มีการพักสายหรือโอนสายค้างอยู่หรือไม่
  3. ผู้ให้บริการส่งสัญญาณตัดสายหรือไม่
  4. โปรแกรม 420–421 เหมาะสมหรือไม่
  5. ระบบ DISA หรือการเชื่อมต่อ CO-to-CO ทำงานอยู่หรือไม่
  6. อุปกรณ์หรือพอร์ตมีปัญหาหรือไม่

ข้อควรระวัง

การกดรีเซ็ตตู้เพื่อปล่อยสายที่ค้างอาจทำให้การสนทนาอื่นหลุด จึงควรใช้การตรวจสอบตามขั้นตอนก่อน

㉖ วิธีทดสอบ CO Line หลายเส้นพร้อมกัน

การทดสอบทีละพอร์ตอาจไม่พบปัญหาที่เกิดเมื่อมีสายเข้าพร้อมกัน

ตัวอย่าง

สำนักงานมี CO 1, CO 2 และ CO 3 ใช้งานอยู่

ขั้นตอน

  1. เตรียมโทรศัพท์ภายนอกสำหรับทดสอบสามเครื่อง
  2. ให้ผู้ช่วยประจำปลายทางรับสาย
  3. โทรเข้า CO 1
  4. โทรเข้า CO 2 ขณะที่ CO 1 ยังสนทนาอยู่
  5. โทรเข้า CO 3 ขณะที่ CO 1 และ CO 2 ยังใช้งาน
  6. ตรวจสอบว่าแต่ละสายไปปลายทางถูกต้อง
  7. รับสายทุกคู่สนทนา
  8. ตรวจสอบคุณภาพเสียงแยกแต่ละสาย
  9. วางสายทีละเส้น
  10. ตรวจสอบว่า CO Line ทุกเส้นกลับมาว่าง

ผลที่คาดหวัง

ระบบสามารถรองรับการสนทนาพร้อมกันตามจำนวนสายนอกและทรัพยากรที่มีจริง โดยไม่มีการเชื่อมเสียงผิดคู่หรือพอร์ตค้าง Busy

㉗ วิธีแยกปัญหาสายนอกเสียกับพอร์ต CO เสีย

เมื่อ CO Line ใช้งานไม่ได้ ควรแยกปัญหาทางกายภาพออกจากปัญหาการตั้งค่า

กรณีที่ 1 — โทรศัพท์ SLT ทดสอบสายนอกโดยตรงไม่ได้

อาจมีปัญหาที่สายหรืออุปกรณ์ต้นทางของผู้ให้บริการ

กรณีที่ 2 — สายนอกทำงานกับ SLT ได้ แต่ผ่าน PBX ไม่ได้

ต้องตรวจสอบการตั้งโปรแกรม การเชื่อมต่อ และการทำงานของ PBX โดยช่างที่ได้รับอนุญาต

กรณีที่ 3 — รับสายเข้าได้ แต่โทรออกไม่ได้

ควรตรวจสอบสิทธิ์โทรออก Dial Mode และการเลือก CO Line

กรณีที่ 4 — โทรออกได้ แต่สายเข้าไม่ถึงเครื่อง

ควรตรวจสอบ CO Line Mode, Flexible Ringing, DIL, DISA, UCD และ Time Service

กรณีที่ 5 — ใช้งานได้แต่มีเสียงรบกวน

ควรตรวจสอบสายโทรศัพท์ จุดต่อ และคุณภาพสัญญาณจากต้นทาง

ข้อควรระวัง

ไม่ควรสลับสาย CO เข้าพอร์ตอื่นเพื่อทดลองโดยไม่มีการติดป้ายและบันทึกการเปลี่ยน เพราะอาจทำให้หมายเลขที่ใช้รับสายไม่ตรงกับเอกสารเดิม

㉘ ตารางตรวจสอบ CO Line ทุกพอร์ต

รายการCO 1CO 2CO 3CO 4
มีสายเชื่อมต่อรอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
โปรแกรม 400 ถูกต้องรอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
รับสายเข้าได้รอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
โทรออกได้รอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
ปลายทาง Day ถูกต้องรอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
ปลายทาง Night ถูกต้องรอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
ปลายทาง Lunch ถูกต้องรอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
เสียงสนทนาชัดเจนรอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
ปล่อยสายหลังวางหูรอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ

ตาราง CO 5–8

รายการCO 5CO 6CO 7CO 8
มีสายเชื่อมต่อรอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
โปรแกรม 400 ถูกต้องรอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
รับสายเข้าได้รอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
โทรออกได้รอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
ปลายทาง Day ถูกต้องรอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
ปลายทาง Night ถูกต้องรอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
ปลายทาง Lunch ถูกต้องรอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
เสียงสนทนาชัดเจนรอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ
ปล่อยสายหลังวางหูรอตรวจรอตรวจรอตรวจรอตรวจ

วิธีบันทึกผล

ใช้สถานะ

  • ผ่าน
  • ไม่ผ่าน
  • ไม่ได้ติดตั้ง
  • รอตรวจสอบเพิ่มเติม

ไม่ควรระบุว่าพอร์ตผ่านการทดสอบหากไม่มีสายต่ออยู่จริง หรือยังไม่ได้ทดสอบผ่านอุปกรณ์จริง

㉙ ปัญหาที่พบบ่อยหลังตั้งค่า CO Line ใหม่

CO 1 รับสายเข้าผิดเบอร์

ตรวจสอบ CO Line Mode และปลายทางรับสาย

CO 2 โทรออกไม่ได้

ตรวจสอบโปรแกรม 400, 401 และสิทธิ์โทรออก

CO 3 ไม่ดัง

ตรวจสอบ Time Service, Normal/DIL และ Flexible Ringing

CO 4 ไม่มีเสียงสัญญาณ

ตรวจสอบว่ามีสายต่อจริงหรือไม่ และโปรแกรม 400 ตรงกับการติดตั้งหรือไม่

CO 5 สายขาดหาย

ตรวจสอบคุณภาพสายนอกและจุดต่อ

CO 6 ค้าง Busy

ตรวจสอบสถานะการสนทนาและ CPC Signal Detection ตามอาการ

CO 7 และ CO 8 ใช้งานไม่ได้

ตรวจสอบว่ามีการ์ดขยายและสายนอกต่ออยู่จริงหรือไม่

ทุก CO โทรออกไม่ได้

ตรวจสอบการทำงานร่วมกันของระบบ สิทธิ์โทรออกและอุปกรณ์ต้นทาง ก่อนสรุปว่าเป็นความเสียหายของตู้

㉚ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CO Line Panasonic KX-TES824

Panasonic KX-TES824 มี CO Line กี่พอร์ต?

เครื่องพื้นฐานมี 3 CO Line และสามารถขยายได้สูงสุด 8 CO Line ด้วยอุปกรณ์ที่รองรับ

โปรแกรม 400 ใช้ทำอะไร?

กำหนด CO Line แต่ละพอร์ตเป็น Connect หรือ Not Connect

พอร์ตที่ไม่ได้ต่อสายควรตั้งอย่างไร?

ควรตั้งเป็น Not Connect เพื่อไม่ให้ระบบเลือกใช้พอร์ตที่ไม่มีสายเชื่อมต่อ

ทำไมเลือกสายนอกแล้วไม่มีเสียง Dial Tone?

อาจเกิดจากพอร์ตไม่ได้ต่อสาย โปรแกรม 400 ไม่ถูกต้อง หรือสัญญาณจากอุปกรณ์ต้นทางมีปัญหา

โปรแกรม 401 ใช้ทำอะไร?

กำหนด Dial Mode ของแต่ละ CO Line เช่น DTMF หรือ Pulse ตามเงื่อนไขของรุ่น

โปรแกรม 414 ใช้ทำอะไร?

กำหนด CO Line Mode ในช่วง Day

โปรแกรม 415 ใช้ทำอะไร?

กำหนด CO Line Mode ในช่วง Night

โปรแกรม 416 ใช้ทำอะไร?

กำหนด CO Line Mode ในช่วง Lunch

CO Line แบบ DIL กับ Normal ต่างกันอย่างไร?

DIL ส่งสายไปยัง Extension Jack ที่กำหนด ส่วน Normal ใช้ Flexible Ringing กำหนดเครื่องที่ส่งเสียงเรียกเข้า

ทำไมรับสายเข้าได้แต่โทรออกไม่ได้?

อาจเกิดจากสิทธิ์โทรออก Dial Mode หรือการเลือก CO Line ควรตรวจสอบการตั้งค่าที่เกี่ยวข้อง

ต้องทดสอบ CO Line ทุกเส้นหรือไม่?

ควรทดสอบทุกเส้นที่ใช้งานจริง เพื่อให้มั่นใจว่าแต่ละพอร์ตทำงานได้ทั้งรับสายและโทรออก

โทรศัพท์อนาล็อกทั่วไปใช้ตรวจสอบสายนอกได้หรือไม่?

ได้เมื่อดำเนินการอย่างปลอดภัยโดยผู้ที่มีความรู้ เพื่อช่วยแยกปัญหาของสายนอกจากปัญหาของ PBX ตามแนวทางผู้ผลิต

CPC Signal Detection คืออะไร?

เป็นฟังก์ชันตรวจจับสัญญาณวางสายจากเครือข่ายภายนอก เพื่อช่วยให้ตู้ปล่อยการเชื่อมต่อเมื่ออีกฝ่ายวางสาย

โปรแกรม 420 กับ 421 ต่างกันอย่างไร?

420 ใช้กับการตรวจจับ CPC สำหรับสายเข้า ส่วน 421 ใช้กับสายออก

หากพอร์ต CO เสียควรทำอย่างไร?

ควรตรวจสอบสายนอก การตั้งค่า และอุปกรณ์ต้นทางก่อน และให้ช่างหรือศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตตรวจสอบเมื่อสงสัยความผิดปกติของ PBX

ต้องรีเซ็ต Panasonic KX-TES824 หลังทดสอบ CO Line หรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องรีเซ็ตเพียงเพราะตรวจสอบ CO Line หากไม่มีคำสั่งหรือเหตุผลทางเทคนิคที่จำเป็น

㉛ สรุปวิธีตรวจสอบสาย CO ทุกพอร์ต Panasonic KX-TES824 หลังตั้งค่าระบบรับสายใหม่

การตรวจสอบ CO Line ทุกพอร์ตของ Panasonic KX-TES824 หลังตั้งค่าระบบรับสายใหม่ เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าทุกหมายเลขโทรศัพท์ของสำนักงานสามารถรับสายและโทรออกได้อย่างถูกต้อง

ควรเริ่มจากโปรแกรม 400 — CO Line Connection เพื่อตรวจสอบว่าพอร์ตใดมีสายเชื่อมต่อจริงและควรเป็น Connect หรือ Not Connect

จากนั้นตรวจสอบโปรแกรม 414–416 — CO Line Mode เพื่อยืนยันปลายทางรับสาย Day, Night และ Lunch พร้อมตรวจสอบ Flexible Ringing หรือฟังก์ชันอื่นตามรูปแบบการรับสายที่ใช้งาน

ขั้นตอนตรวจสอบที่สำคัญ

  1. ตรวจสอบจำนวนพอร์ต CO ที่ติดตั้งจริง
  2. ตรวจสอบการ์ดขยาย
  3. ตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ภายนอก
  4. ตรวจสอบผังการต่อสาย CO
  5. ตรวจสอบโปรแกรม 400
  6. ตั้งพอร์ตที่ไม่มีสายเป็น Not Connect ตามความเหมาะสม
  7. ตรวจสอบโปรแกรม 401 หากมีปัญหา Dial Mode
  8. ตรวจสอบสิทธิ์โทรออกในโปรแกรม 405–407
  9. ตรวจสอบโปรแกรม 414–416
  10. ตรวจสอบ Flexible Ringing โปรแกรม 408–410
  11. ตรวจสอบ Delayed Ringing โปรแกรม 411–413
  12. ตรวจสอบโหมด Day/Night/Lunch
  13. ทดสอบรับสายเข้า CO ทุกเส้น
  14. ทดสอบโทรออกผ่านแต่ละ CO Line
  15. ทดสอบคุณภาพเสียงสองทาง
  16. ทดสอบสายเข้าหลายเส้นพร้อมกัน
  17. ตรวจสอบการปล่อยสายหลังวางหู
  18. ตรวจสอบ CPC Signal Detection หากพบอาการที่เกี่ยวข้อง
  19. ทดสอบ DIL, Normal, DISA และ UCD ตามการติดตั้ง
  20. ตรวจสอบโทรศัพท์ที่เปิด DND หรือ FWD
  21. ตรวจสอบปลายทางรับสายสำรอง
  22. ตรวจสอบการทำงานของ Automatic Time Service
  23. บันทึกผล CO 1 ถึง CO 8 ตามจำนวนพอร์ตที่ติดตั้งจริง
  24. แก้ไขเฉพาะจุดที่ไม่ผ่านการทดสอบ
  25. ทดสอบซ้ำหลังแก้ไข
  26. คืนค่าระบบสู่โหมดใช้งานปกติ
  27. จัดเก็บข้อมูลการตั้งค่า
  28. ส่งมอบผลการทดสอบแก่ผู้ดูแลสำนักงาน

comsiam แนะนำ ให้ใช้ตารางตรวจสอบแยกตาม CO Line และ Time Service เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถระบุได้ทันทีว่าแต่ละพอร์ตรับสายเข้าที่เครื่องใด ใช้หมายเลขภายนอกอะไร และมีข้อจำกัดหรือปัญหาใดที่ต้องติดตาม

สำหรับพอร์ตที่ยังไม่ได้ต่อสายจากผู้ให้บริการ ควรระบุเป็น Not Connect ตามข้อมูลจริง ไม่ควรตั้งเป็น Connect โดยหวังว่าจะสามารถใช้งานได้โดยไม่มีสายเชื่อมต่อ

เมื่อทดสอบการรับสาย การโทรออก คุณภาพเสียง และการปล่อยสายครบถ้วนแล้ว จะช่วยให้มั่นใจได้มากขึ้นว่าตู้ Panasonic KX-TES824 พร้อมรองรับการใช้งานของสำนักงานตามค่าที่กำหนด

การตรวจสอบอย่างเป็นขั้นตอนยังช่วยลดปัญหาสายเข้าไม่ดัง โทรออกไม่ได้ สายเข้าผิดเครื่อง และพอร์ต CO ค้าง Busy หลังเปลี่ยนการตั้งค่า

ComSiam Professional Team