วิธีต่อสายเบอร์ภายใน KX-TES824

การต่อสายเบอร์ภายใน Panasonic KX-TES824 ต้องเลือกพอร์ตให้ตรงกับประเภทโทรศัพท์ โดยโทรศัพท์ธรรมดาแบบ SLT ใช้หนึ่งคู่สาย T/R ส่วนโทรศัพท์ระบบ Panasonic แบบแอนะล็อก PT ที่รองรับใช้สองคู่สาย T/R และ H/L จากนั้นตรวจหมายเลขภายในและทดสอบการโทรทุกจุด

ก่อนต่อสาย comsiam แนะนำให้ทำตารางพอร์ต ตำแหน่งเครื่อง และประเภทโทรศัพท์ เพราะพอร์ต Hybrid กับพอร์ต SLT รองรับอุปกรณ์ต่างกัน การเสียบหัวต่อได้ไม่ได้ยืนยันว่าเครื่องจะทำงานถูกต้อง

① สายภายในต้องต่อเข้าช่องไหน

สายเครื่องโทรศัพท์ภายในต้องต่อเข้าช่อง Extension ของตู้ ไม่ใช่ช่อง CO สำหรับรับสายนอก

ช่องหน้าที่
Extension หรือ Jack ภายในต่อเครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์ภายในที่รองรับ
CO หรือ Outside Lineต่อบริการโทรศัพท์สายนอก
USB / RS-232Cเชื่อมต่ออุปกรณ์สำหรับดูแลและโปรแกรมระบบ

ตรวจป้ายพอร์ตและคู่มือก่อนเสียบสายทุกครั้ง โดยเฉพาะตู้ที่เพิ่มการ์ดแล้ว เพราะตำแหน่งพอร์ตและประเภทพอร์ตต้องตรวจจากชุดอุปกรณ์จริง

หมายเลข Jack คือหมายเลขพอร์ต ไม่ใช่หมายเลขที่พนักงานกดโทรเสมอไป

② ตรวจว่าเครื่องเป็น SLT หรือ PT

โทรศัพท์ธรรมดาแบบ SLT

เป็นโทรศัพท์แอนะล็อกสายเดียว ใช้คู่สาย T และ R เช่น เครื่องโทรศัพท์ธรรมดาหรือฐานโทรศัพท์ไร้สายแอนะล็อกที่เข้ากันได้

โทรศัพท์ระบบ Panasonic แบบ PT

เป็นเครื่องโทรศัพท์ระบบแบบแอนะล็อกที่รองรับตู้ เช่น KX-T7730 ใช้ทั้งคู่สายสนทนาและคู่สายควบคุมตามข้อกำหนด

ประเภทเครื่องคู่สายตัวนำที่ใช้
SLT1 คู่T และ R
PT ที่รองรับ2 คู่T, R, H และ L

โทรศัพท์ IP Phone หรือเครื่องโทรศัพท์ดิจิทัลที่ใช้ระบบอื่น ไม่สามารถนำมาต่อแทนได้เพียงเพราะมีหัวต่อคล้ายกัน ต้องตรวจรุ่นก่อนใช้งาน

③ เลือกพอร์ต Hybrid หรือ SLT ให้ถูกต้อง

KX-TES824 มีพอร์ตภายในต่างประเภทตามตู้และการ์ดที่ติดตั้ง

แหล่งพอร์ตจำนวนที่เพิ่มหรือมีอยู่ประเภท
ตู้พื้นฐาน8Hybrid
KX-TE82483เพิ่ม 8Hybrid
KX-TE82480เพิ่ม 8SLT
KX-TE82474เพิ่ม 8SLT

พอร์ต Hybrid รองรับ PT แบบแอนะล็อกที่เข้ากันได้ หรือ SLT ตามข้อกำหนด ส่วนพอร์ต SLT ใช้กับอุปกรณ์สายเดียวที่รองรับ

หากนำ KX-T7730 ไปต่อพอร์ต SLT จะไม่ใช่การเชื่อมต่อที่ถูกต้องสำหรับเครื่องนั้น ต้องจัด PT ไปยังพอร์ต Hybrid พร้อมสายครบสองคู่

④ เตรียมอุปกรณ์ก่อนเดินสาย

รายการที่ควรเตรียม ได้แก่

  • สายคู่บิดเกลียวที่เหมาะกับงานโทรศัพท์
  • หัว Modular และเต้ารับที่รองรับหน้าสัมผัสตามเครื่อง
  • อุปกรณ์เข้าหัวหรือเข้าจุดพักสาย
  • เครื่องมือตรวจความต่อเนื่องและคู่สาย
  • โทรศัพท์ทดสอบที่ทราบว่าใช้งานได้
  • ป้ายระบุพอร์ตและตำแหน่ง
  • ผังขั้วจากคู่มือที่ตรงกับอุปกรณ์

สามารถพิจารณาใช้สายเครือข่ายคู่บิดเกลียวเป็นตัวนำสำหรับงานโทรศัพท์ตามข้อกำหนดได้ แต่ต้องจัดคู่สายและหัวต่อให้ถูกต้อง

การใช้สาย Cat5 หรือ Cat6 ไม่ได้ทำให้พอร์ตภายในกลายเป็นพอร์ต LAN ห้ามเชื่อมสายโทรศัพท์เข้ากับสวิตช์เครือข่ายหรืออุปกรณ์ PoE โดยตรง

⑤ ทำตารางสายก่อนเริ่มต่อ

ตัวอย่างตารางสำหรับเตรียมงานมีดังนี้

พอร์ตตำแหน่งเครื่องคู่สายที่ต้องใช้หมายเลขภายใน
Jack 01แผนกต้อนรับPT ที่รองรับ2 คู่ตรวจจากระบบ
Jack 02ฝ่ายขายSLT1 คู่ตรวจจากระบบ
Jack 03บัญชีSLT1 คู่ตรวจจากระบบ
Jack 04ผู้จัดการPT ที่รองรับ2 คู่ตรวจจากระบบ

ติดป้ายทั้งฝั่งตู้และเต้ารับปลายทาง โดยใช้ชื่อที่สัมพันธ์กับตาราง ไม่ควรติดเฉพาะหมายเลขโทรศัพท์แล้วละเลยเลขพอร์ต เพราะอาจมีการเปลี่ยนหมายเลขภายหลัง

หากเป็นงานย้ายสายเดิม ให้ถ่ายภาพและจดข้อมูลก่อนถอด

⑥ วิธีต่อโทรศัพท์ธรรมดา SLT

โทรศัพท์ SLT ใช้ตัวนำ T และ R หนึ่งคู่สาย

ขั้นตอนเชื่อมต่อ

  1. ตรวจว่าเครื่องเป็น SLT ที่ใช้งานร่วมกับตู้ได้
  2. เลือกพอร์ตภายในที่รองรับ
  3. ตัดแหล่งจ่ายไฟและแหล่งสัญญาณตามขั้นตอนงานก่อนแก้ตัวนำหรือเข้าหัว
  4. ตรวจคู่สายจากฝั่งตู้ถึงปลายทาง
  5. เข้าหัวหรือจุดต่อให้ตรงขั้ว T/R ตามคู่มือ
  6. เชื่อมสายเข้าช่อง Extension
  7. ต่อปลายทางเข้าช่อง Line ของเครื่อง
  8. จัดสายและเปิดระบบตามขั้นตอน
  9. ทดสอบเสียงสัญญาณและการโทร

หากเครื่องมีหลายช่อง เช่น Line กับช่องอุปกรณ์ต่อพ่วง ต้องเลือกช่องรับสายเข้าของเครื่องตามคู่มือ ไม่เสียบโดยเดาจากรูปร่างช่อง

⑦ วิธีต่อโทรศัพท์ระบบ PT

PT แบบแอนะล็อกที่รองรับต้องใช้ T/R และ H/L รวมสองคู่สาย

ขั้นตอนเชื่อมต่อ

  1. ยืนยันรุ่นเครื่องว่าเข้ากันได้กับ KX-TES824
  2. เลือกพอร์ต Hybrid
  3. เตรียมสายสองคู่ที่ตรวจแล้ว
  4. ต่อ T, R, H และ L ตามผังขั้ว
  5. ตรวจหน้าสัมผัสและความต่อเนื่องครบทุกตัวนำ
  6. เชื่อมเข้าช่องรับสายของเครื่อง
  7. เปิดระบบและตรวจจอ ปุ่ม และเสียงสนทนา
  8. ทดสอบการโทรและฟังก์ชันที่ต้องใช้

สายที่ดูเหมือนมีหัวต่อครบอาจมีตัวนำใช้งานเพียงสองเส้น จึงต้องตรวจทั้งสายหลัก สายแพตช์ และเต้ารับ

สำหรับงานต่อ PT comsiam แนะนำให้ใช้สายทดสอบสั้นที่ทราบว่าถูกต้องตรวจเครื่องกับพอร์ตโดยตรงก่อน หากทำงานได้จึงตรวจสายเดินภายในอาคารต่อไป

⑧ ตรวจผังขั้ว ไม่เดาจากสีสาย

สีตัวนำช่วยจัดคู่สาย แต่ไม่ได้ยืนยันตำแหน่งขั้วบนหัวต่อ

ก่อนเข้าหัวให้ตรวจ

  • ทิศทางการมองหัวต่อในผัง
  • ตำแหน่ง T/R
  • ตำแหน่ง H/L สำหรับ PT
  • คู่สายที่ใช้ตลอดเส้นทาง
  • จุดต่อกลางทางและเต้ารับ

ควรให้ T/R อยู่ในคู่บิดเกลียวเดียวกัน และ H/L อยู่ในอีกคู่ตามการจัดสายที่เหมาะสม ไม่หยิบตัวนำคนละคู่มาใช้โดยไม่มีการตรวจ

หากสายเดิมมีการต่อหลายจุด ต้องตรวจปลายถึงปลาย ไม่สรุปจากสีที่เห็นด้านเดียว

⑨ ระยะสายภายในไกลได้เท่าไร

ระยะสูงสุดขึ้นอยู่กับประเภทเครื่อง ขนาดตัวนำ และสภาพสาย โดย PT กับ SLT มีข้อกำหนดต่างกัน

ไม่ควรรับรองระยะจากคำว่า “สายโทรศัพท์” หรือ “สาย Cat6” เพียงอย่างเดียว ต้องตรวจตารางระยะและความต้านทานในคู่มือที่ตรงกับระบบ

ปัจจัยที่มีผลเพิ่มเติม ได้แก่

  • จุดต่อกลางทาง
  • หน้าสัมผัสหลวม
  • ตัวนำชำรุด
  • ความชื้น
  • แหล่งรบกวน
  • คุณสมบัติของเครื่องปลายทาง

หากจุดอยู่ไกลหรือคนละอาคาร ให้ช่างประเมินทั้งการส่งสัญญาณ แนวเดินสาย และการป้องกันความเสียหายก่อนติดตั้ง

⑩ จัดแนวสายและจุดพักสาย

ควรเดินสายให้ตรวจและซ่อมได้ โดย

  • หลีกเลี่ยงแหล่งความร้อนและน้ำ
  • ไม่ดึงสายตึงหรือกดทับจนเสียรูป
  • จัดระยะจากแหล่งรบกวนตามความเหมาะสม
  • ใช้รางหรืออุปกรณ์ป้องกันในจุดเสี่ยง
  • ลดจุดต่อที่ไม่จำเป็น
  • ติดป้ายทุกช่วงที่ต้องตรวจ
  • เผื่อสายสำหรับบำรุงรักษาโดยไม่กองขวางตู้

หากใช้แผงพักสายร่วมกับระบบเครือข่าย ต้องแยกและติดป้ายบริการให้ชัด เพื่อป้องกันการแพตช์โทรศัพท์ผิดเข้าพอร์ตข้อมูล

⑪ ต่อสายแล้วต้องตั้งหมายเลขภายในใหม่ไหม

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหมายเลขทุกครั้ง แต่ต้องตรวจว่าพอร์ตนั้นถูกกำหนดเป็นหมายเลขใด

หลังเชื่อมต่อให้

  1. ตรวจแผนหมายเลขจากข้อมูลระบบ
  2. ยืนยันหมายเลขของพอร์ตที่ต่อ
  3. โทรจากอีกเครื่องมายังหมายเลขนั้น
  4. ตรวจว่าเครื่องที่ต้องการดัง
  5. บันทึกหมายเลขลงตารางและป้ายปลายทาง

หากเป็นตู้มือสอง อาจมีหมายเลขและสิทธิ์เดิมอยู่ ต้องตรวจให้ตรงกับสำนักงานก่อนใช้งาน

การเพิ่มหรือย้ายสายไม่ได้เปลี่ยนสิทธิ์โทรออกตามต้องการโดยอัตโนมัติ ต้องตรวจค่าของพอร์ตนั้นด้วย

⑫ ทดสอบสายภายในทีละจุด

การทดสอบพื้นฐาน

  1. ยกหูและตรวจเสียงสัญญาณ
  2. โทรไปยังเบอร์ภายในที่ทราบว่าใช้งานได้
  3. ตรวจเสียงพูดทั้งสองทิศทาง
  4. วางสาย
  5. ให้ปลายทางโทรกลับ
  6. ตรวจเสียงเรียกเข้า
  7. ทดสอบรับสายและโอนสายตามชนิดเครื่อง

หากต้องโทรออกภายนอก ให้ทดสอบเพิ่มเติมด้วยสิทธิ์และวิธีที่ตั้งไว้จริง

บันทึกผลจนครบทุกจุด ไม่ตรวจเฉพาะเครื่องรับสายหลักแล้วถือว่าสายทั้งหมดพร้อมใช้งาน

⑬ แก้ปัญหาหลังต่อสาย

อาการสิ่งที่ควรตรวจ
ไม่มีเสียงสัญญาณเครื่อง คู่ T/R หัวต่อ และพอร์ต
PT หน้าจอไม่ติดรุ่นเครื่อง พอร์ต Hybrid และ H/L
โทรออกภายในได้แต่ไม่ดังเมื่อมีสายเข้าเครื่อง สาย และค่าที่เกี่ยวข้อง
โทรภายในได้แต่โทรออกไม่ได้สิทธิ์ใช้สายนอกและข้อจำกัด
เสียงเบาหรือซ่าจุดต่อ คู่สาย เครื่อง และแหล่งรบกวน
โทรแล้วดังผิดโต๊ะตารางพอร์ต การแพตช์สาย และหมายเลข
ใช้สายสั้นได้ แต่สายเดินจริงไม่ได้ความต่อเนื่อง การเข้าคู่ ระยะ และจุดต่อ
เครื่องดับเมื่อขยับสายหัวต่อ หน้าสัมผัส และตัวนำขาดใน

เมื่อพบปัญหา ให้ใช้เครื่องและสายที่ผ่านการทดสอบสลับทีละส่วน ไม่แก้ค่าตู้หลายรายการพร้อมกับเปลี่ยนสายจนติดตามสาเหตุไม่ได้

⑭ ต่อโทรศัพท์สองเครื่องที่พอร์ตเดียวได้ไหม

พอร์ต Hybrid รองรับการเชื่อมต่อขนานแบบที่คู่มือกำหนด เช่น PT ร่วมกับ SLT แต่ ไม่ได้เพิ่มเบอร์ภายในอิสระอีกหนึ่งเบอร์

ไม่ควรใช้หัวแยกทั่วไปต่อเครื่องหลายตัวโดยไม่ตรวจรูปแบบและข้อจำกัด เพราะอาจกระทบเสียงเรียกเข้า การควบคุมสาย และการใช้งานร่วมกัน

หากต้องการให้แต่ละเครื่องมีหมายเลขและสิทธิ์แยก ควรจัดพอร์ตภายในแยกให้เหมาะสม

⑮ เช็กลิสต์ก่อนส่งมอบ

  1. เครื่องทุกจุดอยู่บนพอร์ตที่รองรับ
  2. SLT มีคู่สาย T/R ถูกต้อง
  3. PT มี T/R และ H/L ครบ
  4. หมายเลขตรงกับตำแหน่ง
  5. โทรเข้าและโทรออกภายในได้
  6. คุณภาพเสียงปกติ
  7. สิทธิ์โทรออกตรงกับงาน
  8. รับสายและโอนสายได้ตามวิธีของเครื่อง
  9. มีป้ายสายและตารางพอร์ต
  10. พนักงานทดลองใช้งานแล้ว

⑯ สรุป

ต่อสายเบอร์ภายใน KX-TES824 โดยเลือกพอร์ตให้ตรงกับเครื่อง ใช้หนึ่งคู่ T/R สำหรับ SLT และสองคู่ T/R กับ H/L สำหรับ PT แบบแอนะล็อกที่รองรับ ตรวจผังขั้วและความต่อเนื่องของสาย ก่อนยืนยันหมายเลขและทดสอบทุกจุด

สำหรับงานติดตั้งกับ comsiam ควรทำตารางพอร์ตและติดป้ายทั้งสองปลาย พร้อมแยกตรวจเครื่อง สาย และการตั้งค่าเมื่อพบปัญหา เพื่อให้ระบบภายในพร้อมใช้งานและดูแลต่อได้สะดวก

ComSiam Professional Team